- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 43 - หัวเราะเหนือแผ่นดิน
43 - หัวเราะเหนือแผ่นดิน
43 - หัวเราะเหนือแผ่นดิน
43 - หัวเราะเหนือแผ่นดิน
“เสียงหัวเราะเดียวก้องทะเลกว้าง คลื่นสองฝั่งซัดเข้าหากันไม่ขาดสาย
ลอยล่องตามกระแสน้ำ จดจำเพียงวันวานนี้
ฟ้าครามหัวเราะ โลกาภิวัตน์วุ่นวาย
ใครแพ้ใครชนะ สวรรค์รู้ดี
หัวเราะเหนือแผ่นดิน ม่านฝนเลือนลาง
คลื่นซัดชะล้างโลกมนุษย์และหญิงงามทั้งหลาย....... อารมณ์กล้าหาญยังหลงเหลือเพียงแสงอาทิตย์ยามเย็นหนึ่งเสี้ยว.....”
หลินอี้ตกปลาขึ้นมาได้ปลากะพงลายสองตัวติดๆ กัน อารมณ์ก็ดีตาม
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดลงบนผืนน้ำ ครึ่งหนึ่งเป็นสีมรกต อีกครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงฉานจนเขาทนไม่ไหวจึงร้องเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง
หมิงเยว่ จื่อเซี่ยและคนอื่นๆ ชินกันหมดแล้ว จึงไม่มีสีหน้าอะไร
แต่เปี้ยนจิง เฉินเต๋อเซิ่ง และเหอจี้เซียงกลับแสดงออกถึงความเลื่อมใสอย่างยิ่ง
เฉินเต๋อเซิ่งกล่าวว่า “บทเพลงของท่านอ๋อง แม้คำจะเรียบง่าย แต่กลับมีนัยลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ไม่เบา
‘ใครแพ้ใครชนะ สวรรค์รู้ดี’
“ดี ดี ดี!”
ถึงขั้นเอ่ยคำว่า ‘ดี’ ซ้ำติดกันหลายรอบด้วยความตื่นเต้น
“แค่เพลงเท่านั้น จะอะไรนักหนา”
หลินอี้กลัวเขาเส้นเลือดในสมองแตก เลยรีบเบรก “เจ้าคัดคนจากหน่วยองครักษ์ของข้ามาบ้าง แล้วก็จ้างชาวบ้านที่ซื่อๆ เพิ่มอีกหน่อย
เจ้าดูแลทั้งหมดทีเดียวไปเลย ลองคิดดูว่าจะจัดระเบียบเมืองไป๋อวิ๋นที่ยุ่งเหยิงนี้อย่างไรดี
พวกข่มเหงรังแก ทำร้ายคน ไม่มีใครกลัวกฎหมาย มันจะอะไรกันนักหนา
ข้ายังหวังว่าสักวันจะเดินเล่นบนถนนได้อย่างปลอดภัยคนเดียวเสียที”
เมืองไป๋อวิ๋นมีคนไม่มาก สักสามหมื่นก็ถือว่าดีแล้ว
แต่แค่ไม่กี่วัน หลินอี้ก็ได้ยินคดีฆาตกรรมถึงสามคดี หนักสุดคือทั้งบ้านเจ็ดคนตายหมด แม้แต่ทารกยังไม่เว้น
ตอนนั้นหลินอี้โกรธจนนอนไม่หลับทั้งคืน สั่งให้บรรดาองครักษ์ออกตามล่าคนร้าย
ส่วนเรื่องตีกัน ทะเลาะกัน ไม่ต้องพูดถึง มีทุกวัน
อย่างไรก็ต้องมี ‘ระเบียบ’ ในซานเหอแห่งนี้ และในเมืองไป๋อวิ๋นแห่งนี้
และต้องเป็น ‘ระเบียบของหลินอี้’ ด้วย!
ตั้งแต่ย้ายผู้พลัดถิ่นและเด็กกำพร้ามาอยู่ เฉินเต๋อเซิ่งก็จัดการได้อย่างคล่องแคล่ว หลินอี้จึงวางใจให้ดูแลเรื่องนี้
เฉินเต๋อเซิ่งโค้งมือทำหน้าเคร่ง “โจรชั่วกล้าบุกรุก สังหารเพื่อแย่งทรัพย์.....”
“รู้แล้วว่าเจ้ามีวิชา ขอแค่พูดให้ข้าเข้าใจเถอะ”
หลินอี้รีบขัดทันที
เฉินเต๋อเซิ่งชะงักกลางประโยค ได้แต่หัวเราะแห้ง “ยามกลางคืนควรมีคนเฝ้ายาม ถืออาวุธรับมือต่อโจรผู้ร้าย ถือเป็นหน้าที่อันควร.....”
พอเห็นสีหน้าหลินอี้ก็หน้าเสียไปต่อไม่ไหวอีก
ตั้งแต่มาอยู่ซานเหอกับท่านอ๋อง พวกเขาที่เป็นบัณฑิตศึกษาสูง ก็เริ่มไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว!
หลินอี้ค้อนใส่ “พูดต่อไปเถอะ อย่ามัวอ้อมค้อมนัก”
เฉินเต๋อเซิ่งจึงกล่าวอย่างระมัดระวัง “หน้าที่ตามกฎหมายในการจับโจรและคนร้าย เป็นของท่านเสนาบดีเซี่ย
ถ้าเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงเบื้องบน เกรงว่าอาจมีปัญหา”
หลินอี้ฮึดฮัด “พูดตรงๆ ว่าข้าไม่มีสิทธิก็พอ จะพูดอ้อมโลกทำไม”
เฉินเต๋อเซิ่งยิ้มแห้ง “ท่านอ๋องหลักแหลม”
หลินอี้กล่าว “ตำแหน่งอ๋อง ข้าควรมีองครักษ์สักสองถึงสามพันคนไม่ใช่หรือ?”
เฉินเต๋อเซิ่งพยักหน้า “แน่นอน”
หลินอี้ยิ้ม “พี่ชายสามของข้า ยังมีทหารหนึ่งแสน ข้านี่แค่ไหนกัน?
เพื่อความปลอดภัยของข้า จะเพิ่มองครักษ์บ้าง ดูแลความสงบของเมืองไป๋อวิ๋น มันผิดตรงไหน?”
อีกอย่าง เขาก็อับจนปานนี้แล้ว ฮ่องเต้จะมาเอาผิดอะไรอีก?
เฉินเต๋อเซิ่งยิ้ม “กระหม่อมเข้าใจแล้ว”
หลินอี้ตบบ่าเขา “ท่านเฉิน ข้าได้ยินว่าตอนท่านยังเป็นรองจิ้นซือ เคยกล้าโจมตีถึงเหอจิ่นเลยนี่นา เคยพูดอะไรนะ? ‘เป็นขุนนาง เมื่อรู้แล้วไม่พูด ก็สมควรตาย หากพูดแล้วกระทบผู้ใหญ่ ก็ยิ่งควรตาย’
แล้วไง พอยิ่งแก่กลับยิ่งขี้ขลาดหรือ?”
เฉินเต๋อเซิ่งยิ้มแห้ง “ถ้าไม่เช่นนั้น กระหม่อมจะตกต่ำมาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
หลินอี้ยิ้ม “กลับไปร่างข้อบังคับให้ข้าดู แล้วไปติดประกาศด้วย ซานเหอนี้ต้องมีระเบียบ!”
สำหรับคนที่ผ่านยุคแห่งอารยธรรมสมัยใหม่อย่างเขา ภาวะยุ่งเหยิงแบบนี้มันทนไม่ได้
หากไม่ปรับเปลี่ยน ต่อให้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างจากการทนทุกข์
“ขอน้อมส่งท่านอ๋อง.....”
เฉินเต๋อเซิ่งน้ำตาไหลพราก มองเงาหลังหลินอี้ที่ค่อยๆ เดินจากไป
หลินอี้เดินมือไขว่หลัง ฮัมเพลงไปพลาง ขณะเดินผ่านตรอกสองสาย อยู่ๆ ลั่วหานก็เข้ามาหา “ท่านอ๋อง โปรดดูทางนี้”
หลินอี้มองตามนิ้วของลั่วหาน เห็นชายร่างยักษ์คนหนึ่งยืนโบกมืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“ชื่ออะไรนะ?”
ชายคนนั้นใส่หนังเสือทั้งตัว จำง่าย แต่ชั่วขณะก็นึกไม่ออก
ลั่วหานกล่าว “ชื่อฉินหู่ โจรที่เคยมาดักปล้นพวกเรา”
หลินอี้พยักหน้า เดินไปใต้ต้นไม้ มองเห็นหญิงชราและเด็กหญิงอายุราวสิบเอ็ดสิบสองนั่งอยู่บนก้อนหิน สีหน้าเปื้อนฝุ่นจนมองไม่เห็นเค้าเดิม แต่ดวงตากลับสดใสอย่างน่าทึ่ง
“ท่านอ๋อง.....”
ฉินหู่ยิ้ม “ข้ามาหาท่านแล้ว”
“คนพวกนี้คือ?” หลินอี้ชี้ไปที่หญิงชราและเด็กหญิง
ฉินหู่ว่า “นั่นแม่ข้า ส่วนนั่นน้องสาวข้า”
หลินอี้ถาม “เจ้ามาหาข้าทำไม?”
ฉินหู่หน้าเศร้า “ท่านอ๋องไม่รู้ดอก ตั้งแต่พวกท่านจากไป เขาเกอลั่วซานก็หาเรื่องข้าแทบทุกวัน ประกาศจับข้าด้วยรางวัลตั้งร้อยตำลึง!
ทางหนานโจวข้าอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เลยมาพึ่งท่านนี่แหละ!”
“เฮ้อ” หลินอี้หันไปบอกลั่วหาน “จัดที่พักให้พวกเขาที”
ถ้าไม่ใช่เพราะหญิงชราและเด็กสาวคู่นี้ เขาคงไม่ยุ่งด้วยแน่
ลั่วหานว่า “ท่านอ๋อง รับคนแบบนี้ไว้ ไม่เหมาะมั้งขอรับ?”
หลินอี้ว่า “อย่าพูดมาก”
ลั่วหานจำต้องรับคำอย่างขัดใจ
ฉินหู่ดีใจ “ขอบคุณท่านอ๋อง!”
แล้วหันไปบอกแม่ “เห็นไหมแม่ ลูกชายแม่นี่เก่งจริงๆ ไปที่ไหนก็มีข้าวกิน!”
หลินอี้ถึงกับกระตุกมุมปาก เดินหนีทันที
กลับถึงกองบัญชาการ เพิ่งจะได้จิบชาสักถ้วย ฉินหู่ก็วิ่งมาอีก
“ท่านอ๋อง ถ้ามีอะไรให้ข้าทำ บอกมาได้เลย!”
ฉินหู่หัวเราะลั่น “ข้าฉินหู่ที่หนานโจวก็เป็นตัวเป้งเลยนะ!”
“เหอะ!”
หลินอี้ไม่คิดจะสนใจเขา
“ท่านอ๋อง อย่าดูแคลนข้านะ!”
ฉินหู่ชี้ลั่วหานแล้วตะโกน “ฝีมือข้าท่านก็เห็นแล้ว คนทั่วไปไม่มีใครเล่นงานข้าได้ง่ายๆ หรอก!”
ลั่วหานโกรธจัด กระโดดออกมา “เจ้าโจรชั่ว! ถ้ามั่นใจนัก มาสู้กันอีกสามร้อยกระบวนท่าเลย!”
ฉินหู่ว่า “มาเลย! ใครกลัวใครกัน!”
แต่พอดึงดาบออกจากเอว ดาบก็หลุดมือดัง “เพล้ง!” ร่างของเขาก็ถูกเหวี่ยงออกไปนอกห้อง กระแทกก้นลงพื้นร้องโอดโอยลั่น
ซ่งเฉิงคำรามด้วยความโกรธ “หยาบคาย! กล้ายกอาวุธต่อหน้าท่านอ๋อง!”
“แล้วเจ้ากล้าทำร้ายข้าต่อหน้าท่านอ๋องเช่นกันไม่ใช่หรือ!”
ฉินหู่กุมท้อง สีหน้าไม่ยอมแพ้
“พอได้แล้ว ข้าปวดหัว”
หลินอี้มองฉินหู่ “เจ้าว่าตนเก่ง อย่างนั้นก็ไปทำงานให้ข้าหน่อย”
ฉินหู่ว่า “ท่านอ๋องมีงานก็ว่ามา ข้าฉินหู่คนนี้รักษาคำพูด!”
หลินอี้ยิ้ม “เอาไปให้เสิ่นชูอบรมนิสัย บางทีอาจจะปั้นขึ้นมาเป็นมังกรทะเลจริงๆ ก็ได้”
(หมายถึงปั้นขึ้นมาเป็นโจรสลัด)
ยังไม่ทันที่ฉินหู่จะเข้าใจ ซ่งเฉิงก็ผลักเขาออกจากห้องไปแล้ว
……………