เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

247 - นกกระจอกเหลืองอยู่ข้างหลัง

247 - นกกระจอกเหลืองอยู่ข้างหลัง

247 - นกกระจอกเหลืองอยู่ข้างหลัง


247 - นกกระจอกเหลืองอยู่ข้างหลัง

ฉีเผิงกล่าวว่า “ทุกอย่างแล้วแต่ท่านอ๋องจะตัดสิน ข้าย่อมเชื่อฟังอย่างสุดใจ”

หลินอี้โบกมือกล่าวว่า “เปิ่นหวางจะมีความคิดอะไรได้ ขิงยิ่งเก่ายิ่งเผ็ด พรุ่งนี้เช้าเรียกพวกคนแก่พวกนั้นมาพูดคุยกันหน่อยก็ดี

พวกเขาคิดการใดๆ ย่อมตรงกว่าข้า ควรฟังพวกเขามากหน่อย”

ว่าด้วยเรื่องเล่ห์กลการเมือง เขาย่อมเทียบคนแก่เหล่านั้นไม่ได้ พวกนั้นต่างคือยอดฝีมือที่รู้จัก ‘ฟังคำกล่าวแล้วดูการกระทำ มองสีหน้าแล้วสืบหาความจริง’

“พะย่ะค่ะ”

ฉีเผิงกล่าวต่อ “จากข่าวที่คนของข้าไปสืบมา พบว่าคนของหยงอ๋องกับไท่อ๋องดูเหมือนจะกำลังฝึกฉุ่ยหยวนกง”

“คนของไท่อ๋องกับหยงอ๋องฝึกฉุ่ยหยวนกง?” หลินอี้กล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้ามั่นใจว่าคนของเจ้าไม่ได้ดูผิด?”

แม้หงอิ๋งจะบ่มเพาะจนกลายเป็นมหาปรมาจารย์แล้ว แต่เขาก็ยังยึดมั่นว่า ฉุ่ยหยวนกงเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ท้ายที่สุดมันก็แค่ชื่อหนึ่งจาก ไซอิ๋ว เท่านั้น

จะเชื่อถือได้อย่างไร!

บางทีหงอิ๋งอาจเป็นอัจฉริยะโดยแท้ เข้าใจได้เองโดยไม่เกี่ยวกับ ไซอิ๋ว สักนิด

ฉีเผิงกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ผานโต้วกับกวนเอินต่างก็เคยได้รับคำชี้แนะจากจผู้ดูแล ข้าเองก็ได้รับอนุญาตจากเขาให้คนของข้าทั้งพวกหามของกับช่างตัดผมเรียนด้วย พวกเขาล้วนฝึกอย่างมุมานะและมีความก้าวหน้า ไม่มีทางดูผิดอย่างแน่นอน”

“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล”

เสี่ยวซีจื่อพูดแทรก “ในไป๋อวิ๋นเฉิงมีคนฝึกฉุ่ยหยวนกงตั้งมากมาย แต่เจ้าเห็นไหมว่ามีใครที่ไม่ได้รับการฝึกจากผู้ดูแลแล้วยังทะลวงผ่านระดับห้าได้ง่ายๆ บ้าง?”

คนที่ฝ่าไปถึงระดับห้าในไป๋อวิ๋นเฉิง ไม่ใช่องครักษ์วังเหอ ก็เป็นทหารซานเหอกับนักเรียนโรงเรียน!

ฉีเผิงกล่าว “ถ้าเขาเดิมทีก็อยู่ในระดับห้า แล้วมาฝึกฉุ่ยหยวนกงจนฝ่าถึงระดับหกได้เลย ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?”

เขากล่าวด้วยความมั่นใจว่า เขาเข้าใจถึงความสำคัญของฉุ่ยหยวนกงยิ่งกว่าใคร!

พวกคนกรรมกรกับช่างตัดผมที่อยู่ใต้อำนาจเขา หลายคนติดอยู่ในระดับสอง สาม หรือสี่มาหลายปี

แต่พอได้ฝึกฉุ่ยหยวนกงเข้าไป กลับสามารถทะลวงในเวลาอันสั้นได้หลายคน!

โดยเฉพาะกวนเอินที่อยู่ข้างเขา เมื่อสิบปีก่อนก็เป็นระดับหกแล้ว!

แต่กลับไม่สามารถก้าวหน้าได้เลยแม้แต่น้อย!

ทว่าหลังฝึกฉุ่ยหยวนกง ก็สามารถฝ่าถึงระดับเจ็ดได้ในทันที!

ตอนนี้ถึงขั้นปลายระดับเจ็ดแล้ว!

ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ก็เป็นไปได้มากที่จะฝ่าพันธนาการที่คนมากมายไม่มีวันฝ่าผ่านได้—ระดับแปด!

และไม่ใช่แค่คนข้างเขา คนในไป๋อวิ๋นเฉิงล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น

ไม่เช่นนั้นชาวบ้านธรรมดาพวกนั้นจะไปกล้าบุกตีเมืองได้อย่างไร?

ก็เพราะว่าพวกเขาได้ฝึกฉุ่ยหยวนกงกันทั้งนั้น!

แต่ละคนต่างฝีมือไม่ธรรมดา ปีนผาก็ได้ วิ่งกำแพงก็ได้

“เรื่องนี้ก็อาจเป็นไปได้”

เสี่ยวซีจื่อถอนใจกล่าว “มีฉุ่ยหยวนกงเป็นรากฐานแล้ว ก็เหมือนได้ก้าวกระโดดจากยอดไม้ไผ่ไปสู่ยอดเขา”

ฉีเผิงกล่าว “ถ้าข้าไม่จำผิด ก็มีชาวบ้านคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รับการฝึกสอนจากผู้ดูแลเลย แค่เรียนจากในโรงเรียนเพียงเล็กน้อย ใช้เวลาไม่ถึงสี่ปีก็ฝ่าถึงระดับเจ็ด”

เสี่ยวซีจื่อรีบถามว่า “ใคร?”

“เว่ยอี้ซาน”

ฉีเผิงกล่าวเรียบๆ “เขาเดิมทีเป็นลูกจ้างของร้านผ้าโหลวตั๋ว ถือว่าเป็นคนมีพรสวรรค์โดดเด่นยิ่งนัก

ยังมีอีกคน แม้ยังไม่ฝ่าถึงระดับเจ็ด แต่ถ้าว่าด้วยพรสวรรค์แล้ว ก็ไม่ด้อยกว่า นั่นคือโต๊ะรับแขกในหอรับรองแขก ต้วนหรง เขาใช้เวลาเพียงสามปีก็ฝ่าถึงระดับห้า บัดนี้ก็ระดับหกแล้ว”

เสี่ยวซีจื่อได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วมองไปยังหงอิ๋งที่นั่งนิ่งเหมือนพระเข้าสมาธิ

ฉีเผิงก็เช่นกัน มองไปยังหงอิ๋ง หวังว่าเขาจะพูดอะไรบ้าง

หงอิ๋งกล่าวว่า “ผู้แปลงข้าคือผู้มีชีวิต ผู้ฝ่าข้าคือผู้ก้าวหน้า ผู้เลียนข้าคือผู้ตาย แล้วจะกังวลไปไย มีอะไรให้น่าหวาดกลัว?”

“ผู้ดูแล”

ฉีเผิงกล่าวอย่างไม่เข้าใจ “ถ้าเคล็ดวิชานี้แพร่ไปในกองทัพของหยงอ๋อง ผลลัพธ์คงร้ายแรงไม่น้อย”

วิทยายุทธ์ในใต้หล้านั้นล้ำลึกยิ่ง สำนักในยุทธภพก็หวงเคล็ดวิชาเฉพาะตัวอย่างยิ่ง เว้นเสียแต่กรณีพิเศษ ย่อมไม่ถ่ายทอดสู่คนนอก

แต่ซานเหอกลับทำผิดมหันต์ข้อนี้แล้ว

หากฉุ่ยหยวนกงแพร่ไปทั้งใต้หล้า ข้อได้เปรียบของทหารซานเหอก็จะหายวับไปในพริบตา!

“ท่านอ๋อง!”

หงอิ๋งคำนับหลินอี้กล่าว “บ่าวไม่มีอะไรทำ อยากไปถ่ายทอดวิชาให้พวกเขาด้วยตนเอง ขอท่านอ๋องทรงอนุญาต”

“ถ้าอยากไปก็ไปเถอะ เรื่องเล็กแค่นี้ จะมาถามข้าทำไม”

หลินอี้ไม่มีท่าทีห้ามไว้

พูดจบก็หาวแล้วเดินเข้าบ้านไปพักผ่อน

รุ่งเช้า เซี่ยนฉี เซี่ยจ้าน เหอจีเสียง เฉินเต๋อเซิ่ง ต่างก็มาแต่เช้า

หลินอี้กินข้าวเช้าเสร็จก็ไปที่โถงรับแขก รู้สึกว่าอากาศวันนี้มีกลิ่นประหลาดอยู่เล็กน้อย

สูดจมูกพลางกล่าว “พวกเจ้าเมื่อเช้ากินมันเทศกันหรือ?”

หวังชิงปังหัวเราะแห้งๆ ว่า “เช้ากินข้าวมันเทศ พวกเราคนอายุมากแล้ว ท้องมันไม่เอาด้วย มีแต่ปล่อยลมออกมาเรื่อยๆ”

“พวกเจ้าตดจริงๆ?”

หลินอี้รีบถอยไปก้าวหนึ่ง แล้วกระโดดไปยืนตรงประตู อยู่ไกลๆ พวกเขา

ตั้งแต่เขาเริ่มส่งเสริมการปลูกมันเทศ ผู้คนยากจนก็กินมันเทศกันทั้งสามมื้อ

ดังนั้น เขาเลยไม่กล้าไปอยู่รวมคนเยอะๆ เพราะเมื่อพากันปล่อยลมออกมา กลิ่นมันช่างรุนแรงเกินทน!

“โปรดอภัยพวกกระหม่อมด้วย”

เฉินเต๋อเซิ่งหัวเราะพลางกล่าว “พวกกระหม่อมฟันไม่ดี มันเทศเหนียวดี เคี้ยวง่าย กลืนง่าย แถมกินแล้วอยู่ท้อง ไม่ปั่นป่วน ก็เลยชอบกินบ่อยๆ”

หลินอี้ส่ายหน้า แล้วเดินเข้าไปในลาน นอนเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้ รับถ้วยน้ำชาจากเสี่ยวซีจื่อ เห็นพวกคนแก่จะมานั่งล้อมเขา รีบกล่าวว่า “ไม่ต้องเบียดกัน เก้าอี้มีเยอะแยะ”

เขาไม่อยากได้กลิ่นตดของพวกนั้นเลย

ทุกคนจำใจต้องไปนั่งห่างออกไป

พอดื่มชาสักครู่ หวังชิงปังก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า “ฉีเผิงเล่าเรื่องให้พวกกระหม่อมฟังหมดแล้ว กระหม่อมมีข้อสงสัยหนึ่ง ท่านอ๋องไยต้องรอให้ไท่อ๋องเคลื่อนไหวก่อนจึงจะลงมือ?”

หลินอี้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สุดท้ายแล้วเปิ่นหวางก็ดูเขาผิดไป เดิมคิดว่าเขาไม่แย่งชิงกับใคร กลับไม่คิดว่าเขาแอบซ่อนเล่ห์ไว้ เล่นบทเสือซ่อนเล็บมาโดยตลอด

กลัวว่าจะมีเรื่องอย่างตั๊กแตนจับจักจั่น แต่นกกระจอกเหลืองอยู่ข้างหลัง

เปิ่นหวางแม้ไม่กลัวเขา แต่ก็ไม่อยากหาเรื่องให้ตัวเองเพิ่ม ระวังไว้ดีกว่า”

“ท่านอ๋องกล่าวถูกต้อง”

หวังชิงปังกล่าวต่อ “แต่พวกกระหม่อมปรึกษากันทั้งคืน พบว่าซานเหอของพวกเรา ไม่จำเป็นต้องยึดหรงอันหรืออู๋โจวก่อน ที่นั่นเป็นแหล่งจัดเก็บภาษีของแผ่นดิน ไม่ว่าหยงอ๋องหรือฮ่องเต้ ก็ไม่มีวันยอมปล่อยให้หลุดมือ แต่แคว้นจิงโจว พวกเราซานเหอต้องเอาให้ได้!”

หลินอี้ถามด้วยความไม่เข้าใจ “เหตุใดยึดจิงโจว?

ที่นั่นมันที่อับอะไรเช่นนั้น ข้ากลัวจะกลายเป็นภาระ”

ซิงเค่อโส่วกล่าว “ท่านอ๋อง จิงโจวทางตะวันออกติดกับฉู่โจว ใต้ติดหงโจวกับเยว่โจว ตะวันตกถึงไท่โจวกับชวนโจว เหนือต่อโหย่วโจวของหนานหลิงอ๋อง เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของใต้หล้า!”

หลินอี้ครุ่นคิดเล็กน้อยกล่าวว่า “สำคัญที่สุดคือ เมื่อเปิ่นหวางยึดจิงโจวได้ ก็เหมือนตอกลิ่มไว้ระหว่างโยวโจวกับไท่โจว ใครกล้ายุ่งกับเปิ่นหวาง เปิ่นหวางก็จะตอกเข้าใส่

ตกลง ก็ทำตามนี้แล้วกัน ที่เหลือพวกเจ้าจัดการกันเอง ดูว่าให้ใครเป็นผู้นำกองทัพไป ให้พวกกบฏในจิงโจวหลีกทางให้พวกเราหน่อย”

“ท่านอ๋องทรงพระปรีชา!”

ทุกคนกล่าวพร้อมกัน

……….

จบบทที่ 247 - นกกระจอกเหลืองอยู่ข้างหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว