- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 161 กับคู่หมั้นยังไม่ใกล้ชิดขนาดนี้
ตอนที่ 161 กับคู่หมั้นยังไม่ใกล้ชิดขนาดนี้
ตอนที่ 161 กับคู่หมั้นยังไม่ใกล้ชิดขนาดนี้
ตอนที่ 161 กับคู่หมั้นยังไม่ใกล้ชิดขนาดนี้
เมื่อมีรางวัลจากสถาบัน ซือเนี่ยนกูจึงรู้สึกว่าตัวเองสามารถย่นเวลาในการบรรลุระดับต่อไปให้สั้นลงได้
แม้ว่าซือเนี่ยนกูจะอายุน้อยกว่าลู่เฉินหนึ่งปี แต่ระดับพลังวิญญาณของนางแข็งแกร่งกว่าลู่เฉิน หากสามารถบรรลุจื่อฝู่ได้ก่อนอายุสามสิบปี นางจะถูกเรียกว่าอัจฉริยะคนหนึ่งได้เลย
“ลู่เฉินยังไม่กลับมา” เมื่อไปดูที่ห้องของลู่เฉินแล้ว ซือเนี่ยนกูจึงถอนหายใจแล้วกลับไปที่ห้องของตน
นับตั้งแต่ที่ลู่เฉินกลายเป็นหนึ่งในนายกองของหน่วยวิหคดำ กิจวัตรประจำวันของเขากลายเป็นการออกเช้ากลับดึก บางครั้งเขาก็ค้างที่หน่วยวิหคดำและไม่ค่อยได้เจอกันเลย
คำพูดที่เขาสัญญาไว้กับนางครั้งล่าสุดกลายเป็นคำพูดที่ว่างเปล่า
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังได้ดี แต่นางกลับรู้สึกห่างไกลกับเขาออกไปทุกที
นางตกอยู่ในความสับสน
ขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้นสาวใช้ก็เข้ามาแจ้งว่ามีคนต้องการพบและก่อนที่ซือเนี่ยนกูจะทันได้โต้ตอบก็มีร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามาแล้ว
“แม่นางซือ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ซูอันก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าเป็นใคร?” ซือเนี่ยนกูมองชายผู้บุกรุกเข้ามาด้วยความสับสนและรู้สึกระแวง
นางรู้สึกว่าชายคนนี้ดูคุ้นเคย แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นเขาที่ใด
“แม่นางซือลืมว่าข้าเป็นญาติผู้น้องของลู่เฉินที่ชื่อซูอันไปแล้วสินะ!” ซูอันขยับเก้าอี้และนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับซือเนี่ยนกู “จริงสิ ข้าต้องเรียกเจ้าว่าพี่สะใภ้”
“อ่า จริงหรือ?” ซือเนี่ยนกูคิดอยู่พักหนึ่งและจำได้ว่าลู่เฉินเหมือนจะมีลูกพี่ลูกน้องเช่นนี้จริงๆ นางจึงลดระดับการป้องกันตัวลงทันทีและใบหน้าของนางแดงขึ้นเล็กน้อย “พี่สะใภ้อะไรกันล่ะ ข้ากับลู่เฉินยังไม่ได้แต่งงานกันเลย”
ตั้งแต่ยังเด็ก ท่านแม่เข้มงวดเรื่องการวางตัวและการเป็นกุลสตรีกับนางมากๆ จนกระทั่งตอนนี้นางไม่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับลู่เฉินเลย ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกนางว่าพี่สะใภ้
เมื่อเห็นสองคนคุยกัน สาวใช้จึงถอยออกไปด้วยไหวพริบ
“แต่ก็หมั้นกันแล้วไม่ใช่หรือ” ซูอันยิ้มเอ่ย “นอกจากนี้การเรียกว่าพี่สะใภ้หมายถึงการสนิทสนมกันมากขึ้นด้วย”
ติ่งหูของซือเนี่ยนกูเปลี่ยนเป็นสีแดงและไม่ได้หักล้างสถานะนี้ “ญาติผู้น้องคงมาพบลู่เฉิน ทว่าตอนนี้เขาไม่อยู่บ้านหรอก”
“ไม่ใช่” ซูอันเอื้อมมือไปคว้ามือเล็กๆ ของซือเนี่ยนกู มันทั้งนุ่มและอ่อนโยนราวกับว่าเขากำลังถือหยกอุ่นและมีกลิ่นหอมไว้ในมือ “ข้าได้ยินว่าคู่หมั้นของญาติผู้พี่มีความสามารถมาก หน้าตางดงาม นิสัยอ่อนโยนและมีคุณธรรม เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดสาวงามแห่งเมืองหลวง ข้าจึงมาที่นี่เพื่อพบเจ้าโดยเฉพาะ วันนี้ได้พบกับพี่สะใภ้แล้วจึงรู้ว่าข่าวลือนั้นยังด้อยกว่าความจริง”
“ข้าไม่เก่งเหมือนที่เจ้าพูดหรอก” ซือเนี่ยนกูปล่อยให้ซูอันเล่นนิ้วหยกเรียวยาวที่ลู่เฉินไม่เคยแตะต้องมาก่อน นางก้มหน้าลงพลางเอ่ย
[ญาติผู้น้องซูอันเป็นญาติสนิท ดังนั้นการสัมผัสมือจึงถือเป็นพฤติกรรมปกติและไม่จำเป็นต้องขัดขืน]
“พี่สะใภ้ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว” ซูอันกุมมือของซือเนี่ยนกูไว้ด้วยความอ่อนโยน “แค่มือที่งดงามของพี่สะใภ้อย่างเดียวก็เพียงพอที่จะติดหนึ่งในสามอันดับแรกของผู้หญิงทั้งหมดที่ข้าเคยเห็นมา แต่น่าเสียดายที่…”
มือของซือเนี่ยนกูนั้นหายากและสวยงามจริงๆ ทั้งเล็กเรียวและขาว นิ้วหยกอันวิจิตรงดงามดูราวกับแกะสลักจากหยกขาวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“มันสวยขนาดนั้นเลยหรือ” ซือเนี่ยนกูได้รับคำชมแล้วรู้สึกมีความสุข ก่อนหน้านี้มีเพียงไม่กี่คนที่ยกย่องนางมากขนาดนี้
เมื่อได้ยินซูอันบอกว่าน่าเสียดาย นางจึงเกิดความสนใจขึ้นมาทันทีและถามด้วยความสงสัยว่า “น่าเสียดายอะไร?”
นัยน์ตาของซูอันมีรอยยิ้มฉายอยู่ “น่าเสียดายที่…”
ตอบแค่นั้นเองแล้วทั้งสองก็สนทนากันอย่างมีชีวิตชีวาต่อทันที
หนึ่งคำพี่สะใภ้ หนึ่งคำญาติผู้น้อง
เหมือนรู้จักกันมาหลายปีและไม่มีร่องรอยของความไม่คุ้นเคยต่อกันเลย
ซือเนี่ยนกูเพียงคิดว่าญาติผู้น้องคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจและสิ่งที่เขาพูดตรงกับความคิดของนางเสมอ นางรู้สึกใกล้ชิดกับซูอันญาติผู้น้องจริงๆ แม้กระทั่งความเหงาที่เกิดจากการที่ลู่เฉินไม่อยู่ก็บรรเทาลงด้วย
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สุดท้ายจึงไม่เหลือระยะห่างแม้แต่นิ้วเดียว
แม้แต่ลู่เฉินก็ไม่เคยใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน
แต่ซือเนี่ยนกูไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะซูอันเป็นญาติและเป็นเรื่องปกติที่จะใกล้ชิดกัน
สำหรับลู่เฉินนั้นยังไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน โดยธรรมชาติแล้วต้องรักษาระยะห่าง
โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว แต่ทั้งสองพูดคุยกันเป็นเวลานานจนลืมเวลาไปเลย
“จริงสิ เหตุใดไม่เห็นญาติผู้พี่เลย?” ซูอันถาม
การแสดงออกของซือเนี่ยนกูแผ่วลงเมื่อได้ยินคำถามนี้และใบหน้าที่อ่อนโยนของนางมีความผิดหวังขึ้นมา “ลู่เฉินญาติผู้พี่ของเจ้ากลายเป็นหัวหน้ากองของหน่วยวิหคดำ เขายุ่งอยู่ที่นั่นทั้งวันจึงไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร”
“เป็นเช่นนี้เอง” ซูอันพยักหน้าพลางแสดงสีหน้าลำบากใจและตบต้นขาของซือเนี่ยนกูเบาๆ “เฮ้อ สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับข้าด้วย”
“หืม?” ซือเนี่ยนกูรู้สึกสับสนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับญาติผู้น้องอย่างไร
ซูอันวางมือไว้บนต้นขานุ่มๆ แล้วอธิบายว่า “ข้าเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยวิหคดำ ตอนที่ญาติผู้พี่มาหาและแจ้งว่าอยากทำงาน ข้าจึงจัดให้เขาเข้าร่วมกับหน่วยวิหคดำ แต่ไม่คิดเลยว่าจะทำให้พี่สะใภ้ต้องห่างเหินกับญาติผู้พี่เช่นนี้”
ใบหน้าของเขาเศร้าหมองและมือของเขาเริ่มบีบต้นขาของนาง “ข้าทำบาปมากไปแล้ว!”
“อย่าพูดแบบนั้น” ซือเนี่ยนกูรีบจับมือซูอันแล้วส่ายหัว “เนื่องจากนี่เป็นคำขอของลู่เฉินเอง ข้าจะตำหนิเจ้าได้อย่างไร”
จากนั้นนางลังเลและพูดด้วยท่าทางขอร้อง “ญาติผู้น้อง ในเมื่อเจ้าเป็นเจ้านายของลู่เฉิน ดังนั้นเจ้าช่วยให้เขากลับบ้านเร็วหน่อยได้หรือเปล่า? เขามักจะบอกว่าช่วงนี้งานยุ่งมาก แต่ข้าคิดว่าเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ทำงานภายใต้หน่วยวิหคดำไม่ได้ยุ่งเหมือนเขาเลย”
“พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” ซูอันยกมือทุบอกรับประกัน
จวบจนจันทราลอยเด่นเหนือท้องฟ้าแล้วสัญญาว่าจะกลับมาครั้งหน้า ซูอันจึงออกจากตระกูลลู่
ซือเนี่ยนกูปิดประตูและนั่งข้างเตียงพลางถกกระโปรงของนางขึ้น
มีรอยแดงและบวมที่ต้นขาเล็กน้อย
“ญาติผู้น้องดื้อจริงๆ เขาชอบอยู่ใกล้ข้ามากขนาดนี้”
แม้ว่านางจะพูดแบบนี้ แต่นางก็ไม่ได้ห้ามซูอัน
วันนี้ได้พูดคุยกับญาติผู้น้องและนางรู้สึกว่าพวกตนมีความสัมพันธ์ที่ดีจริงๆ หากในอนาคตได้อยู่ใกล้กันมากขึ้นก็คงจะดีกว่านี้
พลังเวททำให้รอยแดงเหล่านี้จางหายไปทันที จากนั้นนางปิดประตูแน่นหนาแล้วเปลี่ยนการนอนเป็นการฝึกตนแทน
ที่หน่วยวิหคดำ
ลู่เฉินมองไปที่กองเอกสารเต็มครึ่งห้องของตนแล้วยิ้มขมขื่น
ดูเหมือนว่าคืนนี้เขาจะกลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว เขาแค่หวังว่าเนี่ยนกูจะไม่โกรธ
เขาต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากซูอันโดยเร็วที่สุดและหลุดพ้นจากงานที่น่าเบื่อเหล่านี้เสียที
……
ณ ฮวงโจวแห่งต้าซาง การไล่ล่าอันยาวนานได้สิ้นสุดลง
“เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดไม่ยอมปล่อยข้าไป”
ถังต้าฉุยตะโกนโดยชี้ค้อนไปข้างหน้าเพื่อปิดกั้นแสงดาบแหลมคมไว้ เขาเซและเกือบจะล้มลงกับพื้น
ผู้แข็งแกร่งระดับหยางบริสุทธิ์สามคนตามทันและล้อมถังต้าฉุยไว้
“ถ้าอยากจะตำหนิ เจ้าก็ตำหนิตัวเองที่ไปทำให้คนที่ไม่ควรยุ่งต้องขุ่นเคือง” หนึ่งในหยางบริสุทธิ์ที่ตัวสูงและผอมหัวเราะเย็นชา
หน่วยวิหคดำระดับหยางบริสุทธิ์อีกคนหนึ่งก็แค่นเสียงเย็นชา “ถังต้าฉุย ในฐานะผู้ลี้ภัยจึงสมควรซ่อนตัวให้มิดชิดที่สุด แต่เจ้ากล้าชิงตัวนักโทษในเมืองหลวงอย่างเปิดเผย เจ้าคิดว่าตัวเองมีกี่ชีวิต?”
แม้ว่าหน่วยวิหคดำจะลอบติดตามถังต้าฉุยมาโดยตลอด แต่ไท่โฮ่วไม่ได้เอ่ยถึงว่าเขาก่ออาชญากรรม ดังนั้นหน่วยวิหคดำจึงติดตามเขาตามปกติและหลังจากที่ถังต้าฉุยปิดบังตัวตน หน่วยวิหคดำก็ไม่ใส่ใจที่จะเอาเป็นเอาตายกับเขาเช่นกัน