- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 230 - องค์หญิงใหญ่
230 - องค์หญิงใหญ่
230 - องค์หญิงใหญ่
230 - องค์หญิงใหญ่
แน่นอน ต่อให้พระบิดาของเขาเป็นคนทำเรื่องแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจนัก
เพราะบุรุษที่ถึงขั้นฆ่ายกตระกูลของน้องชายแท้ๆ ได้ ใครเล่าจะคิดว่าการฆ่าน้องเขยจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร
“ทำไม เจ้าไม่เชื่อหรือ?” หวินเจาจี๋กล่าว
หลินอี้กล่าว “คนที่ฆ่าทั้งบุตรชายและบุตรีของนางก็คือพี่ชายแท้ๆ ของนางเอง แล้วเหตุใดถึงไม่เห็นองค์หญิงเล่อหลิงสิ้นหวังแม้แต่น้อย? อีกทั้ง พระบิดาของข้ายังทรงดีต่อนางนัก ถึงขั้นยกพระตำหนักฉืออันกงให้นางพักอาศัยเลยทีเดียว”
เขาเติบโตมาในวัง เดินเตร่ไปทั่วทุกซอกทุกมุมของพระราชวัง ถึงขั้นเคยถือว่าตำหนักเย็นเป็นบ้านตัวเอง
แต่มีอยู่สองแห่งเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น แห่งหนึ่งคือห้องเฉือน อีกแห่งก็คือพระตำหนักฉืออัน
พระมารดาของฮ่องเต้เต๋อหลงสิ้นชีพที่พระตำหนักฉืออัน
ในตอนนั้นเมื่อฮ่องเต้เต๋อหลงขึ้นครองราชย์ได้สังหารพี่น้องร่วมอุทธรณ์มากมาย พระมารดาทรงเศร้าโศกเสียใจจนล้มป่วยและสิ้นพระชนม์ พระตำหนักฉืออันจึงถูกทิ้งร้าง
ต่อมาพระบิดาของเขาก็ยกพระตำหนักนี้ให้กับองค์หญิงเล่อหลิง น้องสาวแท้ๆ ของพระองค์
เคยมีสนมคนหนึ่งที่อาศัยความโปรดปรานของฮ่องเต้เต๋อหลง พยายามจะเข้ามาพักที่นี่ แต่ฮ่องเต้กลับไม่พูดไม่จา ใช้กระบี่แทงนางตายทันที แถมยังไม่ให้ผ้าขาวสักผืนด้วยซ้ำ
สำหรับหลินอี้แล้ว พระบิดาของเขาช่างเป็นปีศาจคลั่งน้องสาวโดยแท้!
พระตำหนักฉืออันเป็นสถานที่ซึ่งมีเพียงไทเฮาหรือฮองเฮาเท่านั้นที่มีสิทธิ์พำนัก แต่พระบิดากลับไม่สนเสียงครหา ยกให้แก่น้องสาวของตนอย่างหน้าตาเฉย!
ด้วยเหตุนี้ คนในวังจึงพากันกลัวพระตำหนักฉืออัน ไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้
หลินอี้เองก็เช่นกัน พยายามเลี่ยงที่จะไปพระตำหนักฉืออันให้มากที่สุด ถึงคราวโชคร้ายต้องพบองค์หญิงใหญ่ ก็จะต้องทำตัวเรียบร้อยที่สุด
มิฉะนั้นหากไปล่วงเกินองค์หญิงใหญ่เข้า ใครจะไปรู้ว่าไอ้คนคลั่งน้องสาวนั่นจะทำอะไรขึ้นมา!
บุตรชายมีตั้งมากมาย แต่น้องสาวมีเพียงคนเดียวเท่านั้น!
“แล้วอย่างไร?” หวินเจาจี๋แค่นเสียงเย็นชา “สำหรับองค์หญิงใหญ่แล้ว ฮ่องเต้เต๋อหลงก็คือคนที่ฆ่าบุตรชายของนาง”
หลินอี้กล่าวอย่างประหลาดใจ “เช่นนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็แค่สร้างภาพต่อหน้าคนอื่น?”
หากท่านอาแท้ๆ ของเขาเป็นมหาปรมาจารย์จริง อายุห้าสิบแล้วยังดูสาวสะพรั่งไร้ที่ติ ก็ไม่น่าแปลกใจเลย
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกเจ้า” หวินเจาจี๋พูดต่อไปอย่างเฉยเมย “หลิวเฉาหยวนเป็นศิษย์ของข้า”
“หา?” หลินอี้ตกตะลึงอีกครั้ง!
หวินเจาจี๋คนนี้ซ่อนความลับไว้มากเหลือเกิน แถมล้วนเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน!
หวินเจาจี๋กล่าวเรียบๆ “เขาคือศิษย์เอกของข้า ครั้งแรกที่พบกัน ข้าเห็นว่าเขาฉลาดเฉลียวดี จึงถ่ายทอดเคล็ดวิชา ‘หงซิ่วเจา’ ให้ เพื่อจะได้มีมือขวาไว้ล้างแค้นจิ้งอี๋ในภายหลัง
คิดไม่ถึงว่าเขาจะดัดแปลงเคล็ดวิชานี้กลายเป็นแบบฝึกเฉพาะขันที ใครที่อยากฝึกวิชาของเขา ก็ต้องเป็นขันทีเท่านั้น”
หลินอี้กล่าว “แล้วตอนนี้เขายังฟังคำของท่านหรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ฟัง ข้าเองก็ไม่มีความสามารถพอจะฆ่าเขาได้” หวินเจาจี๋ส่ายหน้า “แต่เขาก็ไม่กล้าขัดข้า หากข้าอยากรู้อะไรในวัง เขายังยินดีรายงานให้”
“คืนก่อนที่ฮ่องเต้เต๋อหลงจะป่วยจนลุกไม่ขึ้น เขาเห็นกับตาว่าองค์หญิงใหญ่ออกมาจากตำหนักของฮ่องเต้”
หลินอี้กล่าว “เช่นนี้ก็แสดงว่า เสด็จพี่ใหญ่ของข้ากับท่านอาร่วมมือกัน?
บวกกับอวี้ป๋อซวีกับอวี้เหวินเซี่ยพ่อลูกอีกสองคน การที่เพระเชษฐาขึ้นครองบัลลังก์จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแล้ว”
“หลายเรื่องยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน” หวินเจาจี๋ถอนหายใจ “ความจริงเป็นเช่นไร ยังไม่อาจรู้แน่ชัด”
กล่าวจบก็หันไปมองหงอิ๋ง
หลินอี้กล่าว “ท่านหมายความว่าในวังมีมหาปรมาจารย์สองคน ถึงส่งหงอิ๋งไปก็ไร้ประโยชน์?”
หวินเจาจี๋ส่ายหน้า “หากเป็นเรื่องเล็กๆ เช่นคุ้มครองมารดาและน้องสาวของเจ้า หลิวเฉาหยวนย่อมไม่กล้าปฏิเสธข้า”
หลินอี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม “นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กเลย!”
หวินเจาจี๋กล่าว “อย่างนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็แล้วกัน”
หลินอี้ยกมือคารวะ “เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านมาก”
แม้จะส่งหงอิ๋งกลับไปวัง ก็ต้องแอบซ่อนตัวไม่ให้ใครพบ ไม่อาจแสดงตัวปกป้องมารดาและน้องสาวอย่างเปิดเผยได้
สู้ฟังคำหวินเจาจี๋ ให้หลิวเฉาหยวนช่วยดูแลเล็กน้อยยังจะดีกว่า
“เจ้าช่างสุภาพนัก” หวินเจาจี๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ฝากบอกท่านหลิวด้วย ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาเหนื่อยเปล่า” หลินอี้กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “ภายหลังจะมีรางวัลให้อย่างงาม”
หวินเจาจี๋เพียงยิ้ม ไม่กล่าวอะไร
สามเหอก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน
ชาวเมืองไป๋อวิ๋นเฉิงต่างรู้สึกว่าฤดูร้อนปีนี้ต่างจากปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด อากาศคล้ายมีความกดดันแปลกประหลาดปะปนอยู่
เช่น เมื่อก่อน แม้พวกคนพลัดถิ่นจะได้รับจัดสรรที่ดิน แต่หากไม่ปลูกพืชในฤดูร้อน กรมการปกครองก็จะปล่อยผ่าน
แต่ปีนี้ไม่เหมือนเดิม หากมีที่ดินแต่ไม่เพาะปลูก กรมการปกครองจะยึดคืนที่ดิน
แม้แต่พ่อค้าใหญ่อย่างหลิวตัวก็ไม่เว้น
เหล่าพ่อค้า ต่อให้ลงมือเพาะปลูกเองไม่ได้ ก็ต้องจ้างคนมาปลูกแทน!
พวกเขายังสังเกตอีกว่า เรือบรรทุกเสบียงของสามเหอมีมากขึ้นทุกวัน
แทบทุกวันจะมีเรือสองถึงสามลำ สองฝั่งแม่น้ำซีเจียงก็มีโกดังเสบียงผุดขึ้นทีละหลังๆ พร้อมขนส่งไปยังเยว่โจวและหงโจวไม่ขาดสาย
ซานฉี กับพวกเซี่ยจ้านและเหล่าขุนนางชราทั้งหลาย ต่างก็รู้สึกถึงภัยที่ใกล้เข้ามาอย่างชัดเจน
เมื่อก่อนพวกเขายังหวังให้ท่านอ๋องฮึดสู้ ตั้งตารอวันที่จะนำทัพประชิดเมืองหลวง
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับรู้สึกหวาดหวั่น กลัวว่าท่านอ๋องจะดื่มเหล้านิดหน่อย แล้วเกิดคึกขึ้นมา ลุกขึ้นตะโกนว่าอยากยกทัพขึ้นเหนือโดยไม่ฟังคำใคร!
เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน พวกเขาจึงเร่งเตรียมตัวกันอย่างสุดกำลัง
อากาศทางหนานโจวก็ร้อนจนแทบหายใจไม่ออกเช่นกัน
จี้ไห่ยืนอยู่ที่ก้นหุบเขาแห่งหนึ่ง น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“พระน้อย ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ?” เซี่ยจิ่วอวิ๋นรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ควักผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้เขา เห็นเขาไม่รับ ก็ถึงกับกระทืบเท้า “เจ้าก็พูดอะไรบ้างสิ!”
ผ่านไปพักใหญ่
จี้ไห่กล่าว “บิดามารดาของข้าถูกฝังอยู่ที่ใต้ตรงนี้”
“ทำไมไม่มีป้ายสักอัน?” เซี่ยจิ่วอวิ๋นถาม
“ปีนั้น พายุใหญ่พัดถล่มซ่งหยาง มีผู้เสียชีวิตมากมาย ฝังศพไม่ทัน” จี้ไห่เช็ดหางตา พลางถอนหายใจ “กลัวว่าจะเกิดโรคระบาด ท่านอ๋องก็จนปัญญา จึงนำศพทั้งหมดมาฝังไว้ที่นี่”
เซี่ยจิ่วอวิ๋นบ่นพึมพำ “แบบนี้มันไม่รับผิดชอบเลยนะ อย่างน้อยก็ควรตั้งป้ายให้ด้วยสิ”
จี้ไห่กล่าว “ปีนั้นข้าเพิ่งอายุสิบสาม ท่านอ๋องให้บิดามารดาของข้าได้ฝังอย่างสมเกียรติ ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวงที่ข้ามิอาจตอบแทนได้หมด”
“เอะอะอะไรก็ท่านอ๋อง” เซี่ยจิ่วอวิ๋นพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นพระ ไม่ใช่ทาสของเขานะ!”
จี้ไห่กล่าวเย็นชา “หากแม่นางยังพูดเช่นนี้ต่อไป อย่าโทษที่ข้าจะไม่ไว้หน้าอีก”
“ไม่ไว้หน้าแล้วจะทำอะไรข้าได้?” เซี่ยจิ่วอวิ๋นกระทืบเท้า “อย่าลืมนะ เจ้าเป็นแค่ขั้นสาม! แต่ข้าเป็นขั้นเก้า! ข้าเคยช่วยชีวิตเจ้ามาแล้วนะ!”
จี้ไห่หันหน้าหนี ไม่สนใจนางอีกต่อไป
“เฮ้ ที่นี่มันก็แค่ซากปรักหักพัง เราไม่ควรอยู่ที่นี่นานนะ…”
“นี่มันผลไม้อะไร หวานจังเลย…”
“เฮ้ พระน้อย! ทำไมเจ้าถึงขี้งกอย่างนี้นะ!”
ไม่ว่าเซี่ยจิ่วอวิ๋นจะพูดอะไร จี้ไห่ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน
“พวกเจ้าพระไม่ใช่ชอบพูดเรื่องใช้คุณธรรมชนะใจคนหรือ แล้วแบบนี้มันคืออะไร!
เจ้าก็พูดอะไรบ้างสิ!”
จี้ไห่นั่งสมาธิอยู่กับพื้น ไม่ไหวติง
……….