เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 159 เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำ

ตอนที่ 159 เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำ

ตอนที่ 159 เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำ


ตอนที่ 159 เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำ

ถนนตะวันออกของเมืองหลวง

ตั้งแต่เวลาพลบค่ำ ทั่วทั้งถนนและตรอกซอกซอยต่างๆ มีความคึกคักมากกว่าปกติ

ถนนยาวไม่มีสิ้นสุดล้อมรอบด้วยอาคารสีสันสดใสจากโคมไฟ หอคอยโคมมีความสูงถึงหลายร้อยฉื่อราวกับตั้งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า

แสงโคมไฟนับพันดวงกะพริบสร้างบรรยากาศราวกับดวงดาวทั้งฟ้าร่วงหล่นลงมาทำให้พื้นดินถูกแผดเผาไปด้วยแสงสว่าง

ลมตะวันออกยามราตรีพัดผ่านมาทำให้แสงไฟพลิ้วไหวระยิบระยับ

หญิงสาวคนหนึ่งไม่ตั้งใจชมทิวทัศน์ที่งดงามในช่วงเวลาดีๆ เช่นนี้เลย นางทำเพียงมองไปรอบๆ เป็นครั้งคราวเพราะอยากจะพบร่างที่เฝ้ารอท่ามกลางฝูงชน

บางทีในอึดใจถัดไป คนผู้นั้นอาจปรากฏตัวต่อหน้านาง

ทว่าหลังจากที่รอคอยมานาน ฝูงชนยังแน่นขนัดและบุคคลนั้นไม่ปรากฏตัว ทั้งยังเลยเวลาที่ทั้งสองได้นัดหมายกันไว้แล้ว

“ลู่เฉินถูกขัดขวางด้วยเหตุการณ์ใดหรือเปล่า” ซือเนี่ยนกูพึมพำ

ใบหน้างดงามของนางดูกังวลภายใต้แสงไฟซึ่งไม่เข้ากันกับฉากของท้องถนนที่มีชีวิตชีวาโดยรอบเลย

เมื่อนางเริ่มเหนื่อยกับการรอคอย หญิงสาวจึงมองหาเก้าอี้หินและนั่งลง

ทว่าดวงตาของนางยังเฝ้าค้นหาท่ามกลางฝูงชน

เทศกาลโคมไฟได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว เรือที่มีศาลาทาสีแล่นผ่านไปตามแม่น้ำที่อยู่ด้านข้าง เสียงร้องรำยิ่งเพิ่มบรรยากาศชื่นมื่นในงานเทศกาล

เด็กน้อยที่อยู่บนถนนรีบวิ่งออกไปพร้อมถือโคมไฟสว่างสดใส เด็กกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มไล่ตามไปและเสียงการเล่นจมหายไปในบรรยากาศที่อบอุ่น

ในเทศกาลโคมไฟที่เต็มไปด้วยเสียงดังครึกครื้น หญิงสาวเหมือนเป็นคนเดียวที่ดูโดดเดี่ยว

ลู่เฉินบอกว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่แค่ไหนก็จะมา

แต่มันกินเวลาจนถึงเช้าและเทศกาลโคมไฟค่อยๆ สิ้นสุดลง แต่บุคคลนั้นยังไม่ปรากฏตัว

ดวงตาที่คาดหวังของหญิงสาวค่อยๆ หม่นแสงลง

นอกจากจะผิดหวังแล้วใบหน้าของนางยังมีความกังวลอีกด้วย “เกิดเรื่องกับลู่เฉินหรือเปล่า”

นางยืนขึ้นและเตรียมตัวกลับ

ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าที่ชัดเจนดังขึ้นข้างหลังของนาง

นางหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ

“ลู่เฉิน เจ้า...อ่า...เหตุใดเป็นท่าน!”

ซือเนี่ยนกูถอยกลับไปสองก้าวพร้อมสีหน้าหวาดระแวง

นางจำที่ลู่เฉินบอกว่าบุคคลนี้เป็นตัวอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้

“ทำไมหรือ? ดูเหมือนแม่นางจะกลัวข้านะ” ซูอันยืนอยู่ในเงามือใกล้ๆ แต่เขายังมีรอยยิ้มอ่อนโยน

“ไม่ ไม่ใช่ ข้าแค่ต้องรีบกลับบ้าน” ซือเนี่ยนกูไม่ได้ถูกหลอกโดยรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนของซูอันและหันหลังกลับ

นางไม่ใช่คนที่ชอบสืบหาความจริงจนตัวสั่นจึงไม่ต้องพูดถึงการใช้ตัวเองทดสอบว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบใด

นอกจากนี้ลู่เฉินยังบอกนางว่าอย่ามีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลนี้

ทว่าคำพูดถัดไปของซูอันทำให้นางต้องหยุดชะงัก

“ลู่เฉินไม่ได้มากับเจ้าหรือ? เจ้ากำลังคิดว่าเขาเกิดเรื่องล่ะสิ” คราวนี้เสียงของซูอันขี้เล่นมากขึ้นและรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนของเขาจางหายไป

ซือเนี่ยนกูหันกลับมาทันที ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธ “ท่านทำอะไรเขา!”

เมื่อนึกถึงความผิดปกติล่าสุดของลู่เฉินจึงทำให้นางสงสัยซูอันทันที

“เฮอะ ข้าไม่ได้แตะต้องเขาเลย แค่เขาเลือกที่จะไม่มาตามนัดเจ้าเอง” ซูอันไม่ได้ใส่ใจกับท่าทางของหญิงสาว เขาเดินออกจากเงามืดพร้อมแสงอันตรายในดวงตาและค่อยๆ เข้าใกล้ซือเนี่ยนกู

“เจ้าคงอยากถามว่าข้าจะทำอะไรกับเจ้าสินะ” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม

“ท่าน ท่านจะทำอะไร...”

หัวใจของซือเนี่ยนกูบีบรัดและอยากวิ่งหนี แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงทำให้ร่างกายของนางปฏิเสธที่จะเชื่อฟังสมองและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ นางทำได้เพียงมองซูอันเดินเข้ามาทีละก้าวและรู้สึกหวาดกลัว

ซูอันหยุดอยู่ตรงหน้าซือเนี่ยนกูและระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น

ใบหน้าหล่อเหลาผสานเข้ากับดวงตาของหญิงสาวโดยสมบูรณ์ ช่างรูปงามราวกับหยกไร้ที่ติซึ่งหาได้ยากในโลก ดวงตาสีเข้มคู่หนึ่งยากแท้หยั่งถึง คล้ายพยายามดึงดูดหัวใจและมองทะลุความคิดของผู้คน

หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะฟุ้งซ่านอยู่พักหนึ่งแล้วรู้สึกไม่สบายใจสุดซึ้ง

“นี่คือเมืองหลวง อย่าเหิมเกริม!” นางพูดด้วยความตื่นตระหนก

เทศกาลโคมไฟสิ้นสุดลงแล้ว ถนนหนทางมีคนไม่มากนัก ทว่ายังมีหน่วยลาดตระเวนของเมืองหลวงทำหน้าที่อยู่

บังเอิญมีเจ้าหน้าที่สวมเครื่องแบบของหน่วยลาดตระเวนเดินผ่านมา ทันใดนั้นแววตาของหญิงสาวปรากฏความหวังขึ้นมา นางรีบตะโกนขอความช่วยเหลือซึ่งเสียงนี้ดึงดูดความสนใจของหน่วยลาดตระเวนทันที

“เกิดอะไรขึ้น!” หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนตะโกนถาม

แต่ทันใดนั้นร่างสูงตระหง่านร่างหนึ่งเข้ามาขวางหน้าเจ้าหน้าที่เอาไว้และแสดงป้ายสัญลักษณ์ “เวลานี้พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องลาดตระเวนในบริเวณนี้”

สีหน้าของเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า “ขอรับใต้เท้า พวกข้าน้อยเข้าใจแล้ว”

และในไม่ช้าหน่วยลาดตระเวนก็เดินจากไปภายใต้สายตาที่สิ้นหวังของหญิงสาวและพวกเขาไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ

หลังมองฉากขอความช่วยเหลือของหญิงสาวเงียบๆ รอยยิ้มของซูอันยิ่งกว้างขึ้น “ในเมื่อเจ้ารู้ว่านี่คือเมืองหลวงแล้วเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร?”

เขาบีบคางมนที่บอบบางราวกับกลีบบัวสีขาว

“ความพิเศษของข้าคือสามารถรังแกผู้ชายข่มเหงผู้หญิงได้ เข้าใจหรือไม่?”

“ไม่ อย่า…” ซือเนี่ยนกูขอร้อง

นางเป็นคู่หมั้นของลู่เฉิน หากนางสูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับคนอื่นแล้วนางจะเหลือศักดิ์ศรีอะไรอีก

“มองตาข้า!” ทันใดนั้นเสียงของซูอันสูงขึ้นและด้วยน้ำเสียงที่สั่งการจึงทำให้ซือเนี่ยนกูเบนสายตามามองโดยไม่รู้ตัว

ดวงตาสีดำเปล่งประกายด้วยความแวววาว ความมืดมิดลึกล้ำภายในดวงตานั้นแม้แต่แสงจันทร์ยังส่องไปไม่ถึง

ตาสวยจัง...

เมื่อดำดิ่งลงไปจึงให้ความรู้สึกราวกับความมืดที่ปกคลุมรอบตัวช่างอบอุ่นเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา

ซือเนี่ยนกูค่อยๆ ดื่มด่ำไปกับมัน

เมื่อมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาไร้ชีวิตชีวาราวกับตุ๊กตาจึงทำให้ดวงตาของซูอันแสดงความสุขออกมา

“สำเร็จแล้ว”

นี่คือเมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชนิดใหม่ที่เขาเพิ่งพัฒนาขึ้น...เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำ กล่าวอีกนัยคือการใช้งานใหม่ของคัมภีร์ปลูกฝังมาร

สามารถบุกรุกจิตใจของบุคคล เปลี่ยนความทรงจำ เปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยและแม้แต่สามัญสำนึกได้โดยแนบเนียน

ฟังก์ชันเหล่านี้ทำให้ซูอันนึกถึงคำศัพท์หนึ่งจากชาติที่แล้ว เหมือนจะเรียกว่า...การสะกดจิต?

อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำของซูอันล้ำหน้ากว่าการสะกดจิต มันพุ่งตรงเข้าสู่จิตใจโดยตรง

นี่ถือเป็นการใช้เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำครั้งแรก

นอกจากนี้ซูอันยอมให้หญิงสาวขอความช่วยเหลือแล้วทำลายความหวังของนางเพื่อลดการป้องกันของหญิงสาว ล้วนเป็นการวางแผนไว้หมดแล้ว

“อืม อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนในครั้งต่อไป”

ซูอันมองตุ๊กตาสาวตรงหน้าแล้วจึงปรับความคิดในทางที่ชั่วร้ายขึ้น เขาแค่อยากลองเล่นด้วยวิธีอื่นๆ

ครึ่งเค่อต่อมา ดวงตาของซือเนี่ยนกูจึงกลับมาชัดเจนอีกครั้ง

“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเมื่อครู่ข้าจึงไม่มีสติ?”

นางยกมือลูบหน้าอกพลางรู้สึกใจสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่นางไม่ได้คิดมากและเมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นว่ามีใครอยู่ใกล้

“อาจเกิดเรื่องขึ้นกับลู่เฉิน ข้าควรกลับไปดูดีกว่า”

ในความมืด ซูอันเฝ้ามองซือเนี่ยนกูเดินจากไป เขากระตุกยิ้มชั่วร้าย “ดูเหมือนจะสำเร็จ แต่ไม่นึกว่าจะได้ผลขนาดนี้ เอาล่ะ ไปกันเถอะ กลับไปนอนดีกว่า”

……

ในจวนโหว ลู่เฉินยังรออยู่ในห้องโถงทั้งคืน

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่เขามักจะรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงอยู่เสมอและรู้สึกหนักหัวขึ้นด้วย

เมื่อไตร่ตรองแล้วอาจเพราะซูอันกดดันเขามากเกินไปนั่นเอง

จนถึงเที่ยงวัน เขาเพิ่งเห็นร่างที่สวมชุดผ้าทอประณีตเดินเข้ามา

“ข้าน้อยลู่เฉินคารวะท่านโหว” ลู่เฉินรีบตั้งสติและวิ่งไปโค้งคำนับซูอันแบบสุดซึ้ง

ซูอันยิ้มเบาๆ และยกมือขึ้นเพื่อพยุงเขา “ต้องขอโทษด้วยนะพี่ลู่ บังเอิญว่าเมื่อคืนข้าเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ข้าพอใจมากจึงเสียเวลานิดหน่อยจนปล่อยให้พี่ลู่รอนาน ต้องขออภัยจริงๆ”

ลู่เฉินรู้สึกไม่พอใจมาก ข้าต้องยินดีกับเจ้าไหมล่ะ?

จบบทที่ ตอนที่ 159 เมล็ดพันธุ์แห่งจิตมารชี้นำ

คัดลอกลิงก์แล้ว