- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 103 - ข่าวสาร
103 - ข่าวสาร
103 - ข่าวสาร
103 - ข่าวสาร
แน่นอน หากเจ้าเคยเรียนหมัดมาสองสามท่า ก็ลองดูได้ว่าจะวิ่งได้เร็วกว่าหรือดาบของพวกชุดดำจะไวกว่า
อย่างไรเสีย คนที่ถูกลากตัวไปใช้แรงงานพร้อมบาดแผล ก็ไม่ได้มีแค่เจ้า
ในใต้หล้า มีสักกี่คนที่ทนรับการรุมตีจากผู้ฝึกยุทธระดับสาม สี่ ห้าได้?
กล่าวโดยรวม ไม่ว่าเจ้าจะระดับไหน ถ้ามาทำกร่างในซานเหอหรือเมืองไป๋อวิ๋น สุดท้ายล้วนไม่มีจุดจบที่ดีทั้งนั้น
ทำเอายอดฝีมือทั้งหลายถึงกับหมดสภาพ
ถูกชาวบ้านธรรมดาชี้หน้าด่า ด่ากลับก็ไม่ได้ จะลงมือก็ยิ่งไม่ได้ อึดอัดจนแทบกระอัก!
ไม่สามารถสะสางแค้นได้อย่างที่ใจต้องการเลย!
ที่อึดอัดที่สุดก็คือพวกที่เคยชินกับอาชีพที่ไม่ต้องลงทุน พอได้เงินง่ายก็ใช้เงินเก่ง
วันๆ ก็รู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ พอมาถึงเมืองไป๋อวิ๋น ยิ่งรู้สึกว่าขัดสนกว่าเดิม
เงินหมดก็ต้องสอดแนมพวกตระกูลใหญ่ หวังจะไปเยี่ยมเยือนตอนกลางคืน
แต่น่าเสียดาย ช่วงนี้ปราบหนัก มีกฎห้ามออกจากบ้านยามวิกาล!
กลางคืนแทบจะออกจากประตูไม่ได้เลย!
ได้แต่นั่งแกร่วอยู่ในโรงเตี๊ยม
จนแทบต้องลงถนนขอทาน
ไม่เคยคิดเลยว่าจะตกต่ำถึงเพียงนี้
มองดูเมืองไป๋อวิ๋นที่สงบเรียบร้อย
หลินอี้ย่อมพอใจยิ่งนัก
ยิ่งกว่านั้น ในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองงานสร้างถนนของเปี้ยนจิงก็ได้แรงงานฟรีมาอีกนับร้อย ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ ใช้งานได้ดีกว่าชาวบ้านธรรมดาหลายเท่า
หลินอี้เห็นกับตาว่าคนคนหนึ่งสามารถแบกของหนักสามสี่ร้อยจิน หรือฟันต้นไม้ใหญ่เท่ารอบเอวให้ล้มลงได้ด้วยดาบเดียว
ช่างเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับงานสร้างสะพานและถนน!
ซานฉีกล่าวว่า “ตั้งตนใหญ่โต ใช้อำนาจรังแกคน สร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัว ใช้พลังฝ่าฝืนกฎหมาย ควรถูกประหาร แต่ท่านอ๋องเพียงส่งพวกเขาไปใช้แรงงาน ถือว่าทรงมีเมตตายิ่งนัก!”
หลินอี้หัวเราะกล่าว “แม้จะกร่างไปสักหน่อย แต่ยังไม่ถึงตาย อย่าทำลายสมดุลของสวรรค์เลยจะดีกว่า”
ซานฉีกล่าว “ท่านอ๋องชาญฉลาดยิ่ง”
หลินอี้เดินออกจากกรมปกครอง พอดีเจอเจียงโฉวที่ยืนถือกระบี่อยู่หน้าประตู
ผู้นี้มาที่นี่พร้อมซานอิน
เพราะนิ่งเงียบ ไม่ค่อยพูด หลินอี้จึงไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับเขา
“แดดเปรี้ยงๆ แบบนี้ ไม่ร้อนหรือ?” หลินอี้ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เรียนท่านอ๋อง กระหม่อมร้อนอยู่นิดหน่อย แดดจ้าเช่นนี้ ใครจะไม่ร้อน?”
พอยิ้มออกมา รอยแผลบนหน้าเจียงโฉวก็บิดเบี้ยวจนดูน่ากลัวยิ่ง
“อย่างนั้นเหตุใดจึงไม่หลบแดด กลับมายืนตากอยู่กลางแจ้ง?” หลินอี้ถามอีก
เจียงโฉวค้อมมือกล่าว “กระหม่อมรอพี่ซานอินกลับมา”
หลินอี้กล่าว “อย่างนั้นเจ้าก็รอไปเถอะ”
เขาเองยังไม่รู้เลยว่าซานอินไปไหน ราวกับหายตัวไปในอากาศ
แต่เขาก็ไม่อยากถามให้ยุ่งยาก
ไม่อยู่ก็แปลว่าเขาไม่ต้องปวดหัวเพิ่ม
เมื่อถนนที่เชื่อมเมืองไป๋อวิ๋นกับเยว่โจวสร้างไปถึงครึ่งทาง ข่าวใหญ่ก็ส่งมาถึงหลินอี้
กองทัพหนึ่งหมื่นของฉีตันบุกยึดเมืองหยงโจว (ฉีตันหรือคีตานก็คือเผ่าเซียนเปยในภาคเหนือของจีน ในยุคราชวงศ์เหนือใต้ได้สถาปนาราชวงศ์เหลียวขึ้นที่ภาคเหนือ)
เจ้าเมืองหยงโจว จ้าวจ้าน ถูกกองทัพฉีตันล้อมฆ่าจนตายแม้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ
“บัดซบ ฉีตันนี่มันเหี้ยมขนาดนั้นหรือ? จ้าวจ้านแม้จะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ก็เป็นนักรบผู้กล้าหาญนะ”
หลินอี้หันไปมองฉีเผิง
ข่าวของฉีเผิงมักจะเร็วกว่าข่าวจากน้องสาวของเขาอยู่วันสองวันเสมอ
ฉีเผิงค้อมมือกล่าว “แม่ทัพเฉินเหยาแห่งกองทัพประจำด่านเหนือ ยืนดูเฉยๆ ไม่ยื่นมือช่วย”
“แล้วหยงอ๋องอยู่ที่ใด?” ซานฉีมีแววดีใจวูบผ่านใบหน้า แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนเป็นโศกเศร้า
ฉีเผิงมองหลินอี้ เห็นเขาไม่กล่าว จึงตอบแทนว่า “หยงอ๋องยังอยู่ที่หงโจว ทูลขอกลับไปปราบกบฏ แต่ฝ่าบาทไม่ทรงอนุญาต กลับทรงแต่งตั้งหยางฉางชุน ผู้ไม่เคยพ่าย ให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพประจำหยงโจว ยกทัพหนึ่งแสนเข้าสู่สมรภูมิ”
“หยางฉางชุน?”
ซานฉีขมวดคิ้วแน่น
หลินอี้หัวเราะกล่าว “เป็นใครหรือ?”
ซานฉีค้อมตัวกล่าว “ท่านอ๋องอาจไม่เคยได้ยินนามผู้นี้ เขาคือผู้สอบผ่านจิ้นซื่อ เป็นบัณฑิต ไม่รู้วิทยายุทธ
ในรัชศกเต๋อหลงปีที่สิบ รับราชการเป็นเสนาบดีฝ่ายกิจการ ทัพฉีตันบุกสิบครั้งก็พ่ายสิบครั้ง
ภายหลังผิดใจกับจ้าวจ้าน ขอถอนตัวด้วยเหตุอ้างป่วย
ฝ่าบาททรงกริ้ว สั่งปลดลงเป็นสามัญชน แล้วควบคุมตัวไว้รอพิจารณาโทษ
ไม่คาดคิดว่าจะกลับมาอีกครั้งในตอนนี้”
หลินอี้ถามอย่างสงสัย “เก่งขนาดนั้นเลยหรือ?”
ซานฉีกล่าว “เกรงว่าคงมีเพียงจูกว๋อกงแห่งตระกูลมารดาของท่านอ๋องเท่านั้น ที่จะเทียบได้”
ฉีเผิงกล่าว “เขาสนิทสนมกับหยงอ๋อง”
หลินอี้ถอนใจกล่าว “นี่แหละคือสิ่งที่ข้าต้องยอมรับในตัวพี่ชายคนนี้ เขาสามารถฝืนศักดิ์ศรีเข้าหาคนได้ทุกประเภท แต่ครั้งนี้เจ้าสูญเสียหยงโจวไป เจ้าจะไม่คลั่งหรือ?”
ซานฉีกล่าว “ท่านอ๋อง ตราบใดที่หยางฉางชุนเข้าบัญชาการกองทัพ หยงโจวย่อมรอดพ้นจากหายนะ”
หลินอี้ลุกขึ้นบิดขี้เกียจกล่าว “อย่ายกย่องเกินไป ไม่มีแม่ทัพผู้ใดที่ไม่เคยพ่ายแพ้หรอก”
เขาทนฟังข่าวดีของพี่สามคนนี้ไม่ไหวจริงๆ
ในใจเขา แอบหวังให้เจ้านั่นยิ่งตกต่ำยิ่งดี
เขาเห็นด้วยกับคำของไท่อ๋อง ใครขึ้นครองบัลลังก์ก็ได้ ขอเพียงอย่าให้เป็นหลินเสิ่นหลง (เทพมังกรแซ่หลิน)
คนผู้นั้นนิสัยเหมือนฮ่องเต้บิดาของเขา ไม่เห็นหัวใครเลย
ดีที่บิดาแม้ดุร้าย แต่ก็ยังไม่ฆ่าลูกตนเอง
สามวันต่อมา จดหมายขององค์หญิงหลินหนิงมาถึง
หวังชิงปังดูเพียงแวบเดียวแล้วกล่าว “ท่านอ๋อง เป็นเรื่องของหยงโจวแน่นอน”
หลินอี้หัวเราะกล่าว “ตอบไปเถอะ บอกนางว่า เรื่องทางราชสำนักต่อไปไม่ต้องส่งข่าวมาแล้ว เรื่องที่ควรรู้ ข้าย่อมรู้เอง”
หวังชิงปังพยักหน้า แล้วลงมือเขียนตอบด้วยตนเอง
ความจริง เขาสามารถมอบหมายให้ศิษย์ของเขา ฟางปิน ทำแทนได้
แต่ท่านอ๋องไว้ใจเขา ไม่ได้ไว้ใจศิษย์ของเขา
เรื่องบางอย่าง ยังต้องจัดการด้วยตัวเอง
ซุนอี้เดินเข้ามา ค้อมตัวกล่าว “ท่านอ๋อง ท่านจางมาถึงแล้ว”
หลินอี้ถาม “ท่านจางคนไหน?”
ซุนอี้ตอบ “จางเหมี่ยนครับ”
หลินอี้กล่าว “เจ้าคนเฒ่านั่น ให้เขาเข้ามาเถอะ”
“พะยะค่ะ”
ซุนอี้เดินถึงธรณีประตู แต่เดินขากะเผลกจนหลินอี้สังเกตได้
“หยุดก่อน...”
หลินอี้เรียกไว้
“ท่านอ๋อง มีอะไรจะรับสั่งอีกหรือ?”
“ขาเจ้าทำไมเป็นแบบนั้น?”
“กระหม่อมพลั้งล้มเอง...”
ซุนอี้พูดพลางแอบเหลือบมองหงอิ๋งที่ยืนนิ่งไม่แสดงสีหน้า
จะให้เขาบอกท่านอ๋องตรงๆ ว่าขาตนโดนท่านผู้ดูแลหงซัดหรือ?
ก็เพราะปล่อยให้คนฟันต้นลิ้นจี่หน้าจวนได้!
ถ้าพูดออกไป ตนคงไม่ตายดี
ท่านผู้ดูแลหงยังเห็นแก่หน้าท่านอ๋องบ้าง
จวนอ๋องจะมาคนหายไปอย่างลึกลับไม่ได้ เดี๋ยวท่านอ๋องสงสัย
แต่ก็กลัวว่าอาจจะเจ็บปางตายเสียก่อน!
หลินอี้กล่าวอย่างเบื่อหน่าย “ครั้งหน้าจะเดินให้ดี อย่าทำตัวเงอะงะนัก”
พอซุนอี้ออกไป เขาก็พึมพำต่อ “พักนี้คนลื่นล้มบ่อยนักหรือ? ฝนตกถนนลื่น?”
จากเสิ่นชูถึงเป่าไคว่ รวมทั้งเจ้าสองตัวบ๊องนั่น ไม่มีใครเดินเป็นปกติ
แม้แต่หมิงเยว่ แม้เดินปกติ แต่ก็ไม่ได้ใส่กระโปรงบางมาหลายวันแล้ว
“กระหม่อมขอคำนับท่านอ๋อง ขอให้ท่านอ๋องทรงพระเจริญ!”
จางเหมี่ยนคุกเข่าต่อหน้าหลินอี้ สีหน้าเหมือนไม่เหลือความหวังในชีวิต
“ท่านจาง ไม่ได้เจอกันนานแล้ว”
หลินอี้ยิ้มอย่างยินดี “เชิญนั่งเถอะ คนกันเอง ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบคุณท่านอ๋อง” จางเหมี่ยนลุกขึ้นทันที คว้าถ้วยชามากรอกน้ำชารวดเดียวหลายอึก
หลินอี้กล่าว “ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีเลย ท่านได้เป็นผู้บัญชาการกองเรือ นั่นขุนนางระดับสี่เชียวนะ”
จางเหมี่ยนฝืนยิ้ม “ท่านอ๋องล้อข้าเล่นแล้ว”
ใครอยากทำตำแหน่งสี่ระดับนั่นกัน!
เดิมตำแหน่งของเขาคือผู้บัญชาการทหารเฝ้าประตูเมืองใต้ของอันคัง ถึงจะเป็นนายทหารระดับเจ็ด แต่ก็ทรงอำนาจมาก!
แม้แต่ขุนนางชั้นสูงยังต้องยิ้มรับเขา
ครั้นต้องจากครอบครัวมาอยู่เดียวดาย
เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าทำผิดอะไร ถึงได้ตกต่ำเช่นนี้!
……………