เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 เจตนาร้าย

บทที่ 3 เจตนาร้าย

บทที่ 3 เจตนาร้าย


ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!

เสียงกริ่งประตูดังอย่างเร่งร้อน ราวกับเสียงเร่งรัดของยมทูต

ไป๋เย่รู้สึกกระวนกระวาย สับสน ไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร

“ใครอยู่ข้างนอก”

ครอบครัว เพื่อน เจ้าหนี้ เขายังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับใครทั้งนั้น

เขายังไม่เข้าใจโลกนี้ดีพอ และไม่ต้องการพบเจอคนที่รู้จักเจ้าของร่างเก่าก่อนเวลาอันควร ที่สำคัญคือ เขาไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างนี้เลย กลัวว่าจะพลาดหลุดพิรุธจนถูกจับได้

ทำไมคนอื่นข้ามมิติมาแล้วมีความทรงจำติดตัวมาด้วย แต่เขากลับไม่มีเลย

นี่เป็นเพราะหลักจริยธรรมเสื่อมทราม หรือเป็นความผิดพลาดของยายเมิ่งกันแน่

แต่ช่างเถอะ...

สิ่งที่สำคัญคือ เขาจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไร

แกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้าน

ไม่...

นั่นไม่ใช่สไตล์ของเขา

ไป๋เย่สูดหายใจลึก ตั้งสติ ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูและเปิดออก

เขามองออกไปและเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตู ปลายนิ้วยังค้างอยู่บนกริ่งประตู

เมื่อเห็นไป๋เย่ ชายหนุ่มคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความฉงน ราวกับพบสิ่งที่ไม่ปกติบางอย่าง

“...เข้ามาสิ” ไป๋เย่เอ่ยเสียงเรียบ แม้ภายในใจจะรู้สึกกังวลอย่างประหลาด แต่ภายนอกกลับแสดงออกอย่างสุขุมเยือกเย็น

เขากลับไปนั่งลงบนโซฟา ทำท่าไม่ใส่ใจนัก แต่หางตาก็คอยจับสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของชายหนุ่ม

ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นได้เพียงสองก้าวก็หยุดชะงัก

เขาขมวดคิ้ว สูดจมูกเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นถูบริเวณระหว่างจมูกกับริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว

เห็นได้ชัดว่าเขาได้กลิ่นเหม็นภายในห้อง

“แค่กๆ”

เขาไอเบาๆ สองครั้ง ก่อนจะถอยหลังไปยืนชิดประตู แล้วเอ่ยขึ้นเสียงดัง

“รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจัดทรงผมซะ เราจะต้องออกเดินทางแล้ว”

“ออกเดินทาง”

ไป๋เย่ขมวดคิ้ว “ไปไหน”

“มหาวิทยาลัย”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงจริงจัง “ไป๋เย่ งานอื่นๆ นายจะปฏิเสธหรือยกเลิกก็ได้ แต่การบรรยายที่มหาวิทยาลัยครั้งนี้ นายเป็นคนตกลงไว้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ถึงแม้ว่าจะเกิดเรื่องมากมายหลังจากนั้น แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยยกเลิกคำเชิญ”

“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่ในฐานะศิษย์เก่าที่ได้รับโอกาส มหาวิทยาลัยจัดให้มีการบรรยาย นายจำเป็นต้องเข้าร่วม ถ้าไม่ไป นายก็จบสิ้นแล้ว ไม่มีโอกาสกอบกู้ชื่อเสียงอีกต่อไป”

ชายหนุ่มกล่าวเตือนอย่างจริงจัง “ในฐานะศิลปิน ไม่ว่านายจะหัวแข็ง หยิ่งยโส หรือก้าวร้าวเพียงใด นายก็ยังสามารถอธิบายสิ่งที่ทำในเชิงศิลปะได้ แต่สิ่งที่สังคมไม่มีวันยอมรับ คือศิลปินที่ไม่เคารพครูบาอาจารย์”

“ปฏิเสธคำเชิญของมหาวิทยาลัย มันจะกลายเป็นปัญหาทางศีลธรรมและจริยธรรมในทันที”

ชายหนุ่มเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ศิลปะอาจถูกตั้งคำถามได้ แต่จริยธรรมของนายต้องไม่มีตำหนิ มีพรสวรรค์แต่ไร้คุณธรรม ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นสิ่งที่ถูกสังคมรังเกียจที่สุด”

“โอ้…”

ไป๋เย่พึมพำกับตัวเอง

ผ่านไปครึ่งปีแล้วสินะ

เจ้าของร่างนี้จมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวังมาแล้วครึ่งปี หมายความว่า…สถานการณ์ของเขาไม่ดีเอาเสียเลย

ผลงานขายไม่ออก คงไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้วล่ะสิ จากอัจฉริยะที่เคยเป็นที่ต้องการของทุกคน กลายเป็นคนที่ไม่มีใครเหลียวแล ชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์กลับต้องเผชิญกับความเงียบเหงาและความโดดเดี่ยว

จากจุดสูงสุดตกลงสู่จุดต่ำสุด ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็รับมือได้ง่ายๆ

ไป๋เย่ส่ายศีรษะเล็กน้อย ขณะที่ครุ่นคิด เขาก็ถูกชายหนุ่มเร่งให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงก้าวเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง

ที่นั่นเป็นห้องนอน มีเตียงและตู้เสื้อผ้า

เขาเปิดตู้ ค้นหาเสื้อผ้าที่เหมาะสม และเลือกชุดสูทเรียบร้อยมาเปลี่ยนตัวเอง ก่อนจะใช้มือเปียกน้ำจัดแต่งผมลวกๆ ให้ดูเป็นทรง

เมื่อเดินกลับมาสู่ห้องรับแขกอีกครั้ง ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

“ไปกันเถอะ”

ไป๋เย่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก้าวเดินออกไปอย่างไม่ลังเล

เขาไม่ใช่เด็กที่เพิ่งเผชิญโลก หากต้องเผชิญหน้ากับพายุใหญ่ เขาก็จะไม่ยอมถอย

หากยังไม่มีแผน ก็ไม่ต้องวางแผนแล้ว ลงมือไปเลย เขาอยากรู้ว่าโลกใบใหม่นี้ จะต้อนรับเขาด้วยความโหดร้ายขนาดไหน

เอ๊ะ

ชายหนุ่มที่ติดตามไป๋เย่หยุดชะงัก มองตามแผ่นหลังของเขา ในขณะที่แสงแดดส่องกระทบไป๋เย่ ทำให้ดูสูงส่งและมั่นคงราวกับขุนเขา

...นี่มันเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า

ชายหนุ่มขยี้ตาตัวเอง รู้สึกเหมือนกำลังเข้าใจผิดไปเอง

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้

ก่อนหน้านี้ ไป๋เย่ยังดูหมดอาลัยตายอยาก จิตใจตกต่ำ ความเศร้าโศกจับแน่นอยู่รอบตัวเขาเหมือนน้ำแข็งพันปีที่ไม่เคยละลาย

แต่วันนี้กลับดูเหมือนเป็นคนละคน แววตาสดใส สีหน้าเปิดกว้าง ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว

ท่าทีสงบนิ่ง ก้าวเดินหนักแน่น

ในที่สุดก็ก้าวออกจากเงามืดได้แล้วสินะ

ชายหนุ่มครุ่นคิดแล้วถอนหายใจเบาๆ นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรมาก เพียงเดินนำไป๋เย่ไปยังลานจอดรถ

รถยนต์สีเทาคันหนึ่งจอดรออยู่ข้างทาง ไป๋เย่ขึ้นนั่งเบาะหลัง ขณะที่ชายหนุ่มขับออกไปด้วยท่าทีคล่องแคล่ว

เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่ถนนสายหลัก ไป๋เย่จึงมีโอกาสทอดสายตามองวิวทิวทัศน์สองข้างทาง สองฟากถนนเรียงรายไปด้วยอาคารสมัยใหม่ ที่ออกแบบด้วยศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ สอดแทรกด้วยอาคารโบราณที่มีกำแพงสีขาวหลังคากระเบื้องสีดำ กระจายอยู่ท่ามกลางป่าคอนกรีต

ความลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมโบราณและสมัยใหม่ สร้างเสน่ห์ที่ไม่อาจอธิบายได้

ไป๋เย่มองดูด้วยความสนใจ ภายในใจเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโลกใบนี้

ตัวอักษรของที่นี่ดูคุ้นเคย คล้ายกับโลกเดิมของเขา บางทีทั้งสองโลกอาจมีต้นกำเนิดเดียวกัน เพียงแต่มีบางสิ่งที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบน จนกลายเป็นเส้นทางที่แตกต่างกันไป

นี่คือโลกคู่ขนานอย่างนั้นหรือ

ไป๋เย่ครุ่นคิด

หลังจากขับไปครึ่งชั่วโมง รถก็เริ่มชะลอความเร็วเมื่อเข้าสู่เขตชานเมือง

ข้างหน้าเป็นทิวเขาที่ดูสวยงาม และทะเลสาบใสสะอาด ข้างภูเขาและทะเลสาบเป็นกลุ่มอาคารที่ทอดยาวเป็นแนว

รถขับเข้าใกล้ประตูขนาดใหญ่ของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ข้างประตูมีหินก้อนใหญ่ สลักตัวอักษรที่ดูโฉบเฉี่ยวเปี่ยมไปด้วยศิลปะ

...สถาบันศิลปะ

ชื่อของมหาวิทยาลัยช่างเปี่ยมด้วยศิลปะ แม้ตัวอักษรที่ใช้จะดูหวัดจนอ่านยาก

แต่สิ่งที่ไป๋เย่มั่นใจคือ ที่นี่ต้องเป็นสถานศึกษาระดับสูงแน่นอน เพราะพื้นที่ของมหาวิทยาลัยนี้ กว้างขวางจนเกินกว่ามาตรฐานทั่วไป

เมื่อรถขับผ่านประตูสถาบัน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคืออาคารที่มีหลังคากระเบื้องสีดำทอดเป็นคลื่นเชื่อมต่อกัน ผนังไม้เนื้อแข็งสีแดงน้ำตาลตั้งตระหง่านท่ามกลางบึงบัวและต้นไม้เลื้อย ตัดกับสภาพแวดล้อมอันงดงามราวกับภาพวาด

เมื่อรถเคลื่อนลึกเข้าไปในบริเวณสถาบัน ภาพของสิ่งปลูกสร้างก็เริ่มเผยออกมาทีละน้อย

กำแพงอิฐสีคราม หลังคามุงกระเบื้องทับซ้อนเป็นชั้น อาคารที่ตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขา และที่อยู่อาศัยที่อยู่ติดกับสายน้ำ การออกแบบที่ให้ความรู้สึกถึงหมู่บ้านและท่าเรือในสไตล์โบราณ ทุกองค์ประกอบล้วนสร้างสรรค์ให้ที่นี่ดูราวกับเป็นสรวงสวรรค์ของศิลปิน

ไป๋เย่มองดูโดยไม่ละสายตา นี่คือมหาวิทยาลัยเก่าของเขาหรือ

น่าเสียดายที่เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมันเลย

ผ่านไปไม่กี่นาที รถจอดสนิทที่หน้าตึกแห่งหนึ่ง

ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ เปิดประตูลงจากรถ ก่อนจะนำทางไป๋เย่เดินเข้าไปในอาคาร

ภายในอาคารขนาดใหญ่ ผู้คนเดินขวักไขว่ ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต

ในขณะที่เดินผ่านฝูงชน ไป๋เย่ก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง อาจจะเป็นเพียงความคิดของเขาเอง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

นักศึกษาหลายคนเหลียวหลังกลับมามองเขา บางคนถึงกับจ้องเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อนและแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง

ไป๋เย่ก้าวเดินอย่างสงบ ไม่ได้ใส่ใจกับสายตาเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม เสียงกระซิบที่ลอยมากับสายลมกลับเข้าสู่โสตประสาทของเขา

“ว้าว หล่อมาก! ใครกัน เป็นนักศึกษาคณะไหนเหรอ”

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งดึงแขนเพื่อนสาวของเธอ พลางกระซิบด้วยความตื่นเต้น

เพื่อนของเธอมองไปที่ไป๋เย่ก่อนที่แววตาจะเปล่งประกาย

“หน้าตาดีมาก แต่ไม่คุ้นหน้าเลย น่าจะเป็นคนนอกมหาวิทยาลัยละมั้ง”

“หึ…”

ไม่ทันไร เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากนักศึกษาชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“หมอนี่นะเหรอ เขาคือไป๋เย่”

“ไป๋เย่ ใครกัน”

“เดี๋ยวนะ…ไป๋เย่เหรอ เขายังกล้ากลับมาอีกงั้นเหรอ”

“ฉันได้ยินมาว่าวันนี้เขามีบรรยายที่ห้องเลคเชอร์บนตึกนี้”

“จริงดิ เขายังมีหน้ามาพูดอะไรได้อีกเหรอ หรือจะมีใครว่างขนาดไปนั่งฟังเขาพูดเพ้อเจ้อ”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เต็มไปด้วยความดูถูกและตำหนิ ดังก้องไปทั่วทางเดิน

บางคนจงใจพูดเสียงดังจนไป๋เย่ไม่มีทางไม่ได้ยิน

แต่เขากลับยิ้มบางๆ อย่างไม่ยี่หระ ราวกับเสียงพวกนั้นเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน

เขาไม่ใช่คนที่พร้อมจะถูกกำราบได้ง่ายๆ และเด็กพวกนี้ก็ไม่ใช่อัจฉริยะผู้มีวาทศิลป์พอจะเอาชนะเขา

หากคิดจะใช้คำพูดบั่นทอนจิตใจเขาแล้วล่ะก็…ยังอ่อนหัดนัก!

จบบทที่ บทที่ 3 เจตนาร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว