เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

270 - พี่น้องกลมเกลียว

270 - พี่น้องกลมเกลียว

270 - พี่น้องกลมเกลียว


270 - พี่น้องกลมเกลียว

คิดมากเกินไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ วันเวลาที่ผ่านมา ล้วนแต่น่าหวนรำลึกยิ่งนัก

ตั้งแต่มาถึงซานเหอ เขาก็ไม่ได้สัมผัสความสุขอีกเลย

ยังต้องคอยถูกอารามจี้จ้าวข่มขู่เป็นระยะ

ชีวิตช่างน่าสังเวชเหลือแสน

เจ้าล่อวันนี้กลับทำหน้าที่ได้ดีนัก ทุกย่างก้าวมั่นคงสม่ำเสมอ เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นหินสีเขียวดังก้องชัดเจนในตรอกซอกซอย

เมื่อผ่านถนนด้านใต้ พบรถม้าคันหนึ่งจอดกลางถนน ข้างรถยืนอยู่ชายชราสวมชุดสีเทา พอเห็นหลินอี้เข้าใกล้ เขาก็คุกเข่าลงทันที กล่าวว่า

“กระหม่อมขอคารวะท่านอ๋อง ขอให้ท่านอ๋องทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”

“กว๋อจ้าว?”

หลินอี้จำชายชราได้ เขาคือช่างแต่งสวนของจวนอ๋องซึ่งรับหน้าที่ดูแลเมืองอันคัง “ท่านลุงเอ๋ย ไฉนเจ้าก็มาอยู่ที่นี่อีก ดูจากสภาพเจ้าแล้ว น่าจะมีชีวิตอยู่อีกสักยี่สิบปีไม่มีปัญหา”

“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ชม”

กว๋อจ้าวน้ำตาคลอเบ้า “กระหม่อมพอได้ยินว่าท่านอ๋องกลับเข้าเมือง ก็รีบจูงรถม้าจากจวนมารอรับ ขอท่านอ๋องได้ขึ้นรถ”

“ถือว่าเจ้ามีน้ำใจแล้ว”

หลินอี้ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายได้ ยิ่งตอนนี้เขาเข้าเมืองมาเพียงลำพัง ไม่รู้ชะตากรรมจะดีหรือร้าย พอมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์เช่นนี้ ก็อดรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อยไม่ได้

ภายใต้การประคองของหงอิ๋ง เขาลงจากล่อแล้วขึ้นรถม้า

หงอิ๋งโบกมือให้กว๋อจ้าวเป็นสัญญาณให้กลับไป ไม่ต้องอยู่ต่อ

กว๋อจ้าวลังเลเล็กน้อยก่อนจะลงจากรถ แล้วมองรถม้าของหลินอี้จากไปด้วยสายตาส่งท้าย

พอเห็นหลินอี้ขึ้นรถแล้ว เหอจิ่นก็โบกแส้ในมือ ควบม้าทะยานไปบนถนน

หงอิ๋งคุมบังเหียนรถม้า ไม่เร่งไม่ช้าพุ่งตรงไปทางพระราชวัง

เมื่อมาถึงหน้าประตูวัง หลินอี้ที่ง่วงเต็มทีหาวพลางกล่าว

“เวลาเดินทางมันสั้นเกินไป นอนบนรถม้าไม่หลับเลย อยากจะได้นอนสบายๆ สักงีบจริงๆ”

เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้น แกว่งซ้ายขวาไปมาพร้อมกับบิดเอว แล้วหันไปมองประตูวังอันยิ่งใหญ่ ด้านข้างเต็มไปด้วยองครักษ์วังหลวงถือทวนและกระบี่เป็นแนวยาวไปจนถึงตำหนักจินหลวน ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

หลินอี้ถอนหายใจ

“พ่อกับลูกมาเล่นเกมลงจากม้าก่อนใครแบบนี้ ช่างหายากนักในโลกนี้จริงๆ”

หงอิ๋งกล่าว “กระหม่อมยอมตายเพื่อปกป้องท่านอ๋อง”

หลินอี้หัวเราะ “ไม่ต้องหรอก ถ้ามันไปต่อไม่ได้ เจ้าก็หนีก่อนก็แล้วกัน ข้าถูกจับยังไม่เป็นไร อย่างไรข้าก็เป็นลูกเขา ต่อให้จะฆ่าข้าจริงก็ต้องทำตามพิธีล่ะนะ

แต่เจ้าไม่เหมือนกัน ถ้าฆ่าเจ้าขึ้นมาเขาไม่ลังเลแน่

หากเจ้าตายก็เท่ากับตายจริง ไม่มีใครส่งข่าวออกไปได้เลย

เรายึดแผนเดิมกันดีกว่า ถ้าข้ากับเขาถึงขั้นแตกหักกันเมื่อไร ก็เปิดศึกโจมตีเมืองเลย ข้าอยู่ไม่สุข ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะอยู่สุขไปได้!”

หากไม่ถึงคราวจำเป็น เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับบิดาเช่นนั้นจริงๆ

“เนรคุณ” “อกตัญญู” คำครหาเหล่านั้นไม่ใช่ของเล่นเลย

แม่ทัพองครักษ์วังหลวงอวี่เหวินเสอโผล่มาพร้อมชุดเกราะเต็มยศ เดินเข้ามาคำนับหลินอี้

“ข้าสวมเกราะ ไม่สะดวกคำนับ ขอท่านอ๋องอภัย”

“แม่ทัพอวี่เหวิน นานไม่พบเลยนะ”

หลินอี้โบกมืออย่างเกียจคร้าน “ไม่ทราบว่าน้องสาวของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

ความจริงแล้วเขาหมายปองน้องสาวของอวี่เหวินเสอมานานแล้ว บุตรีคนที่สี่ของอวี่ป๋อสวี

พอเห็นอวี่เหวินเสออีกครั้งก็อดไม่ได้ต้องถาม

หน้าตานางยิ่งงดงามขึ้นอีกหรือไม่?

ข้าหายจากเมืองหลวงไปนาน นางแต่งงานแล้วหรือยัง?

“ท่านอ๋องยังชอบล้อเล่นเช่นเคย”

ใบหน้าอวี่เหวินเสอเข้มขึง เขาไม่เข้าใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านอ๋องยังสามารถหัวเราะออกมาได้อย่างไร!

เขาข่มความโกรธไว้ ตอบเสียงเย็นว่า

“เชิญท่านอ๋อง อย่าให้ฝ่าบาทรอช้านาน”

“ไปเถอะ”

หลินอี้เดินพลางมองซ้ายขวา “ในวังก็ยังเหมือนเดิม ข้าจำได้ว่าในสระสวนหลวงเคยเลี้ยงปลาทองกับเต่าไว้ไม่น้อย ตอนออกจากวังก็ไม่ได้พามาด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่หรือเปล่า ถ้ามีโอกาสต้องไปดูสักหน่อย”

“ท่านอ๋องยังมีอารมณ์ขัน กระหม่อมขอนับถือ”

อวี่เหวินเสอในใจนึกภาพตอนท่านอ๋องพบกับฮ่องเต้เต๋อหลง เขาอยากรู้จริงๆ ว่าท่านอ๋องยังจะกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าฮ่องเต้หรือไม่!

หลินอี้ถามต่อ “วันนี้มีใครบ้างในราชสำนัก จัดใหญ่โตขนาดนี้?”

อวี่เหวินเสอตอบหน้าตาเฉย “ย่อมมีขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู้อยู่พร้อมหน้า”

หลินอี้ตามไปไม่รีบไม่ช้า “หยงอ๋องก็ต้องอยู่ด้วยแน่ แล้วนอกจากเขา ยังมีใครบ้าง?”

อวี่เหวินเสอกล่าว “ท่านอ๋องไปถึงก็จะทราบเอง”

พูดจบก็เผลอเร่งฝีเท้า

เมื่อมาถึงหน้าตำหนักจินหลวน หลินอี้กำลังจะเข้าไป ก็ถูกอวี่เหวินเสอกั้นไว้ อวี่เหวินเสอกล่าวว่า

“ท่านอ๋อง โปรดรอสักครู่”

ทันใดนั้นมีเสียงตะโกนจากในตำหนักว่า

“ประกาศให้เหออ๋องเข้าเฝ้า!”

อวี่เหวินเสอจึงยกมือขึ้นกล่าว “เชิญท่านอ๋อง”

“เฮ้อ เวลาแบบนี้ยังจะเล่นพิธีการอีก มันจะเอาชีวิตคนได้เลยนะ”

หลินอี้บ่นแล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ค่อยๆ ก้าวเข้าไป

หงอิ๋งยืนสงบอยู่หน้าประตู ไม่กระพริบตามองไปยังราชสำนัก

ห้องโถงกว้างใหญ่ สองฝั่งเต็มไปด้วยขุนนางคุกเข่าอยู่ทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ บนบัลลังก์มังกรมีชายชราสวมฉลองพระองค์สีเหลืองทอง ใบหน้าซูบซีดแต่สายตาเฉียบคม ดั่งกำลังจ้องมองทั่วหล้า

เหล่าขุนนางที่คุกเข่าก้มหน้าต่างพากันเงยหน้ามองหลินอี้ที่เดินเข้ามาช้าๆ มองโน่นมองนี่

ภายในท้องพระโรงเงียบสนิทจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของเขา ความรู้สึกน่าพิกลและกดดันอย่างยิ่ง!

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาเห็นก่อนคือมังกรทองที่ปักอยู่บนฉลองพระองค์สีเหลืองทอง แล้วค่อยสบสายตาอันเฉียบคมดั่งมีดของบิดา

เขาต้องยอมรับว่าเขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง

ทั้งสองชาติที่เขาเกิดมา เขาเป็นคนขี้ขลาด ไม่แม้แต่จะกล้าเหยียบมดตาย

แต่ตอนนี้มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีทางถอยหลังอีกต่อไป เจ็ดแคว้น ผู้คนนับล้านล้วนฝากชีวิตไว้กับเขา!

ความลังเลมีเพียงชั่วพริบตา เขาก็มองสบตาบิดาโดยตรง จากนั้นโน้มตัวก้มศีรษะกล่าวว่า

“กระหม่อมขอถวายพระพรพระบิดา ขอให้พระพลานามัยแข็งแรงยิ่ง เป็นมิ่งมงคลยิ่งนัก”

เหล่าขุนนางพากันตกตะลึง!

เขาไม่ยอมคุกเข่า!

เขากล้าดีอย่างไรถึงไม่ยอมคุกเข่า!

เขาคิดจะทำอะไรกันแน่!

เมื่อเห็นบิดาไม่ตอบ หลินอี้ก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังบรรดาองค์ชายที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างแล้วยิ้ม

“โอ๊ะ พี่สาม ข้าคิดถึงพี่แทบตาย

เอ๊ะ พี่สี่ ข้าได้ยินว่าพี่กลับไปยังจิ้นโจวแล้ว แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่ได้?”

เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย

ข่าวที่เขาได้รับคือจิ้นอ๋องกลับไปยังจิ้นโจวแล้ว อีกทั้งตอนเขาอยู่ประตูใต้ก็เห็นแค่หยงอ๋องเข้าเมือง ไม่เห็นจิ้นอ๋องเลย

จิ้นอ๋องกัดฟันกล่าว “ต่อหน้าพระบิดา อย่าได้ล่วงเกิน!”

เขาอยากจะบีบคอเจ้าเหออ๋องคนนี้ให้ตายเสียจริง!

ความคิดเช่นนี้มีมานานแล้ว!

“เข้าใจ เข้าใจ เรื่องที่พี่กับพี่สามยกทัพใต้เป็นกบฏ ข้าจะไม่เอาไปพูดให้ใครฟังแน่นอน”

หลินอี้จงใจพูดเสียงเบา แต่ในท้องพระโรงทุกคนก็ได้ยินชัดถนัดถนี่

“เหลวไหล ไร้สาระ!”

จิ้นอ๋องแทบกระโดดขึ้นมา!

รู้กันอยู่ในใจก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่เจ้ากล้าพูดออกมาต่อหน้าทุกคนมันก็อีกเรื่องแล้ว!

ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้หรือ?

จะได้มีช่องให้ลงกันหมด

หลินอี้ไม่สนใจเขา หันไปมองหย่งอันอ่องที่พยายามก้มหน้าไม่อยากสบตากับเขา แล้วกล่าวอย่างยินดี

“เจ้าสิบสอง พี่ดีใจที่ได้เห็นหน้าเจ้าอีกครั้ง ข้าไม่ได้เจอเจ้านาน คิดถึงเจ้ายิ่งนัก

ได้ยินว่าเจ้าคอยอยู่ในวังปรนนิบัติพระบิดา ถือเป็นแบบอย่างแก่พวกพี่น้องพวกเราทั้งหมด โดยเฉพาะพี่ใหญ่ ยิ่งทำให้เราทุกคนรู้สึกละอาย เอ๊ะ ทำไมไม่เห็นพี่ใหญ่เลย?”

องค์ชายสิบสองตัวสั่นเทา กล้าๆ กลัวๆ เหลือบมองพระบิดาที่อยู่บนบัลลังก์ แล้วก็เงียบไม่พูดอะไรต่อให้หลินอี้พูดอะไรมา

ขุนนางทั้งหลายในท้องพระโรงต่างกลั้นหายใจ ไม่กล้าหายใจแม้แต่นิดเดียว

ตามข่าวลือ ท่านเหออ๋องผู้นี้แค่ไม่เอาถ่าน แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าเขาเป็นคนโง่นี่!

พูดจาดีๆ ไม่ได้หรือ?

ทำไมต้องพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดด้วยเล่า!

เหออ๋องผู้นี้ช่างบังอาจเกินคนจริงๆ

เมื่อเห็นองค์ชายสิบสองไม่สนใจเขา หลินอี้ก็รู้สึกเบื่อหน่ายไปบ้าง แต่พลันเห็นฉู่อ๋องหลินจ้านที่คุกเข่าอยู่มุมตำหนัก ก็อุทานออกมา

“ที่แท้พี่ก็อยู่ที่นี่ ได้ยินว่าหลังจากเสียฉู่โจว ข้าก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเลย”

“พอได้แล้ว!”

คำพูดของหลินอี้ยังไม่จบ ก็ถูกเสียงดุกร้าวขัดขึ้นมา

ทุกคนในท้องพระโรงต่างรู้สึกเสียวสันหลัง สายตาพร่ามัว แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

แต่หลินอี้กลับเงยหน้ายิ้ม

“พระบิดาโปรดระงับโทสะ ลูกเพียงแค่ดีใจที่ได้เจอพี่น้อง เลยเผลอแสดงออกไปนิดหน่อย

พวกเราเป็นพี่น้องกันกลมเกลียวแน่นแฟ้น ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์ *'ต้มถั่วใช้เถาถั่วเป็นเชื้อไฟ ถั่วร่ำไห้ในน้ำเดือดพล่าน ต่างก่อเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน ใยเผาผลาญร้อนรนจนปานนี้' อย่างแน่นอน”

เมื่อได้ยินบทกวีนี้ ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า...ไม่มีทางที่เหออ๋องจะคิดเองแน่นอน

ต้องเป็นพวกเซี่ยจ้านหรือเฉินเต๋อเซิ่งที่อยู่ไกลในซานเหอแน่ๆ

“ดี ดีมาก ไม่เสียแรงเป็นลูกของเรา”

ฮ่องเต้เต๋อหลงที่ประทับอยู่บนบัลลังก์กล่าวขึ้นในที่สุด

“พวกเจ้าทั้งหมดปฏิบัติกับเราดังนี้ แล้วเราจะปฏิบัติกับพวกเจ้าเช่นไรเล่า?”

หลินอี้ยิ้มกล่าว “พ่อเมตตา ลูกกตัญญู เป็นเรื่องธรรมชาติ พระบิดาอย่าทรงวิตกเลย”

เจ้าทำตัวให้เหมือนพ่อ ลูกถึงจะเหมือนลูกได้!

เจ้าทำตัวไม่เหมือนพ่อ แล้วจะมานั่งโทษลูกทำไมกัน?

พูดตรงๆ แม้มันจะขัดหู แต่ก็จำเป็นต้องพูด!

“เราตรวจสอบคนมานักต่อนักในชีวิตนี้ แต่ไม่เคยนึกเลยว่าจะดูผิดลูกตัวเอง”

ฮ่องเต้เต๋อหลงยืนขึ้นภายใต้การประคองของเหอจิ่น เดินช้าๆ บนขั้นบันได พลางพึมพำ

“ไม่อยากเชื่อ ไม่อยากเชื่อเลย”

พูด “ไม่อยากเชื่อ” ถึงสองครั้ง

……….

*โจสิด หรือ โจสิดจื่อ / 曹植) เป็นบุตรชายคนที่สามของโจโฉแห่งวุยก๊ก สมัยสามก๊ก เขามีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความสามารถทางวรรณกรรม โดยเฉพาะการร่ายกวีและแต่งร้อยกรองที่งดงามลึกซึ้ง

หนึ่งในกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ "กวีเจ็ดก้าว" (七步詩) ซึ่งว่ากันว่าโจผี (พี่ชายของโจสิด) ต้องการสังหารน้องชายคู่แข่งชิงบัลลังก จึงได้สั่งให้โจวสิดร่ายกวีภายในการเดินเจ็ดก้าว โดยมีโจทย์ให้คือ “พี่น้อง” แต่ห้ามมีคำว่าพี่น้องในบทกวีโดยเด็ดขาด

หากทำไม่ได้จะให้เคาทูประหารเสีย

โจสิดจึงร่ายบทกวีนี้ขึ้นว่า:

「煮豆燃豆萁,

豆在釜中泣。

本是同根生,

相煎何太急?」

แปลเป็นไทยว่า

"ต้มถั่วใช้ก้านถั่วเป็นเชื้อไฟ

เมล็ดถั่วร่ำไห้อยู่ในหม้อ

ต่างก็เกิดจากรากเดียวกัน

เหตุใดเร่งร้อนเผาผลาญกันเล่า"

กวีนี้แฝงความรู้สึกเศร้าและเสียดแทงใจ เป็นการเปรียบเทียบตัวเขากับพี่ชายที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดแต่กลับต้องเข่นฆ่ากันเองในราชสำนัก

ผลงานของโจสิดได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นหนึ่งในปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ด้านกวีนิพนธ์ของจีนโบราณ โดยเฉพาะในยุคต้นของราชวงศ์ฮั่นถึงสามก๊ก

…………

จบบทที่ 270 - พี่น้องกลมเกลียว

คัดลอกลิงก์แล้ว