- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 116 - พลังชี้ขาด
116 - พลังชี้ขาด
116 - พลังชี้ขาด
116 - พลังชี้ขาด
หงอิ๋งกล่าว “ท่านอ๋อง ช่วงที่ผ่านมาอยู่กลางทะเลไม่ได้กินดีอยู่ดี ท่านดูผอมลงนะพ่ะย่ะค่ะ”
หลินอี้มองเขาด้วยสายตาเอือมระอา “เจ้าหยุดพูดโกหกแบบลืมตาได้ไหม? ข้าอ้วนขนาดไหนแล้วเนี่ย? แบบนี้ยังไม่เรียกว่าอ้วนอีกหรือ?”
บางครั้ง พอฟังความจริงก็เจ็บใจ แต่พอฟังคำโกหกบ่อยๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องดี
เป็นมนุษย์ ใครๆ ก็หลงตัวเองได้ทั้งนั้น
หงอิ๋งกลับพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านอ๋อง กระหม่อมพูดตามจริงเลยนะ ท่านผอมลงจริงๆ
หากแค่อยากออกไปเดินเล่น ทำไมไม่รออีกสักวันสองวันก่อน?
เพิ่งฝนตกใหม่ๆ ทางขึ้นเขาลื่นเดินลำบาก เหนื่อยล้าพ่ะย่ะค่ะ”
หลินอี้กล่าว “ทางไม่ดี ก็ต้องลำบากใช่ไหมล่ะ?”
เขากินอะไรก็ได้ ยกเว้นกินความลำบาก
ไม่งั้นชาติก่อนคงได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง(เป่ยต้า) หรือไม่ก็ชิงหัวไปแล้ว!
แม้แต่ชาตินี้ ถึงจะเป็นท่านอ๋องที่ไร้คนโปรดปราน แต่เวลาออกนอกวังก็ยังมีคนคอยเปิดทางให้เสมอ
ถ้านอนได้ แล้วจะลุกขึ้นมายืนให้เหนื่อยทำไมกัน?
หงอิ๋งรีบเสนอ “ถ้าอย่างนั้น ไปตกปลาดีกว่าไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
หลินอี้ส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ข้ายังไม่หายจากอาการผิวไหม้แดดเลย”
ใบหน้าขาวเนียนของเขา หลังจากอยู่กลางทะเลหลายวัน กลับคล้ำลงไม่น้อย
ยังไงเสีย ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้บ้าง จะให้หน้าดำไม่มีทางเจอผู้คนได้หรือไง
ในเมื่อขึ้นเขาไม่ได้ ตกปลาก็ไม่อยาก งั้นก็อุ้มกาน้ำชาเอนหลังใต้เถาวัลย์องุ่น หยิบองุ่นสดๆ ขึ้นมากินทีละลูก ไม่ล้างด้วยซ้ำ เอาเข้าปากเคี้ยวเลย
พอกินเสร็จก็ถุยเปลือกองุ่นเล่น
แต่น่าเสียดาย เขาไม่มีพรสวรรค์แบบอาไต้ ถุยไปไกลไม่ได้
หลินอี้นึกสงสัยขึ้นมา...เรียนวรยุทธ์แล้ว ถ่ายปัสสาวะจะไปไกลกว่าเดิมไหมนะ?
ด้านหนึ่ง เหวินเจาอี๋กำลังฝึกให้เด็กหญิงตัวน้อยอายุต่ำกว่าสองขวบฝึกยืนม้า(คือการนั่งย่อขาแล้วยื่นสองมือไปข้างหน้า) เด็กน้อยน้ำตาคลออย่างน่าสงสาร แต่นางกลับไม่มีทีท่าจะใจอ่อนแม้แต่น้อย
หลินอี้ดูแล้วก็ไม่อาจทนมองต่อได้ หันไปพูดกับหมิงเยว่ว่า “พาเด็กออกไปเล่นหน่อยเถอะ ตอนเด็กไม่เล่น โตแล้วจะไม่มีโอกาส เป็นแค่เด็ก จะไปคาดหวังอะไรมากมาย”
เมื่อหมิงเยว่อุ้มเด็กออกไป เหวินเจาอี๋ก็นั่งลงข้างหลินอี้ จิบชาหนึ่งคำก่อนพูด “วัยหนุ่มสาวไม่ขยัน แล้วโตไปจะกลายเป็นแบบเจ้าใช่ไหม?”
หลินอี้หัวเราะ “จะเกี่ยวกับข้าด้วยทำไม เอะอะก็โยนมาที่ข้า”
เหวินเจาอี๋กล่าว “ศิษย์น้องของข้าหันไปสนับสนุนหยงอ๋อง เจ้าไม่กังวลเลยหรือ?
หยงอ๋องเป็นคนเด็ดขาด หากได้ขึ้นครองราชย์จริงๆ คงไม่เห็นแก่พี่น้องหรอก
ตอนนั้น ตำแหน่งอ๋องของเจ้า อาจไม่มั่นคงก็ได้”
หลินอี้ตอบ “คนที่ควรกังวลน่าจะเป็นไท่จื่อกับพี่น้องคนอื่นของข้าไม่ใช่หรือ?”
เป็นถึงฮ่องเต้ยังไม่ร้อนใจ แต่พวกขันทีกลับกระวนกระวายแทน
เหวินเจาอี๋กล่าว “เจ้าช่างใจกล้าจริงๆ”
หลินอี้ถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านก็เคยพูดไม่ใช่หรือว่า พ่อข้าอยากล้มวัดจี้จ้าวแทบเป็นบ้า?
แต่พอวัดจี้จ้าวหนุนหยงอ๋องโต้งๆ แบบนี้ เขาไม่กลัวจะล่วงละเมิดหวงห้ามหรือไง?
แถมอยู่ดีๆ ทำตัวเด่นเกินไปแบบนี้ ไม่ว่าพ่อข้าหรือพี่น้องคนอื่น จะรุมเขาเล่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?”
เหวินเจาอี๋กล่าวเย็นชา “นี่แหละคือวิธีของวัดจี้จ้าว แสดงจุดยืนของตนต่อชาวหล้าให้ชัดเจน
เมื่อวัดจี้จ้าวประกาศจุดยืนแล้ว คนที่เคยลังเลก็จะเริ่มตัดสินใจได้
เจ้าคิดหรือไม่ว่า ผู้สนับสนุนหยงอ๋องจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ?”
หลินอี้ล้างมือเปื้อนน้ำองุ่นด้วยน้ำชา ถูไปมาแล้วพูดต่อ “แต่แบบนี้ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ? พ่อข้ายังไม่ตายเลยนะ”
ฉีเผิงซึ่งเงียบมานานพลันเอ่ยขึ้นช้าๆ “หยงอ๋องเสียเมืองหยงไปแล้ว
แม่ทัพเม่ยจิ้งจือแม้จะร่วมทัพกับหยงอ๋อง แต่ในใจก็ไม่แน่นแฟ้น
ไม่อย่างนั้น เฉาต้าถงจะหาช่องโจมตีได้อย่างไร?
หากครั้งนี้หยงอ๋องเสียหงโจวอีก เกรงว่าจะไม่มีที่ยืนในแผ่นดินอีกต่อไป
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่เลวร้ายไปกว่าตอนนี้แล้ว”
“ก็จริง” หลินอี้แค่นเสียง “วัดจี้จ้าวเก่งถึงขนาดนั้นเชียวหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็เทแรงหน่อย ปั้นมหาปรมาจารย์หรือระดับเก้า มาสักสิบยี่สิบคนก็จบแล้ว ไม่ต้องฝึกทหารให้เหนื่อย ยังต้องเลี้ยงดูอีก เปลืองเปล่าๆ”
“เจ้าคิดว่าปรมาจารย์เป็นผักกาดหรือ?”
เหวินเจาอี๋กัดฟันแน่น เห็นหลินอี้ยิ่งพูดยิ่งน่าหงุดหงิด “ข้าเคยพูดแล้วว่า ทั่วหล้านี้ ปรมาจารย์มีอยู่ไม่กี่คน!
ระดับเก้าก็ไม่เกินยี่สิบคน!
แต่วัดจี้จ้าวกลับมีถึงสองปรมาจารย์...จิ้งอี๋กับจิ้งกวาน
นอกจากนี้ยังมีระดับเก้าอีกสี่คน
พวกนางอาจไม่มีปัญญาแย่งบัลลังก์ แต่มีพลังพอจะตัดสินว่าใครควรได้บัลลังก์”
หลินอี้เริ่มเข้าใจแล้วเลาๆ
วัดจี้จ้าวไม่มีทหาร แต่มียอดฝีมือ แม้จะไม่ได้ครองแผ่นดินได้เอง แต่เป็นพลังพิเศษที่สามารถทำลายสมดุลระหว่างฝ่าย
ใช้เป็นกองกำลังพิเศษทำภารกิจเฉพาะเช่นลอบสังหาร
“ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหนนี่นา?”
ตอนนี้หลินอี้เอาแต่คิดว่า ปืนใหญ่และปืนไฟที่ไม่ระเบิดในลำกล้องจะพัฒนาเสร็จเมื่อไร!
“เจ้ามันเด็กโง่ไร้ปัญญา!”
เหวินเจาอี๋สะบัดแขนเสื้อจากไปทันที
ตอนนี้ เหลือเพียงหงอิ๋งกับฉีเผิงอยู่ข้างๆ หลินอี้
หลินอี้ไม่เข้าใจนัก “ปรมาจารย์มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ฉีเผิงมองหน้าหงอิ๋ง แต่ไม่พูดอะไร
หงอิ๋งยิ้ม “ท่านอ๋อง หากปรมาจารย์พบเจอท่าน ก็คงจะ นาถัวเปี้ยนไป๋ (หมอบกราบทันที)”
เมื่อกล่าววลีนี้ออกมา เขาดูภูมิใจยิ่งนัก!
เพราะวลีที่ใช้บ่อยที่สุดในนิยายของท่านอ๋อง นอกจาก “น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้” ก็คือ “นาถัวเปี้ยนไป๋”
เห็นได้ชัดว่าท่านอ๋องชอบวลีนี้แค่ไหน!
“ไม่เลว!”
หลินอี้ตบมือ “ถึงตอนนั้น ข้าจะให้พวกนางสัมผัสให้เต็มอิ่ม ว่าอะไรคือ พลังชอบธรรมอันยิ่งใหญ่!”
หงอิ๋งนิ่งไปครู่หนึ่ง กล้าถามขึ้น “ท่านอ๋อง พลังชอบธรรมอันยิ่งใหญ่นี่คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน และในนิยายของท่านอ๋องก็ไม่มี
“อธิบายยากมาก”
หลินอี้พูดจริงจัง “เป็นพลังที่ใหญ่ยิ่งและแข็งแกร่งเลิศล้ำ หากบ่มเพาะด้วยความตรงและไม่กระทบผู้อื่น มันจะแผ่ไปทั่วฟ้าดิน”
พูดได้แค่ครึ่งเดียว เขาก็จำไม่ได้แล้ว
เห็นหงอิ๋งมีแววตากระหายใคร่รู้ เขาก็แต่งต่อทันที “ฟ้าดินมีพลังชอบธรรม หล่อหลอมรูปธรรมต่างๆ
ด้านล่างกลายเป็นแม่น้ำและภูผา ด้านบนกลายเป็นตะวันและดวงดาว
สรุปแล้ว...มันสุดยอดมาก! แค่มีมัน ก็สามารถพูดแล้วกลายเป็นกฎหมาย ขับไล่สิ่งชั่วร้าย รักษาความถูกต้อง!”
เขานึกถึง เล่าไซ้จื้อ (โปเยโปโล) ขึ้นมา
น่าเสียดาย ตอนนี้ไม่มีเวลาจะเขียน ไม่เช่นนั้นคงจะลงมือแน่
“ขับไล่สิ่งชั่วร้าย?”
หงอิ๋งตาโต ถามอย่างระวัง “ท่านอ๋อง ท่านหมายถึงกระบี่พิชิตอสูรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“กระบี่พิชิตอสูร?”
หลินอี้มองเขาอย่างเวทนา...เจ้านี่อ่านนิยายจนสมองเพี้ยนไปแล้ว!
ที่เขาเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นความผิดของหลินอี้เอง จะโทษใครก็ไม่ได้
หลินอี้ได้แต่ตอบไปแบบผ่านๆ “ก็...ประมาณนั้นแหละ”
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หงอิ๋งแสดงความยินดีอย่างเต็มที่
หลินอี้อยากถามว่า “เข้าใจอะไรของเจ้าวะ?”
แต่ก็พูดไม่ออก
ปล่อยให้เขาอยู่ในโลกของตัวเองก็แล้วกัน
อย่างน้อย ก็เป็นคนที่น่าสงสารคนหนึ่ง
และที่สำคัญ คือเป็นคนของเขาที่อยู่เคียงข้างมาตั้งแต่เล็กนั่นเอง...
…………..