- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญสายล้มละลาย
- บทที่ 26 ปู่กระต่ายมาจริง ๆ!
บทที่ 26 ปู่กระต่ายมาจริง ๆ!
บทที่ 26 ปู่กระต่ายมาจริง ๆ!
เมื่อเห็นว่าเต่าม่วงอวี้ลอยตามมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เซียวเอี้ยนก็แทบจะระดมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหนีตายสุดชีวิต แต่ยิ่งเขาวิ่งเท่าไร ระยะห่างระหว่างเขากับเจียงเฉินกลับยิ่งถ่างออกมากขึ้นเรื่อย ๆ
“นายจะวิ่งเร็วไปไหน! หรือว่านายเป็นกระต่ายกลับชาติมาเกิด?!”
เซียวเอี้ยนบ่นลั่นขณะพยายามหลบการโจมตีของเต่าม่วงอวี้ พร้อมกับมองดูเจียงเฉินที่วิ่งหนีเขาไปไกลลิบ
แต่แล้ว ในจังหวะที่ไม่คาดฝัน เจียงเฉินกลับหันกลับมาวิ่งตรงมาทางเขา แถมความเร็วกลับยิ่งเร็วยิ่งกว่าเดิมอีก!
“เจียงเฉิน! ในที่สุดนายก็รู้สึกผิดแล้วสินะ…”
เซียวเอี้ยนซาบซึ้งสุดขีด เห็นเจียงเฉินวิ่งย้อนกลับมาช่วย ก็ถึงกับน้ำตาซึม
“อย่าเพิ่งซาบซึ้งไป! มีอีกตัวตามมาข้างหลัง!”
เจียงเฉินสีหน้าเคร่งเครียด คว้าตัวเซียวเอี้ยนไว้แล้วรีบหันกลับวิ่งตามเส้นทางเดิม
ด้านหลังของเขา... กระต่ายทั้งตัวเป็นสีแดงเข้มดั่งโลหิต กำลังพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง!
ปู่กระต่ายมาแล้วจริง ๆ!
และจากรูปร่างและพลังที่แผ่ออกมา มันอาจเป็นอสูรสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่เขากำลังตามหาด้วยซ้ำ!
ทว่าในตอนนี้ เจียงเฉินกลับไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องล่าอะไรอีกแล้ว แม้จะอยู่ในระยะไกล แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงที่แผ่ออกมาจากร่างของกระต่ายตัวนั้น
แรงกดดันแบบเดียวกับที่แผ่ออกมาจากเต่าม่วงอวี้
นั่นคืออสูรสายพันธุ์กลายพันธุ์ระดับเงินอีกตัวหนึ่ง!
“เจียงเฉิน! แกหลอกฉัน!”
เซียวเอี้ยนที่เห็นปู่กระต่ายไล่จี้ตามมาใกล้เข้าเรื่อย ๆ ก็โวยลั่นพลางเร่งฝีเท้าตามเจียงเฉินไปติด ๆ
“ฉันหลอกนายเหรอ? มันต้องเป็นนายต่างหากที่ลากปัญหามาหาฉันก่อน!”
เจียงเฉินอดไม่ได้ที่จะเถียงกลับ แล้วพูดต่อว่า “แล้วอีกอย่างนะ คุณชายเอี้ยน นายช่วยวิ่งไปคนละทางกับฉันได้ไหม? ฉันไม่อยากโดนสองอสูรวิญญาณชั่วร้ายไล่ฆ่าพร้อมกัน!”
“แล้วคิดว่าฉันอยากรึไงล่ะ! ถ้ารู้ว่าทางนี้ก็มีอสูรโผล่มาแบบนี้ ฉันไม่มาวิ่งทางนี้หรอก!”
เซียวเอี้ยนกัดฟันสบถอย่างขุ่นเคือง แล้วระดมฝีเท้าวิ่งสุดกำลัง
“อสูรระดับเงินสองตัว! คราวนี้คงไม่รอดแน่… เฮ้ เจียงเฉิน! รอฉันด้วย!”
“ฉันเองก็อยากรอ แต่สองตัวนั้นไม่รอเราหรอกนะ!”
เจียงเฉินชี้ไปด้านหลังที่อสูรทั้งสองกำลังไล่ตามมา แล้วพูดต่อด้วยเสียงจริงจังว่า “อีกอย่างนะ คุณชายเอี้ยน ถ้าไม่อยากตายล่ะก็ ใช้เวลานี้เรียกพวกองครักษ์ของนายออกมาเถอะ!”
“องครักษ์? อะไรคือองครักษ์?!”
เซียวเอี้ยนทำหน้ามึน เจียงเฉินก็ถึงกับหน้าถอดสีทันที
“ก็พวกเดียวกับที่นายเรียกออกมาซ่อมประตูเมื่อกี้ไงล่ะ?!”
“ก็นายก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ พวกนั้นไปซ่อมประตูหมดแล้ว!”
“…”
หมอนี่กล้าออกมาเที่ยวถึงชานเมือง โดยไม่พกองครักษ์มาด้วยเลยสักคนงั้นเหรอ?!
หากไม่มีองครักษ์ของตระกูลเซียว แม้แต่ฟาไฉในสภาพสมบูรณ์ก็ไม่อาจต้านทานอสูรสองตัวนี้ได้แน่นอน
แต่ช้าก่อน… พวกเขาวิ่งกันมาตั้งนาน ทำไมถึงยังไม่โดนตามทัน?
ต่อให้เจียงเฉินจะวิ่งเร็วแค่ไหน ก็ไม่น่าจะหนีรอดจากอสูรระดับเงินได้ไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เจียงเฉินก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงหันกลับไปมอง และในจังหวะถัดมา เขาก็หยุดวิ่งทันที
“หืม? หยุดทำไม นายคิดจะยอมตายตรงนี้เหรอ?”
เซียวเอี้ยนที่เห็นท่าทางของเจียงเฉินก็งงเป็นไก่ตาแตก ก่อนจะชะลอฝีเท้าแล้วหยุดตามด้วยความสงสัย แต่เมื่อเขาหันไปมองภาพด้านหลัง สายตาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างเข้าใจทุกอย่าง
อสูรสองตัวที่กำลังไล่ตามพวกเขามาอยู่ ๆ ก็หยุดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ แถมยังหันไปประจันหน้ากันเองอีกต่างหาก
“อสูรสองตัวนี้มันมีเรื่องบาดหมางอะไรกันเหรอ?”
เจียงเฉินขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ หรือว่าเจ้ากระต่ายกับเจ้าเต่านี่จะมีศัตรูคู่อาฆาตกันข้ามโลก?
“น่าจะเป็นเพราะเจ้ากระต่ายเข้าใจผิด คิดว่าเต่าม่วงอวี้บุกรุกอาณาเขตของมันน่ะสิ”
เซียวเอี้ยนที่ยืนหอบอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นทั้งที่ยังหายใจไม่ทัน
“รู้งี้น่าจะคิดได้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อยฟรี”
“ถ้าไม่วิ่งแต่แรก พวกเราคงถูกมันสับเละไปแล้วล่ะ…”
เจียงเฉินตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย จากนั้นก็หยิบกล้องขึ้นมาส่องเล็งไปยังอสูรวิญญาณชั่วร้ายทั้งสองที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่เบื้องหน้า
ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายหางเลือดสายพันธุ์กลายพันธุ์ หรือเต่าม่วงอวี้ที่บินลอยอยู่ ในคลังภาพของชมรมถ่ายภาพแดนรกร้างยังไม่มีภาพไหนที่ดู “ปกติ” เลยสักภาพ คราวนี้ได้เจอสองตัวระดับสูงพร้อมกันแบบนี้ แน่นอนว่าเขาจะไม่พลาดโอกาสเก็บภาพไว้
ทว่าเจียงเฉินก็ไม่โลภ ถ่ายไปเพียงไม่กี่ภาพแล้วก็เก็บกล้องเตรียมจะเดินจากไป
การเผชิญหน้ากันของอสูรวิญญาณชั่วร้ายระดับเงินขาวสองตัวแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรยืนดูใกล้ ๆ สักนิด
“หืม? เจียงเฉิน นายจะไปแล้วเหรอ?”
เซียวเอี้ยนเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นเจียงเฉินหันหลังเดินจากมา “สองตัวนี้มันต้องเปิดฉากตีกันแน่นอน อยู่ดูอีกหน่อย เผื่อจะได้ของดีตกมาให้เก็บนะ~”
“ฉันกลัวว่าเก็บของดีไม่ทัน ได้ทิ้งชีวิตไว้ก่อนน่ะสิ”
เจียงเฉินกล่าวพร้อมกับจ้องเซียวเอี้ยนอย่างลึกซึ้ง “ถ้านายไม่มีไพ่ลับอะไรติดตัวไว้ล่ะก็ ฉันแนะนำว่าอย่าอยู่ต่อเลย ฉันขอตัวก่อน”
ตอนแรกเขายังไม่ได้สังเกต แต่ตอนนี้คิดอีกที หมอนี่มันนิ่งเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
ต่อหน้าอสูรระดับเงินตั้งสองตัวแต่ยังทำหน้านิ่งเฉยได้แบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหัวช้า ก็คงมีของดีอยู่กับตัวแน่ ๆ
แต่จะอย่างไรก็ตาม เจียงเฉินก็ไม่คิดจะอยู่เสี่ยงด้วย
แม้แก่นพลังของสายพันธุ์กลายพันธุ์ระดับเงินจะน่าสนใจแค่ไหน แต่ชีวิตเขาก็สำคัญกว่า
“ไพ่ลับเหรอ? อ้อ จริงด้วย นายพูดแล้วฉันถึงนึกออก!”
เซียวเอี้ยนเหมือนจะเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะควักสร้อยคอออกมาจากใต้เสื้อ
จี้บนสร้อยดูเหมือนจะทำจากเกล็ดของสัตว์บางชนิด มีสีดำสนิท และมีลวดลายจาง ๆ พาดผ่านผิวมัน
นั่นมัน… สมบัติวิเศษ?
คิ้วของเจียงเฉินกระตุกเล็กน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดดูใกล้ ๆ อย่างสนใจ
“เมื่อกี้มัวแต่หนี เลยเกือบลืมไปว่าฉันยังมีไอ้นี่อยู่”
พูดจบ เซียวเอี้ยนก็ส่งพลังจิตเข้าไปในจี้ทันที กลุ่มหมอกสีดำพวยพุ่งออกมาจากจี้อย่างรวดเร็ว แล้วค่อย ๆ ซึมลงไปในเงาของเซียวเอี้ยน
ในพริบตาเดียว เซียวเอี้ยนก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาเจียงเฉิน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น แถมแม้แต่กลิ่นอายพลังยังไม่สามารถจับได้เลยแม้แต่น้อย
“สมบัติวิเศษที่สามารถซ่อนตัวและปิดบังพลัง?”
เจียงเฉินขมวดคิ้วเบา ๆ ในแววตาปรากฏความอิจฉาวูบหนึ่ง
สมบัติวิเศษ พอ ๆ กับโอสถชะตา ล้วนถูกสร้างขึ้นจากแก่นพลัง
โอสถชะตาจะใช้สารสกัดจากแก่นพลังและกลั่นด้วยกรรมวิธีเฉพาะ เมื่อให้สัตว์อสูรกินเข้าไปจะสามารถเสริมคุณสมบัติพื้นฐานและเร่งการเติบโตได้
แต่ว่าโอสถชะตามีข้อจำกัดที่เข้มงวดมาก ระดับเหล็กดำก็กินได้แค่โอสถระดับเหล็กดำ หากกินข้ามระดับเข้าไป จะกลายเป็นผลร้ายต่อร่างกายของสัตว์อสูรแทน
ส่วนสมบัติวิเศษ แม้จะต้องใช้แก่นพลังระดับทองขึ้นไปในการสร้าง แต่ผู้ใช้งานกลับไม่มีข้อจำกัดเรื่องระดับ เพียงแค่ส่งพลังจิตเข้าไป ก็สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ต่างจากพลังที่สัตว์อสูรผู้ถือครองแก่นพลังนั้นใช้ด้วยตัวเอง
พูดง่าย ๆ ว่า ถ้ามีสมบัติวิเศษระดับทอง ก็เหมือนมีสัตว์อสูรระดับทองติดตัวไว้ใช้งานตลอดเวลา
“ใช่เลย ของขวัญวันเกิดครบรอบ 18 ปีจากคุณปู่ของฉันเอง ชื่อว่ามังกรเร้นกาย”
เสียงของเซียวเอี้ยนดังขึ้นข้าง ๆ เจียงเฉิน จากนั้นกลุ่มหมอกดำก็เริ่มรวมตัว และร่างของเซียวเอี้ยนก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
“มังกรเร้นกาย?”
เจียงเฉินก้มมองไปที่พื้น ก็เห็นว่าเงาของเขากับเซียวเอี้ยนถูกหมอกดำคลุมเอาไว้ บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกพลังลึกลับบางอย่างห่อหุ้มจนปิดกั้นกลิ่นอายโดยสิ้นเชิง
“หมายเลข #072 สมบัติวิเศษ มังกรเร้นกาย ว่ากันว่าใช้เกล็ดย้อนของมังกรเงาสายเลือดระดับดาวในการสร้างขึ้นมา”
เซียวเอี้ยนยักไหล่ “แต่ไอ้นี่น่ะนะ ใช้ได้ก็แค่ตอนหนีกับเวลาแอบดูคนอื่นเท่านั้นล่ะ ถ้าไม่ใช่นายเตือน ฉันคงลืมมันไปแล้วจริง ๆ”
“…หึ”
เจียงเฉินมองหน้าเซียวเอี้ยนแล้วอดถอนหายใจไม่ได้ ปากก็เบะขึ้นนิด ๆ พยายามกลั้นความรู้สึกอยากยกเท้าถีบเจ้าคนตรงหน้า
สมบัติวิเศษระดับดาวยังเอาออกมาใช้ได้แบบไม่คิดอะไร นี่มันคือความมั่งคั่งของตระกูลใหญ่ชัด ๆ
แต่ที่รับไม่ได้ที่สุดคือ... นี่มันของไว้ใช้แอบดูคนอื่นเนี่ยนะ?