- หน้าแรก
- พระชายาสุดโหด โครตนักฆ่า
- บทที่ 17 - ลอบเข้าจวนอ๋องยามวิกาล
บทที่ 17 - ลอบเข้าจวนอ๋องยามวิกาล
บทที่ 17 - ลอบเข้าจวนอ๋องยามวิกาล
ชุนเถาตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่เคยเห็นเย่เฟิงหุยในลักษณะนี้มาก่อน แต่เมื่อมองดูนางในตอนนี้ ชุนเถากลับไม่สามารถเอ่ยคำคัดค้านออกมาได้โดยสัญชาตญาณ
นางพยักหน้าอย่างงงงัน แล้วกล่าวว่า “คุณหนูเจ้าคะ ไม่เรียกหมอหลวง จะได้หรือเจ้าคะ? หากฮูหยินเป็นอะไรไป...”
รอยยิ้มเย็นชาและกระหายเลือดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเย่เฟิงหุยในทันที “หากท่านแม่เป็นอะไรไป... ก็คงต้องมีคนมาชดใช้ด้วยชีวิต!”
ชุนเถมองรอยยิ้มบนใบหน้าของเย่เฟิงหุยแล้วอดรู้สึกหนาวเยือกในใจไม่ได้ นี่เป็นรอยยิ้มแบบใดกัน ราวกับพญายมในนรก...
วินาทีต่อมา เย่เฟิงหุยก็หันหลังเดินออกไปข้างนอกโดยไม่ลังเล
เมื่อกลับมาถึงเรือนชิงโยวเสี่ยวจู้ หยินเยว่ยังคงรออยู่ในห้อง เมื่อเห็นเย่เฟิงหุยกลับมาอย่างรวดเร็วก็รีบถามว่า “คุณหนู เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ฮูหยินไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
แต่เมื่อหยินเยว่มองเห็นสีหน้าของเย่เฟิงหุย นางก็เข้าใจในทันที...
“หยินเยว่ข้าถามเจ้า โสมสิบข้อที่ผ่านการปรุงแล้ว หากไม่มียาถอนพิษก็ไม่มีทางแก้ไขแล้วใช่หรือไม่?” เย่เฟิงหุยถามอย่างจริงจัง
หยินเยว่ส่ายหน้าเบาๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
เย่เฟิงหุยพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าต้องออกไปข้างนอกสักครู่ เจ้าไปปิดประตูเรือนให้ดี ไม่ว่าใครจะมา ก็บอกว่าข้าหลับไปแล้ว หากเป็นคนจากเรือนของท่านแม่มา ก็บอกว่าข้าจะรีบกลับไป! รีบไปเร็ว!”
แม้หยินเยว่จะไม่เข้าใจว่าหากปิดประตูเรือนแล้ว เย่เฟิงหุยจะออกไปได้อย่างไร... แต่ก็รีบไปทำตาม
ภายในหนึ่งนาที เย่เฟิงหุยก็เปลี่ยนเป็นชุดที่ทะมัดทะแมง ไม่มีชายกระโปรงที่เกะกะทำให้สะดวกขึ้นมาก
นางหยิบหีบของตนเองออกมาจากใต้เตียง แล้วยัดปืนพกกระบอกนั้นเข้าไปในอกเสื้อโดยไม่ลังเล
จากนั้นหยิบกระบี่อวิ๋นหยาในกล่องกระบี่ออกมา ฉีกผ้าม่านมาพันกระบี่ไว้ แล้วสะพายไว้ด้านหลัง ปล่อยผมออก แล้วมัดเป็นหางม้าสูงอย่างทะมัดทะแมง
นางเปิดหน้าต่างแล้วกระโจนออกไป นอกหน้าต่างคือรั้วของเรือนชิงโยวเสี่ยวจู้ เรือนชิงโยวเสี่ยวจู้ตั้งอยู่ห่างไกล นอกรั้วจึงเป็นถนนนอกจวน นางย่อเข่าเล็กน้อย ใช้ส้นเท้าส่งแรง ราวกับเสือดาวที่ว่องไว กระโจนขึ้นไปบนกำแพง ปลายเท้าถีบกำแพงเพื่อส่งแรงขึ้นไปอีก นิ้วมือเกาะขอบกำแพงไว้ได้
ในพริบตาเดียวก็พลิกตัวขึ้นไป กระโดดลงมาอย่างง่ายดาย ราตรีเริ่มมืดมิด ข้างนอกไม่มีผู้คนสัญจร จึงไม่เป็นที่สังเกต
นางเม้มปากแล้วเดินตรงไปข้างหน้า
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเกี่ยวกับตำแหน่งต่างๆ ในเมืองหลวงนี้ ทิศใต้เป็นเขตของสามัญชน ทิศตะวันออกเป็นเขตการค้า โรงเตี๊ยมและร้านค้าส่วนใหญ่จะรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทิศตะวันตกเป็นเขตปกครอง หน่วยงานราชการต่างๆ ของจักรวรรดิ รวมถึงสถาบันทางศาสนาและสถาบันวิชาชีพ เช่น สำนักตรวจการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง และวิหารศักดิ์สิทธิ์ สำนักยุทธ์และสำนักเวทก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก
ทิศเหนือเป็นเขตของชนชั้นสูง ส่วนใหญ่เป็นจวนของขุนนาง รวมถึงจวนของข้าราชการในจักรวรรดิ จวนแม่ทัพพิทักษ์แคว้นของตระกูลเย่ก็ตั้งอยู่ที่นี่ ประตูหลักของวังหลวงก็เปิดอยู่ทางทิศเหนือเช่นกัน
จวนอ๋องรุ่ยก็ตั้งอยู่ทางทิศเหนือเช่นกัน ดังนั้นจึงอยู่ไม่ไกลจากจวนแม่ทัพนัก มิเช่นนั้นหากที่หนึ่งอยู่ทางทิศใต้ อีกที่หนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ด้วยขนาดของเมืองหลวงที่ใหญ่โตเช่นนี้ หากไม่มีม้าสักตัว เย่เฟิงหุยคงต้องใช้เวลาวิ่งไปไม่น้อย
เย่เฟิงหุยหาทิศทางได้อย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดแล้ว
นางเคลื่อนไหวไปตามถนน ร่างของนางว่องไวดุจแมวป่ายามราตรี
จากจวนแม่ทัพ ผ่านไปสามถนน ก็ถึงจวนอ๋องรุ่ย อยู่ไม่ไกลกันนัก
เย่เฟิงหุยเห็นประตูใหญ่ของจวนอ๋องแขวนโคมไฟสองดวงอยู่ไกลๆ บนโคมมีอักษรคำว่า “รุ่ย” ตัวใหญ่อยู่ และมีทหารยามสองนายเฝ้าประตูอยู่
นางเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบาเลียบกำแพงไป เหลือบตามองขึ้นไป ก็เห็นว่ากำแพงส่วนที่นางอยู่ตอนนี้ ข้างในเป็นอาคารหลังหนึ่ง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ
ถึงแล้ว
นางเม้มปากเบาๆ เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไว เท้าทั้งสองข้างปักหลักมั่นคงดุจตะปู ข้อเข่าย่อลงเล็กน้อย แล้วออกแรงกระโจนขึ้นอย่างรุนแรง พลังกระโดดที่ระเบิดออกมาทำให้ร่างของนางพุ่งขึ้นไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่
“แปะ” นิ้วมือเกาะกระเบื้องเคลือบบนยอดกำแพงได้อย่างรวดเร็ว จริงๆ แล้วมันค่อนข้างลื่น แต่ในพริบตานางก็ออกแรงอีกครั้ง กระโดดครั้งที่สอง พุ่งขึ้นไปบนกำแพงได้สำเร็จ แล้วย่อตัวลงรักษาสมดุล
ในยามค่ำคืนนี้ นางราวกับแมวดำที่ว่องไว
ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย มองเข้าไปข้างใน เห็นทหารยามสองกลุ่มถือคบเพลิงเดินตรวจตราอยู่ในลาน แต่ละกลุ่มมีห้าคน กลุ่มหนึ่งเดินไปไกลแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้
นางกลั้นหายใจอย่างเงียบเชียบ กระโดดเบาๆ ขึ้นไปบนหลังคาของอาคารข้างกำแพง
สิ่งที่เย่เฟิงหุยไม่ทันสังเกตคือ ในจวนอ๋องรุ่ยทั้งหมด อาคารหลังนี้สร้างได้หรูหราที่สุด
ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่า ห้องนอนของอ๋องรุ่ย เฟิงหมีเชียนอวิ่น ก็อยู่ในอาคารหลังนี้
ทันทีที่นางกระโดดขึ้นไปบนหลังคาอย่างแผ่วเบา
ภายในห้อง บุรุษที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงยาว ดวงตาที่ปิดสนิทมาตลอด ค่อยๆ ลืมขึ้น แววตาของเขาสุกสว่างดุจดวงดาว เย็นเยียบดุจแสงจันทร์ สาดส่องออกมาพร้อมกับการเปิดเปลือกตาของเขา
เขาสวมชุดยาวสีดำอมเขียว ใบหน้าที่สงบนิ่งราวกับผืนน้ำในทะเลสาบที่ไร้ระลอกคลื่น
นิ้วมือเรียวยาวที่วางอยู่บนเข่าที่ขัดสมาธิ ยื่นไปด้านข้าง หยิบหน้ากากสีเงินที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมา สวมปิดใบหน้าอย่างมิดชิด
บนหน้ากาก มีเพียงช่องตาเท่านั้นที่มองเห็นแววตาของเขา ยังคงเย็นเยียบและสุกสว่าง ดุจดวงดาว
“องค์ชาย”
ซือหลีที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ เห็นเฟิงหมีเชียนอวิ่นสวมหน้ากาก ก็ขมวดคิ้ว เรียกเขาด้วยเสียงทุ้ม
“มีแขกมา หลี เจ้าออกไปก่อน”
น้ำเสียงของเฟิงหมีเชียนอวิ่นแผ่วเบา เสียงทุ้มต่ำน่าฟังราวกับเสียงน้ำไหลริน กล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
แววตาของซือหลีเย็นชาลงหลายส่วน ในมือปรากฏหน้ากากครึ่งหน้าขึ้นมา สวมปิดใบหน้า เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากและคาง “ข้าจัดการเอง ไม่ต้องรบกวนเวลาพักผ่อนขององค์ชาย”
“ออกไปเถิด นานๆ ทีจะมี ‘แขก’ มาเยือนจวน ข้าควรจะต้อนรับด้วยตนเองจะดีกว่า หากไม่มีคำสั่งของข้า ห้ามเข้ามา”
ภายใต้หน้ากาก ใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของบุรุษผู้นั้น ในที่สุดก็มีความรู้สึกปรากฏขึ้น มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ในแววตาปรากฏประกายคมกริบขึ้นมาในทันที
ซือหลีไม่กังวลเกี่ยวกับฝีมือของเฟิงหมีเชียนอวิ่น จึงรับคำสั่งแล้วถอยออกจากห้องไป
ทันทีที่ประตูปิดลง หน้าต่างด้านหลังห้องก็ถูกเปิดออก ร่างที่ว่องไวร่างหนึ่งลอดเข้ามา คล่องแคล่วราวดุจแมวป่ายามราตรี...
อุณหภูมิในห้องลดลงอย่างกะทันหัน
กระบี่ยาวสีน้ำเงินน้ำแข็งถูกกุมอยู่ในมือที่ขาวเรียวของนาง ไอเย็นแผ่ออกมา
คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยของเฟิงหมีเชียนอวิ่น ค่อยๆ คลายออก
ไอเย็นนี้?... คืออวิ๋นหยา
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ความระแวดระวังทั้งหมดหายไปในทันที
เขาลุกขึ้นจากเตียง ยืนกอดอก หันไปมองทางหน้าต่างอย่างไม่รีบร้อน
เด็กสาววัยแรกรุ่น สวมชุดทะมัดทะแมงสีเข้ม มัดผมหางม้าอย่างเรียบร้อย มือหนึ่งถือกนะบี่อวิ๋นหยา อีกมือหนึ่งไพล่หลัง ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น ใบหน้าเย็นชา แววตาแน่วแน่
ชั่วขณะหนึ่ง กลับดูมีสง่าราศีแบบที่สตรีทั่วไปไม่มี
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มขยับเล็กน้อย เอ่ยออกมาสี่คำ
“เฟิงหมีเชียนอวิ่น?”
[จบแล้ว]