- หน้าแรก
- ทำไงได้ ก็ข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้นี่หว่า
- 29 - ท่านอ๋องกับความกรุณาเวทนา
29 - ท่านอ๋องกับความกรุณาเวทนา
29 - ท่านอ๋องกับความกรุณาเวทนา
29 - ท่านอ๋องกับความกรุณาเวทนา
ตลอดทางจนถึงจวนผู้ว่าราชการ พอหลินอี้ก้าวลงจากรถม้า ก็เห็นผู้คนจำนวนมากคุกเข่าแน่นขนัดอยู่ด้านหน้า
มีเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนอยู่ได้ คือผู้ว่าราชการหลิวไป๋เซียน
ตำแหน่งผู้ว่าราชการแต่กลับเป็นขุนนางขั้นสี่
หลินอี้รู้สึกว่านี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
“กระหม่อมขอคำนับท่านอ๋อง”
หลิวไป๋เซียนถวายคำนับแล้วกล่าวว่า “การที่ท่านอ๋องเสด็จมาถึงเมืองชิงหยวน ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ของที่นี่
ท่านอ๋อง เชิญพะย่ะค่ะ”
หลินอี้ยังไม่ได้เอ่ยปาก อย่างไรก็เป็นอ๋อง จะให้เดินทางมาอย่างไร้ความสง่าไม่ได้
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูจวนผู้ว่า เห็นห่วงประตูที่แขวนอยู่บนบานประตูใหญ่ ก็อดสงสัยไม่ได้จึงเอื้อมมือเคาะลงบนบานประตู “กึงๆ” แล้วหันไปถามหลิวไป๋เซียนว่า
“เจ้าห่วงนี่ทำจากอะไร”
หลิวไป๋เซียนถึงกับนิ่งค้าง
ก่อนหน้าที่ท่านอ๋องจะมา เขาคิดไว้สารพัด
ท่านอ๋องอาจจะพูดคุยเกี่ยวกับสภาพประชาชนท้องถิ่น
เขาจึงเตรียมหนังสือบันทึกภูมิศาสตร์ท้องถิ่นไว้พร้อม
อาจจะพูดคุยเรื่องกวี ดนตรี ภาพวาด และสตรีงาม
เขาจึงเชิญบรรดานักปราชญ์ด้านกวีนิพนธ์และศิลปะของเมืองชิงหยวนมารอไว้ก่อนแล้ว
อาจจะถามถึงภัยพิบัติจากพายุใหญ่ในครานี้
เขาก็รวบรวมข้อมูลเรื่องพายุเอาไว้เสร็จสรรพ
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่ท่านอ๋องสนใจกลับกลายเป็น...ห่วงประตูหน้าจวนผู้ว่า
ในชั่วขณะนั้น เขาแทบไม่รู้จะตอบเช่นไรดี
“ท่านอ๋อง สิ่งนี้คือห่วงประตูทำจากดีบุกพะย่ะค่ะ”
หม่าจวี้รีบออกมายืนข้างหน้าและตอบอย่างฉับไว
“เจ้าเป็นใคร ข้าถามเจ้าหรือ”
หลินอี้แค่นเสียงตวาดดังลั่น
“...”
หม่าจวี้ถึงกับอ้าปากค้าง
ตอนกลางวันข้าเพิ่งไปต้อนรับเจ้าที่หน้าประตูเมืองไม่ใช่หรือ
เจ้าตาบอดหรืออย่างไรกัน
หรือว่าความจำเสื่อม
หลิวไป๋เซียนรีบประสานมือคำนับกล่าวว่า “ทูลท่านอ๋อง เขาคือที่ปรึกษาประจำจวนผู้ว่าราชการ หากล่วงเกินท่านอ๋อง ขอท่านอ๋องทรงโปรดยกโทษ”
หลินอี้โบกมือกล่าวว่า “ข้านั้นใจกว้าง มักไม่ถือสากับคนต่ำต้อยนัก”
ใบหน้าของหม่าจวี้แดงจัดไปทั้งแถบ
เขาเป็นถึงผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองชิงหยวน
กลับถูกประจานต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ ช่างน่าขายหน้าเสียจริง
หลินอี้อดคิดไม่ได้ว่าเจ้านี่คงฝึกวิชาควบคุมสีหน้าแน่ๆ ถึงแม้จะทำหน้าเหมือนทุกข์ตรม แต่ด้วยกล้ามเนื้อใบหน้ากลับดูเหมือนยิ้ม
ไม่ไกลนัก เจียงอี้ที่นำทหารรักษาการณ์ดูแลความเรียบร้อย เห็นภาพนี้เข้าก็ยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไปถึงหู
เจ้าเต่าเฒ่า
ในที่สุดก็ถึงคราวเจ้าต้องเจ็บตัวบ้าง
หลินอี้เดินทอดน่องเข้าลานไป เงยหน้ามองกำแพงบังตาขนาดใหญ่ตรงหน้า แล้วจึงเดินตามหลิวไป๋เซียนเลี้ยวไปยังโถงหลักของจวนผู้ว่า
เขานั่งลงบนที่นั่งประธานโดยไม่เกรงใจอันใด หลังนั่งเรียบร้อยก็กอดถ้วยชาช้าๆ หาวยาวไม่หยุด
“ฤดูใบไม้ผลิง่วง ฤดูใบไม้ร่วงเหนื่อย ฤดูร้อนซึม ฤดูหนาวหลับไม่พอ จริงเสียไม่มีผิด”
“ท่านอ๋องกล่าวได้เฉียบคมนัก” หลิวไป๋เซียนเอ่ยชมทันที
แต่พอพูดจบ กลับเห็นหลินอี้ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว พอมองไป ก็เห็นเขายกมือพยุงศีรษะหลับอยู่บนเก้าอี้ไปแล้ว
ลมหายใจของเขาถูกกลั้นจนแน่นอก ชีพจรเต้นรัว
นี่มันกดขี่กันชัดๆ!
นี่ถือว่าเขาไม่มีตัวตนเลยหรือ
หงอิ๋งจึงประสานมือหันไปหาหลิวไป๋เซียน กล่าวเสียงเบาว่า “ท่านหลิว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล เหน็ดเหนื่อยก็ไม่แปลกนัก”
“เกรงใจๆ ข้าจะไปจัดเตรียมที่พักให้ท่านอ๋องเดี๋ยวนี้”
หลิวไป๋เซียนคำนับก่อนจะถอยออกจากโถงใหญ่
เช้าวันถัดมา หลินอี้ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
หลังล้างหน้าแปรงฟัน เขาก็รับถ้วยชาจากหงอิ๋งตามความเคยชิน จิบเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เทพเจ้าที่บ้านเรานั่น หายหัวไปไหนแล้ว”
เหวินจ้าวอี้ตั้งแต่มาถึงยังไม่เคยย่างกรายเข้าประตูจวนชิงอ๋อง แม้แต่จวนผู้ว่าก็ไม่ยอมเข้า
หงอิ๋งกล่าวว่า “กระหม่อมไม่ทราบพะย่ะค่ะ”
“ก็ใช่ นางล่องหนได้ ใครจะหาเจอ อย่างไรก็ไม่หายไปไหนหรอก ปล่อยให้นางเป็นฝ่ายมาหาพวกเราก็แล้วกัน”
หลินอี้กินขนมไปสองคำ แล้วถามขึ้นอีกว่า “พวกผู้อพยพนอกเมือง ไม่ได้ก่อความวุ่นวายใช่ไหม”
หงอิ๋งกล่าวว่า “ท่านผู้ว่าหลิวได้ออกประกาศแล้ว สำหรับผู้ประสบภัยที่ยินดีจะอยู่ต่อ ทางการจะจัดหาที่อยู่อาศัยให้ จึงมีผู้คนไม่น้อยที่เลือกจะไม่เดินทางไกลอีก”
หลินอี้กล่าวอย่างยินดีว่า “ดีมาก นับว่าเป็นเรื่องดีจริงๆ”
ในใจเขาชื่นใจนัก อย่างน้อยก็ไม่ต้องแบกภาระมากเกินไปอีกแล้ว
สำคัญที่สุดคือ ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย
หงอิ๋งกล่าวว่า “กระหม่อมจะร่วมมือกับท่านผู้ว่าจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”
ตอนเที่ยง หลิวไป๋เซียนจัดเลี้ยงต้อนรับ
เหล่าขุนนางหกแผนก และบรรดาผู้มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยวนราวสี่ห้าสิบคนต่างมาร่วมโต๊ะ
หลินอี้นั่งอยู่บนที่ประธาน กวาดตามองรอบวงแล้วหัวเราะพลางกล่าว “แล้วชิงอ๋องอาของข้าล่ะ เหตุใดถึงไม่มาด้วย ไม่ได้พบกันเพียงวันเดียวแต่กลับรู้สึกเหมือนห่างกันสามฤดู”
ผู้ว่าหลิวกล่าวว่า “ท่านชิงอ๋องไม่สบายเล็กน้อย วันนี้จึงมาไม่ได้พะย่ะค่ะ”
หลินอี้ถึงกับลุกพรวดขึ้น “อะไรนะ ท่านอาไม่สบายหรือ ไม่ไหว ข้าต้องไปดูอาการท่านอา เด็กๆ เตรียมรถม้า ข้าจะไปจวนชิงอ๋อง!”
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงใย” กลางวงโต๊ะ มีบุรุษวัยกลางคนหน้าตาองอาจลุกขึ้นคุกเข่าต่อหน้าหลินอี้ “ท่านพ่อทานยาแล้ว ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วงพะย่ะค่ะ”
หลิวไป๋เซียนแนะนำว่า “นี่คือทายาทของท่านชิงอ๋อง...หลินชุน”
“ที่แท้คืออ๋องน้อย เจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ”
หลินอี้ยิ้มกล่าว “พวกเราก็เหมือนพี่น้องกัน จะต้องเกรงใจกันไปใย”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
เห็นว่าหลินอี้ไม่มีท่าทีว่าจะไปจวนชิงอ๋องต่อ หลินชุนถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก่อนมาร่วมงานเลี้ยง บิดาของเขากำชับนักหนาว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่ให้องค์ชายคนนี้เหยียบเข้าจวนอ๋องอีก
ต่อให้ไม่มีโรคก็จะถูกขู่จนล้มป่วยได้
หากให้ท่านอ๋องไปถึงจวนได้จริงๆ ก็ถือว่าเขาบกพร่องในหน้าที่ ท่านพ่อเขาคงไม่มีทางปล่อยไว้แน่
“ท่านอ๋องเสด็จมาถึงเมืองชิงหยวน ถือเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้”
หลิวไป๋เซียนรีบยกจอกสุราขึ้นเป็นคนแรก
แต่หลังจากสุราผ่านไปสามรอบ เขาก็เริ่มรู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงกับคำพูดของตนเอง
ท่านอ๋องผู้นี้…เมาหรืออย่างไร
ถึงกับเริ่มตำหนิวิพากษ์การเมืองอย่างเปิดเผย!
และยิ่งฟังยิ่งทำให้ขนลุกซู่
“องครักษ์เงาใช้อำนาจรังแกชาวบ้าน คดีความที่เจียงจงตัดสินผิดพลาดยังน้อยไปหรือไร ก่อนออกจากเมืองหลวงไม่นาน ท่านหม่าเต๋อเฟิงถึงกับสิ้นชีพในคุก!”
หลินอี้เอ่ยด้วยท่าทีเวทนา เหมือนเป็นผู้กรุณาเวทนาต่อความทุกข์ของประชาชน
แม้หม่าเต๋อเฟิง อดีตขุนนางกรมพิธีการจะสมควรตายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ขัดกับเจตนาของเขาในการใช้เรื่องนี้เพื่อประณามเจียงจง
ด่าหนหนึ่งก็ด่า ด่าหลายหนก็ไม่เสียอะไร
แต่กับคนที่อยู่ข้างล่างนั่นต่างหากที่ไม่เหมือนกัน
พวกเขายังไม่มีคุณสมบัติจะพูดเรื่องนี้ได้
องครักษ์เงาอาจจะไม่กล้ายุ่งซานเหออ๋อง แต่กับพวกเขานั้น ต่อให้ไม่ได้ร่วมวงสนทนา ก็อาจโดนหางเลขได้เช่นกัน
หากองครักษ์เงาคิดจะระบายอารมณ์ลงกับพวกเขา…นั่นน่ากลัวกว่าฝันร้าย
ตอนนี้สีหน้าของทุกคนที่นั่งอยู่ใต้โต๊ะล้วนซีดเผือดไปหมด
ถึงกับอยากย้อนเวลากลับไป ไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้เลย
ท่านอ๋องมาเมืองนี้น่ะเป็นเรื่องของผู้ว่าหลิว มีอะไรเกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วยเล่า ไยต้องมาหาเรื่องใส่ตัว
และตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมชิงอ๋องถึงไม่ยอมมาร่วมงาน
ขิงอย่างไรก็ต้องแก่ถึงจะแรงจริง
“ดูสีหน้าที่โกรธเคืองแทบลุกเป็นไฟของทุกท่านแล้ว”
หลินอี้กล่าวเนิบๆ “ดูท่าพวกท่านคงอยากจะกินเนื้อ ถองเลือด กระทั่งทุบกระดูกเจียงจงแล้วสินะ...”
“ท่านอ๋อง...” หลิวไป๋เซียนในที่สุดก็ตั้งสติได้ รีบพูดแทรกทันที “ท่านอ๋อง วันนี้ขอพูดคุยเรื่องรื่นรมย์เพียงอย่างเดียวเถิด”
ถ้าปล่อยให้ท่านอ๋องพูดต่อไป เขาไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“พูดถึงเรื่องรื่นรมย์หรือ”
หลินอี้ยิ้มภาคภูมิ “เรื่องนี้ข้าเชี่ยวชาญนัก เอาเป็นว่า...บุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเจ้าชู้อันดับหนึ่งในราชสำนักเรานั้น ก็คือท่านอัครมหาเสนาบดี...”
“ท่านอ๋อง ดื่มกันดีกว่า! กระหม่อมขอคารวะท่านอีกจอก!”
หลิวไป๋เซียนแทบหลั่งน้ำตาออกมา
อัครมหาเสนาบดีฉีหยงคือนายเก่าของเขานี่นา!
…………..