- หน้าแรก
- ท่านเทพธิดา ช่วยมาบำเพ็ญเพียรแทนข้าที!
- บทที่ 28: วังเจิ้งซิน, ผู้ท้าชิงตำแหน่งลูกน้องจำเป็นคนที่สอง
บทที่ 28: วังเจิ้งซิน, ผู้ท้าชิงตำแหน่งลูกน้องจำเป็นคนที่สอง
บทที่ 28: วังเจิ้งซิน, ผู้ท้าชิงตำแหน่งลูกน้องจำเป็นคนที่สอง
บทที่ 28: วังเจิ้งซิน, ผู้ท้าชิงตำแหน่งลูกน้องจำเป็นคนที่สอง
"เสี่ยวเอ้อ วันนี้ทำไมถึงเงียบเหงานัก?" ไป๋อี้ยังคงไม่ชอบทำอาหารเองเช่นเคย เขานั่งอยู่บนม้านั่งตัวหนึ่งในโรงเตี๊ยม แล้วถามเสี่ยวเอ้อที่อยู่ข้างๆ : "ในวันปกติ กิจการของโรงเตี๊ยมไม่ได้รุ่งเรืองดีหรอกรึ?"
เสี่ยวเอ้อวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะไม้ แล้วตอบว่า: "คุณชายไป๋ท่านลืมแล้วหรือขอรับ? วันนี้เป็นวันฉลองวันเกิดของท่านผู้เฒ่าตระกูลเฉินนะขอรับ!"
เสี่ยวเอ้อหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ: "ตระกูลเฉินเพื่อที่จะทำให้งานเลี้ยงใหญ่คึกคักยิ่งขึ้น ได้ให้คนจัดงานเลี้ยงแบบหมุนเวียนขึ้นมา ขนาดใหญ่โตมากเลยขอรับ"
"ภายในคฤหาสน์เฉิน ต้อนรับเหล่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์จากทุกสารทิศ"
"นอกคฤหาสน์เฉิน ต้อนรับชาวบ้านของเมืองชิงเหอ ขอเพียงใครหิว ก็สามารถไปกินฟรีที่งานเลี้ยงหมุนเวียนนั่นได้เลย"
"แล้วก็ยังเป็นงานเลี้ยงที่จัดถึงเก้าวันเก้าคืนเลยนะขอรับ!"
เมื่อฟังจบ
ถึงแม้ไป๋อี้จะไม่ค่อยจะขาดแคลนเงินทอง ก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างกับความร่ำรวยและใจกว้างของตระกูลเฉิน ฐานะทางบ้านของเทพธิดาลูกน้องจำเป็นของเขานี่ มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
จัดงานเลี้ยงหมุนเวียนเชิญชาวบ้านทั้งเมืองมากินฟรี? นี่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?
ถึงแม้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งเมืองชิงเหอจะไปกินฟรีทั้งหมด
แต่ว่าสักสองสามหมื่นคนก็คงจะมีกระมัง?
ประกอบกับบุคคลผู้มีหน้ามีตาบางส่วน จำนวนคนก็ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่
ไป๋อี้ถึงกับเกิดความคิดว่าจะไปกินฟรีสักมื้อดีหรือไม่?
แต่ว่า...
เมื่อนึกถึงเมื่อหลายวันก่อนที่เพียงแค่พลังภายในที่ได้รับจากการสรุปผลรางวัล ก็ยังสามารถทำให้เฉินเชียนเสวี่ยเกิดความสงสัยได้ เขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปชั่วคราว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ตนเองไม่เพียงแต่จะรู้《เคล็ดบำรุงกระบี่》 ยังมีพรสวรรค์แรกเริ่มอย่างกระบี่จงมาอีกด้วย
กระทั่ง ยังมีกระบี่วิญญาณอย่างกระบี่ไป๋ผิงอีก
ทั้งหมดนี้ง่ายที่จะถูกเปิดโปงเกินไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าเทพธิดา
ทันใดนั้น
โรงเตี๊ยมที่เงียบเหงาจนมีลูกค้าอยู่แค่หยิบมือ ก็มีคนที่มีกลิ่นอายไม่ธรรมดาสองสามคนเดินเข้ามา จากกลิ่นอายที่พวกเขาแสดงออกมาภายนอกก็สามารถมองออกได้ว่า พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับคนธรรมดา
เป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมด!
ผู้บำเพ็ญเพียรสามคน!
"ไม่รู้ว่าเหตุใดศิษย์น้องหญิงถึงได้ดื้อรั้นเพียงนี้ เจ้าวังก็บอกนางแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับเฉินเชียนเสวี่ยแห่งนิกายกระบี่วิญญาณ ผลปรากฏว่านางไม่รู้ไปได้ข่าวมาจากไหน รู้ว่าปู่ของเฉินเชียนเสวี่ยจะฉลองวันเกิดครบ 90 ปี ถึงตอนนั้นเฉินเชียนเสวี่ยแห่งนิกายกระบี่วิญญาณก็จะปรากฏตัวด้วย"
"จากนั้นนางก็แอบหนีออกมาโดยตรง! นางต้องอยากจะไปหาเรื่องเฉินเชียนเสวี่ยผู้นั้นแน่ อย่างไรเสียเมื่อหลายปีก่อนตอนที่วังเจิ้งซินกับนิกายกระบี่วิญญาณแลกเปลี่ยนฝีมือกัน เฉินเชียนเสวี่ยแห่งนิกายกระบี่วิญญาณก็ได้จัดการศิษย์น้องหญิงไปยกหนึ่ง"
หนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียร มีท่าทางกลัดกลุ้มใจ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแล้วกล่าวว่า: "ผลตอนนี้ดีเลย เจ้าวังให้พวกเรามาเกลี้ยกลกล่อมนางกลับไป หากเกลี้ยกล่อมไม่กลับก็ให้มัดนางกลับไป"
"แล้วมันจะไปหานางเจอง่ายๆ ได้อย่างไรกัน! เจ้าวังก็ใช่ว่าจะไม่รู้นิสัยของศิษย์น้องหญิง ลำบากพวกเราสามคนแล้วจริงๆ!"
อีกคนหนึ่งตบไหล่ของเขา แล้วกล่าวว่า: "ศิษย์น้องหญิงอย่างไรเสียก็เป็นบุตรสาวคนเล็กของเจ้าวัง ปกตินางก็ทะนงตนอย่างยิ่งอยู่แล้ว การประลองครั้งนั้นที่พ่ายแพ้ไป ทำให้นางเจ็บใจมาโดยตลอด"
"ตอนนี้นางรู้ว่าเฉินเชียนเสวี่ยลงเขามา ย่อมต้องอยากหาโอกาสที่จะทวงแค้นคืนแน่ การหานางเจอไม่น่าจะยาก ขอเพียงรอถึงตอนกลางคืน แล้วไปที่คฤหาสน์เฉินโดยตรงก็ใช้ได้แล้ว"
"ที่ยากคือ จะพานางกลับไปยังวังเจิ้งซินได้อย่างไร..."
คนสุดท้ายพยักหน้า: "จริงด้วย ตอนเด็กๆ ศิษย์น้องหญิงก็เคยแอบหนีออกไป ตอนนั้นก็เป็นพวกเราสามคนที่ออกจากวังไปตามหานาง ตื๊ออยู่สองเดือนกว่าถึงจะพานางกลับไปได้..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทั้งสามคนก็มองหน้ากัน แล้วต่างก็ถอนหายใจออกมา
ทอดถอนใจในความโชคร้ายถึงขีดสุดของตนเอง ภารกิจที่น่าปวดหัวเช่นนี้กลับได้รับมาถึงสองครั้ง
จากนั้น
พวกเขาก็หาโต๊ะตัวหนึ่งในโรงเตี๊ยมนั่งลง
"เสี่ยวเอ้อ เอาสุรามาสองสามไห! แหม ไม่ได้ดื่มสุราของโลกมนุษย์มานานแล้ว ขอลองรำลึกถึงรสชาติในวันวานสักหน่อย"
"..."
ไป๋อี้ที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขา ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนทั้งสามอย่างชัดเจน พอจะรู้ได้ว่าตนเองได้เจอกับผู้โชคร้ายสามคนเข้าแล้ว
พวกเขาคือผู้บำเพ็ญเพียรของวังเจิ้งซิน และไป๋อี้ก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณของพวกเขา
ความเป็นไปได้เดียวก็คือพวกเขาทั้งหมดแข็งแกร่งกว่าไป๋อี้
ระดับพลังไม่ต่ำ
ก็จริง...
อย่างไรเสียบุตรสาวคนเล็กของเจ้าวังเจิ้งซินก็แอบหนีออกมา คนที่ถูกส่งออกมาตามหานางย่อมต้องมีฝีมือแข็งแกร่ง หากฝีมือไม่แข็งแกร่งเกรงว่าก็คงไม่มีปัญญาที่จะมัดคนกลับไป
สำหรับวังเจิ้งซิน ไป๋อี้พอจะรู้จักอยู่บ้าง อีกฝ่ายเป็นนิกายบำเพ็ญเซียนฝ่ายธรรมะ มีชื่อเสียงโด่งดัง
จัดเป็นนิกายบำเพ็ญเซียนระดับเดียวกับนิกายกระบี่วิญญาณ ได้ยินมาว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่านิกายกระบี่วิญญาณเสียอีก
มีข่าวลือว่าสืบทอดกันมาหลายหมื่นปี
บุตรสาวของเจ้าวังเจิ้งซิน...
เคยประลองกับเฉินเชียนเสวี่ย...
ไป๋อี้ครุ่นคิดอยู่บ้าง
เขายังไม่ลืมว่าตนเองอยู่ในขอบเขตพลังรวบรวมปราณแล้ว สามารถที่จะเชิญคนสองคนเข้าสู่เครื่องจำลองการบำเพ็ญเพียรได้อย่างสมบูรณ์
สาเหตุที่ยังไม่รีบร้อนเชิญคนที่สอง ก็เพราะยังหาคนที่เหมาะสมไม่เจอ
ในเมืองชิงเหอผู้บำเพ็ญเพียรมีอยู่ไม่น้อย แต่ล้วนเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่คุณสมบัติไม่ค่อยจะดีนัก
ศิษย์นิกายบางคนก็มีอยู่บ้าง แต่คุณสมบัติก็ไม่ค่อยดีเช่นกัน
เฉินเชียนเสวี่ยเป็นข้อยกเว้น
ผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะมาเป็นลูกน้องจำเป็นของเขาได้ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับเดียวกับเฉินเชียนเสวี่ย อย่างน้อยที่สุด ด้อยกว่าเฉินเชียนเสวี่ยเล็กน้อยก็ยังพอรับได้
น่าเสียดายที่ข้อกำหนดนี้ดูเหมือนจะสูงไปหน่อย ในเมืองชิงเหอไม่มีคนเช่นนี้
แต่ว่า
ตอนนี้
สถานการณ์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
บุตรสาวของเจ้าวังเจิ้งซิน เคยประลองกับเฉินเชียนเสวี่ย ตอนนี้ต้องการที่จะมาทวงแค้นและทวงหน้าคืน...ปัจจัยสองสามอย่างนี้ก็เพียงพอที่จะอธิบายได้ว่า อีกฝ่ายมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดในการเลือกลูกน้องจำเป็นในใจของไป๋อี้แล้ว
เพียงแต่ที่ทำให้เขารู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง ก็คือเขาไม่ค่อยจะเข้าใจเกี่ยวกับบุตรสาวของเจ้าวังเจิ้งซินผู้นี้
การที่จะเชิญคนผู้หนึ่งเข้าสู่เครื่องจำลองการบำเพ็ญเพียร เขาจำเป็นต้องรักษาระยะห่างกับอีกฝ่ายไว้ในระดับหนึ่ง
และ ยังต้องทราบข้อมูลพื้นฐานบางอย่างของอีกฝ่ายด้วย
อย่างแรกยังพอไหว
อย่างมากที่สุดเขาก็แค่เดินตระเวนไปทั่วทั้งเมืองชิงเหอ ค้นหาแบบปูพรมย่อมต้องสามารถลากตัวอีกฝ่ายออกมาได้
แต่ว่าอย่างหลัง
ไป๋อี้ไม่รู้ข้อมูลพื้นฐานของอีกฝ่าย อีกฝ่ายในเมืองชิงเหอไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงนัก
สรุปคือ...
ก็คือไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนเฉินเชียนเสวี่ย ไป๋อี้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลพื้นฐานได้
ความคิดในสมองหมุนเวียน เขาก็พลันลุกขึ้นยืน
บนใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มที่สุภาพอยู่บ้าง เดินไปยังผู้บำเพ็ญเพียรสามคนที่มาจากวังเจิ้งซิน
"สหายร่วมทางทั้งสาม ท่านมาจากวังเจิ้งซินยอดฝีมือผู้บรรลุเต๋าอย่างนั้นรึ? ผู้น้อยคือผู้ฝึกตนอิสระในเมืองชิงเหอ แซ่ไป๋นามอี้ ได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของวังเจิ้งซินมาตั้งแต่เด็กแล้ว"
"ก่อนที่จะเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร ก็ได้ยินคนพูดว่า...ฝีมือของวังเจิ้งซิน ยังอยู่เหนือกว่านิกายกระบี่วิญญาณเสียอีก จึงได้เกิดความคิดที่จะเข้าสังกัดวังเจิ้งซินขึ้นมา"
"น่าเสียดาย รากปราณและคุณสมบัติไม่ดีพอ เฮ้อ!"
ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงและสงสัยของคนทั้งสาม ไป๋อี้ทำราวกับเป็นพวกตีสนิท
นั่งลงบนม้านั่งที่ว่างอยู่ตัวหนึ่ง
"วันนี้กลับได้พบกับสหายร่วมทางที่มาจากวังเจิ้งซิน นับว่าเป็นวาสนาสามชาติจริงๆ!"
เห็นคนพูดภาษาคน
เห็นผีพูดภาษาผี
ไป๋อี้ถึงแม้จะไม่ได้เรียนมาเป็นพิเศษ แต่ก็รู้ว่าหากต้องการจะพูดคุยกับคน ก็แค่เปิดฉากชมไปก็สิ้นเรื่องแล้ว
และก็เป็นไปตามคาด
ตอนที่เขาพูดประโยค "ได้ยินคนพูดว่าวังเจิ้งซินแข็งแกร่งกว่านิกายกระบี่วิญญาณ" ออกไป
สีหน้าที่สงสัยและตกตะลึงของคนทั้งสามตรงหน้า ก็เห็นได้ชัดว่าอ่อนลงเล็กน้อย
ชมถูกจุดแล้ว
"พวกข้ามาจากวังเจิ้งซินจริง สหายร่วมทางที่ไม่ได้เข้าสังกัดวังเจิ้งซิน ก็ไม่จำเป็นต้องท้อแท้ ในตอนนั้นข้าเองก็ใช้เวลาหลายปี ถึงจะได้รอโอกาสที่จะเข้าสังกัดวังเจิ้งซินได้"
ผู้บำเพ็ญเพียรวังเจิ้งซินที่ดูอายุน้อยกว่าคนหนึ่ง ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สุภาพ: "ข่าวลือที่สหายร่วมทางได้ยินมาในตอนนั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง วังเจิ้งซินไม่ได้แข็งแกร่งกว่านิกายกระบี่วิญญาณมากนัก"
"เพียงแค่มีรากฐานมากกว่านิกายกระบี่วิญญาณเล็กน้อยเท่านั้น"
"ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง"
"..."