- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 153 - การปรับระเบียบ
153 - การปรับระเบียบ
153 - การปรับระเบียบ
153 - การปรับระเบียบ
ครั้งนี้เขาพาคนงานมาสิบสองคน แม้ส่วนใหญ่จะสู้โชคของหวังเสี่ยวซวนไม่ได้ แต่ก็ล้วนได้ของติดไม้ติดมือกันไม่น้อย กลับไปครานี้ หากไม่เอาเงินไปผลาญจนหมด อย่างไรก็เป็นคนมีฐานะ!
ต่อไปใครจะยังกล้ามองเขาแบบเดิมอีกเล่า!
เขาขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมรับความจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเองก็ได้สมบัติมาไม่น้อย ต่อให้กลับไปไม่ขายหมูอีก ก็ยังอยู่กินได้อย่างสบาย
เช้าวันที่พวกเขาเดินทางกลับ ชาวเมืองต้าซีที่เหลือรอดก็เปิดประตูบ้านออกอย่างระมัดระวัง มองดูดวงตะวันที่ไม่ได้เห็นมานาน บ้างก็ยิ้มทั้งน้ำตา บ้างก็ร้องไห้ออกมา
แรงงานเกือบหมื่นคนเดินทางกลับด้วยความเบิกบาน ทำให้เกิดความคึกคักขึ้นอีกครั้งในเมืองไป๋อวิ๋น รถแล้วรถเล่าที่ขนเหล็ก ขนข้าวสาร ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงกันไปหมด
ใครๆ ก็รู้ว่า พวกแรงงานพวกนี้ร่ำรวยกันหมดแล้ว
ทั้งเมืองไป๋อวิ๋นลือกันว่า “อยากรวยก็ไปเป็นแรงงานเถอะ!”
ในห้องโถงของกรมปกครอง หลินอี้มองไปที่ซานฉี แล้วหันไปมองเหอจี้เซียง ก่อนจะยิ้มและกล่าวว่า
“ต่อไปนี้แรงงานที่ร่วมศึก ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบวินัยเช่นเดียวกับทหาร
หากปล่อยให้ทำตามอำเภอใจเช่นนี้ จะต่างอะไรกับโจร?”
ในทางทฤษฎีแล้ว กฎหมายไม่อาจลงโทษผู้คนหมู่มากได้เป็นหลักการที่ผิด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เขาจะโทษใครได้?
แรงงานกว่าสองหมื่นคน รวมถึงเหล่าพ่อค้าผู้จัดส่ง ถ้าจะเอาผิด ทุกคนล้วนมีส่วนผิดกันหมด!
จะโทษ ก็ต้องโทษตนเอง ที่ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนเสียแต่แรก
“รับทราบ”
เหอจี้เซียงคารวะ “กระหม่อมจะเชิญเหลียงเกิน, ชิวอู่จิ้น, หวงเต้าจี้ ฯลฯ มาแจ้งพระบัญชาท่านอ๋องให้ทั่วถึง”
“ต่อไป ไม่ว่าทหารหรือแรงงาน ห้ามปล้นสะดมเป็นอันขาด”
หลินอี้กล่าว พลางรู้สึกไม่มั่นใจนัก เพราะทุกคนล้วนลิ้มรสผลประโยชน์มาแล้ว จะให้เชื่อฟังกันง่ายๆ ได้อย่างไร
“ทาสีที่กำแพงใหม่ แล้วเขียนคำว่า ‘ของไม่ใช่ของตนอย่าแตะ’ ‘ปล้นคือความอัปยศ’ อะไรพวกนี้ให้มากขึ้นหน่อย”
คำขวัญของซานเหอมีจุดเด่นคือเข้าใจง่าย
หากเขียนแล้วคนอ่านไม่เข้าใจ เสียเวลายิ่งกว่าไม่ได้เขียน
“พะยะค่ะ”
ซานฉีกล่าวต่อ “แล้วพวกเชลยเหล่านี้จะจัดการเช่นไรดี?”
เชลยศึกจากเมืองต้าซีถูกส่งมาใช้แรงงานเช่นกัน แต่พวกนี้ไม่เหมือนชาวบ้านหรือผู้อพยพจากซานเหอ ส่วนมากมีนิสัยดื้อด้าน หาโอกาสหลบหนีตลอด เวลานี้มือปราบยิงตายไปแล้วสามสิบกว่าคน
บางกลุ่มถึงกับรวมตัวก่อกบฏ ฆ่ามือปราบไปสองคน
หากไม่รีบปราบปราม คงเกิดเรื่องร้ายแรงตามมาอีกแน่นอน
คุกใหญ่ของกรมปกครองที่เพิ่งสร้างหลังเขารับตำแหน่งนั้น แทบไม่เคยใช้งานจริงมาก่อน ปกติพวกฆ่าคนก็ประหารทันที ส่วนพวกโทษเบาหน่อยก็ส่งไปทำงาน ใช้แรงแลกอิสระ บางทียังอนุญาตให้กลับบ้านไปกินข้าวนอน แล้วกลับมาทำงานวันถัดไปได้ด้วยซ้ำ
แต่เชลยพวกนี้กลับทำให้คุกแน่นไปหมด คงหวังให้ใช้แรงงานไม่ได้แล้ว
เพื่อป้องกันโรคระบาด จึงต้องตามคำแนะนำของหูซื่อลู่ สั่งให้ทำความสะอาดคุกทุกวัน และให้เชลยอาบน้ำเป็นประจำ
หลินอี้กล่าวเรียบๆ “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
พวกนี้ล้วนเป็นทหารฝีมือดีที่ได้รับการฝึกอย่างเข้มงวด มีความจงรักภักดีสูง
เหมือนอย่างเป่าไคว่ หม่ากุ้ย ถานซีจื่อ หรือเสิ่นชูเหล่านี้
แม้จะยอมจำนนชั่วคราว แต่ปล่อยวันนี้ พรุ่งนี้ก็กลับมาล้างแค้นได้แล้ว
ในขนบสงคราม หากเป็นแม่ทัพใหญ่หรือทหารแนวหน้าเก่งๆ มักไม่รับเป็นเชลย
ส่วนใหญ่จับได้ก็ฆ่าทิ้งทันที
แต่...จะให้ลงมือจริง เขาก็ทำไม่ลง
อย่างไรก็เป็นคนมีชีวิตตั้งกว่าพันคน
ซานฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านอ๋อง ตอนตีเมือง พวกนี้ไม่เคยลังเลใจสังหารใครเลย ปล่อยไว้ไม่ได้!”
เหอจี้เซียงกล่าว “ท่านอ๋องยังไม่เคยเห็นเมืองต้าซีในตอนนี้ เมืองใหญ่ที่เคยมีคนเป็นหมื่น บัดนี้เต็มไปด้วยซากศพ เห็นแล้วเจ็บปวดใจจริงๆ!”
“พวกมันก็คืออาชญากรสงคราม…”
หลินอี้ค่อยๆ ยืดเส้นยืดสาย ลุกขึ้นยืนแล้วบิดตัว “ข้าไม่อยากยุ่งเรื่องบ้าๆ พวกนี้อีกแล้ว ข้าไม่ได้เป็นผู้ตรวจการ ไม่ใช่แม่ทัพ พวกเจ้าตัดสินกันเอง อย่ามาให้ข้าเห็นละกัน ใจจะได้ไม่เจ็บ”
“ขอส่งเสด็จท่านอ๋อง!”
กลุ่มขุนนางเฒ่าทั้งหลายพากันยิ้มอย่างยินดี ขณะมองหลินอี้เดินแกว่งตัวออกไปจากห้องโถง
หลังจากนั้น ทุกคนจึงนั่งหารือกันต่ออีกครั้ง ตัดสินลงโทษจางเหมี่ยนที่วางแผนรบพลาด ปรับเงินเดือนสามเดือน แล้วให้กลับไปทำหน้าที่คุมกองเรือที่เกาะฟางเหนี่ยวเช่นเดิม
เป่าไคว่ก็ขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ามือปราบ ขอไปเกาะฟางเหนี่ยวกับจางเหมี่ยนเพื่อไตร่ตรองตนเอง
สถานการณ์ราชสำนักยังไม่แน่ชัด เหอจี้เซียงจึงไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ได้รับมอบหมายให้คุมทหารเวยซั่วโดยตรง แม้ราชสำนักไม่ให้ตำแหน่งทางการ กรมปกครองก็ให้ไม่ได้ ทุกคนก็แค่เรียกเขาว่า “ท่านเหอ”
เสิ่นชูกลายเป็นรองแม่ทัพของเหอจี้เซียง
ซานฉีอยากให้เฉินซินลั่วกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยอารักขาในจวนอ๋อง แต่คนที่มีสิทธิ์แต่งตั้งทุกอย่างในจวนอ๋องคือหงอิ๋ง ยามนี้เขาไม่อยู่ ซานฉีจึงแต่งตั้งเฉินซินลั่วเป็นหัวหน้ามือปราบแห่งที่ว่าการเมืองแทน
หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ซานเหอกลายเป็นเขตก่อสร้างขนาดใหญ่ สร้างบ้านกันทั่วทุกหัวระแหง
แรงงานทั้งหลายมีเงิน ต่างก็อยากสร้างบ้านใหม่ โดยเฉพาะผู้อพยพที่เคยไปเป็นแรงงานที่เมืองต้าซี พอมีเงินแล้วก็ทนอยู่กระท่อมเก่าๆ ไม่ได้อีก
แต่เดิมราคาปูนซีเมนต์ค่อนข้างถูก อย่างไรก็ตามหลังจากที่การปล้นรอบใหญ่เกิดขึ้น ปูนขาว ตะปู หิน ล้วนขึ้นราคาหมด
แม้แต่จูหรงที่แต่เดิมไม่คิดจะขายหมู ยังถือโอกาสขึ้นราคาหมูตามกระแส
คนมีเงินเยอะขึ้น ใครบ้านไหนไม่มีอาหารเนื้อสัตว์บ้าง?
เมืองไป๋อวิ๋นผลิตหมูไม่ทันกับความต้องการ
ไม่ขึ้นราคาก็เหมือนดูถูกความเหนื่อยของตัวเองแล้ว!
เพราะหมูหลายตัวต้องนำเข้าจากเมืองทางใต้อย่างหนานโจว
แต่ไม่นาน เมืองไป๋อวิ๋นก็เกิดปัญหา มีคนใช้เนื้อหมูป่า เนื้อกวาง ปลอมเป็นเนื้อหมูขาย
เรื่องหลอกลวงแบบนี้ ใครจะทนได้!
มีคนฟ้องร้องถึงกรมปกครอง
เรื่องแบบนี้ซานฉีก็ไม่เคยเจอ
เพราะที่เมืองอันคัง เนื้อกวางกับหมูป่าแพงมาก กลับเป็นหมูบ้านที่ถูกที่สุด
แต่ในซานเหอกลับกันโดยสิ้นเชิง หมูบ้านแพงที่สุด หลายคนกินเพราะมีมัน ช่วยให้มีกำลัง
สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือก ต้องสั่งปรับเงินร้านขายเนื้อไปสองสามร้าน
แต่หลังฉากก็แอบกระซิบว่า “ถ้ามีเนื้อกวางก็ส่งมาให้ข้าเถอะ ข้าน่ะรู้คุณค่าของมัน!”
ยิ่งผู้อพยพมากขึ้น สัตว์ป่าในภูเขาก็ยิ่งลดน้อยลง แม้แต่ผู้ตรวจการระดับสูงจะอยากกินเนื้อกวางยังยากเย็น
ต้องรอจนพวกชาวป่าหรือชาวบ้านบนเขาเข้าเมือง จึงจะมีโอกาสซื้อได้สักตัว
หลินอี้ไม่ได้พบหงอิ๋งมานาน ได้ยินจากเป่าไคว่ว่าเขาออกตามล่าถังเซี่ยที่เป็นยอดฝีมือระดับเก้า ทำให้รู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย
หลายครั้งอยากจะขอร้องเหวินเจาอี๋ แต่เหวินเจาอี๋ก็ไม่เคยให้โอกาสเขาพูดเลย
“เจ้าว่าอาจารย์ของเจ้า จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ท่านอ๋อง ท่านวางใจเถิด อาจารย์ข้าฝีมือสูงส่ง”
ถานซีจื่อยิ้มประจบ “กลับเป็นถังเซี่ยเสียอีก คงจะเสียดายที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ขาไว้สี่ข้าง!
หากอาจารย์ข้าไล่ทัน ต้องถลกหนังมันออกแน่นอน!”
อาจารย์เขาน่ะเป็นถึงระดับ ต้าจงซือ! (มหาปรมาจารย์!)
“แล้วเย่ชิวล่ะ?”
หลินอี้ถลึงตาใส่ถานซีจื่อ ไม่ให้เขาโม้ต่อ “เหมือนจะหายไปเลย”
“ท่านอ๋อง ข้าไม่ทราบเหมือนกัน”
ถานซีจื่อกล่าว “แต่เด็กคนนี้ใช้กระบี่เก่งมาก เหวินเจาอี๋ยังบอกว่า ในบรรดายอดฝีมือระดับเก้าทั่วแผ่นดิน เขาคือที่หนึ่ง เว้นแต่มหาปรมาจารย์ ไม่เช่นนั้นไม่มีใครรั้งเขาไว้ได้”
“ถ้ามันตายไปก็ดี”
หลินอี้ยกถ้วยชาขึ้นช้าๆ “อย่างน้อยก็ไม่ต้องให้ข้าเห็นแล้วรำคาญใจอีก”
……….