- หน้าแรก
- วันสิ้นโลก: ขบวนรถไฟสู่รุ่งอรุณ
- บทที่ 32: สถานีในม่านหมอก
บทที่ 32: สถานีในม่านหมอก
บทที่ 32: สถานีในม่านหมอก
บทที่ 32: สถานีในม่านหมอก
รถไฟไร้ขีดจำกัด คำรามลั่นขณะทะยานผ่านภูเขา มุ่งหน้าสู่ปลายทางด้วยความเร็วสูง
ทว่าทัศนียภาพที่ควรจะเปิดโล่งตามความสูงของเส้นทาง กลับถูกบดบังด้วยม่านหมอกสีขาวหนาทึบที่ปกคลุมราวกับผ้าคลุมผืนใหญ่
ในห้องควบคุม เฉินซื่อเสวียนจ้องจอเรดาร์ตรงหน้าอย่างไม่คลาดสายตา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
“ทั้งหิมะ ทั้งหมอก... หนาแบบนี้มันผิดปกติชอบกล…”
“แต่มันก็เป็นโชคดีในอีกแง่หนึ่ง” หลินเซียนตอบเรียบ ๆ ดวงตายังคงจับจ้องม่านหมอกเบื้องหน้า “รถไฟขนาดนี้ ถ้าเข้าสู่เขตเมืองโดยไม่มีอะไรกำบังล่ะก็ ต้องกลายเป็นเป้าสายตาของผู้รอดชีวิตแน่ หมอกนี่แหละ... ช่วยประหยัดปัญหาเราไปเยอะ”
เฉินซื่อเสวียนหันไปมองยังตู้โดยสารหมายเลขสามด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ที่นั่น คิกิกำลังขะมักเขม้นปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ด้วยสีหน้าร่าเริง
“นายไว้ใจเธอหรือ?”
เมื่อเทียบกับสายสัมพันธ์ระหว่างหลินเซียนกับเฉินซื่อเสวียนแล้ว คิกิก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามากลางทาง
ทั้งคู่สัมผัสได้ถึงเปลือกบาง ๆ แห่งความไม่จริงใจที่เธอพยายามซ่อนไว้ และเฉินซื่อเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะระแวงทุกคำพูดของเธอ
สีหน้าของหลินเซียนยังคงสงบนิ่งยากคาดเดา ขณะตอบเสียงเรียบ
“เธอฉลาดพอจะรู้ว่ารถไฟขบวนนี้ไม่มีทางไปต่อได้ถ้าไม่มีผม ถ้าเธอไม่มีแผนการรอดชีวิตที่ดีกว่านี้ การร่วมมือกับพวกเรา... คือทางเลือกเดียวที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้”
ได้ยินดังนั้น เฉินซื่อเสวียนก็พยักหน้าเบา ๆ กำลังจะพูดบางอย่าง แต่แล้วหลินเซียนก็โน้มตัวคว้าร่างเธอเข้ามาในอ้อมแขน ประทับจูบบนริมฝีปากเธออย่างไม่ทันให้ตั้งตัว
ใบหน้าของเธอแดงซ่าน หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
“ทำ... ทำอะไรน่ะ?!” เธอถามเสียงสั่น เขินแต่ก็แฝงแววล้อเล่น
“คุณเฉิน…” หลินเซียนมองเธอด้วยแววตาชื่นชม “ขอบคุณสำหรับเมื่อคืน”
ถ้อยคำเพียงประโยคเดียว ทำให้ในใจของเฉินซื่อเสวียนเอ่อล้นด้วยความสุข แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ภายในกลับเต้นระรัวด้วยความปิติ
แม้ภายนอกเธอจะอ่อนโยน แต่ในใจกลับแข็งแกร่ง ไม่ยอมเป็นเพียงแค่ “ผู้หญิงสวย” ที่อยู่ข้างหลังใคร
ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม การได้รับการยอมรับจากหลินเซียนเช่นนี้ ทำให้เธอรู้สึก... มีค่าอย่างแท้จริง
“อย่ามาดูถูกกันนะ... ยังไงฉันก็เป็นอาจารย์ของเธออยู่ดีนั่นแหละ…”
น้ำเสียงเธอเจือความขี้เล่น แต่ทันทีที่พูดออกไปก็รู้สึกตัวว่าคำพูดมันช่างคลุมเครือ เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในตอนนี้
ใบหน้าเธอยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีกขั้น
หลินเซียนหัวเราะเบา ๆ “จริงสิ... เขาว่าครูเปรียบเสมือนผู้นำทางชีวิต ตอนนี้คุณก็กลายเป็นผู้นำทางของรถไฟขบวนนี้จริง ๆ แล้วล่ะ”
กึง กึง…
เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นขณะรถไฟแล่นผ่านจุดสับราง ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอความเร็ว มุ่งหน้าเข้าสู่สถานีที่ถูกกลืนโดยม่านหมอกหนาทึบ
ระดับการมองเห็นต่ำจนแทบไม่เห็นอะไรนอกจากรางตรงหน้าไม่กี่เมตร
เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพุ่งชนรถไฟขบวนอื่นที่อาจจอดอยู่ เฉินซื่อเสวียนจึงรีบดึงคันเบรกลงทันที
“ฉันต้องอยู่เฝ้ารถไฟใช่ไหม?”
หลินเซียนพยักหน้า “ใช่ ตอนนี้เรายังไม่มีระบบป้องกันมากพอ ผมจะอุ่นใจที่สุดถ้าคุณอยู่ที่นี่”
แม้จะเท่ากับลดจำนวนคนออกไปค้นหาเสบียงหนึ่งคน แต่เขาไม่อาจปล่อย รถไฟไร้ขีดจำกัด ให้ไร้คนเฝ้าได้ มันคือทุกสิ่งที่พวกเขามี
และในเมื่อเฉินซื่อเสวียนไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีอาวุธติดตัว เธอก็เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้ดูแลฐานเคลื่อนที่แห่งนี้
เฉินซื่อเสวียนพยักหน้ารับหนักแน่น “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่เปิดประตูให้ใครทั้งนั้น”
หลินเซียนมองเธออีกครั้ง พลางเสริม
“ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้คุณไปที่ห้องควบคุมหัวรถจักรไฟฟ้า แล้วสตาร์ทรถไฟ จำที่ผมสอนคุณไว้ใช่ไหม?”
พูดจบ เขาก็ยื่นรีโมตสีขาวเครื่องหนึ่งให้
“นี่คือเบรกฉุกเฉินของหัวรถจักร ใช้สำรองพลังงานเพื่อสตาร์ทหรือหยุดรถไฟในสถานการณ์วิกฤติได้”
“เอ๊ะ… นี่มัน…” เฉินซื่อเสวียนถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย
แม้จะไม่คาดคิดว่าจะได้ขับรถไฟเอง แต่การที่หลินเซียนไว้ใจขนาดนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด
เธอรับรีโมตนั้นไว้ด้วยมือมั่นคง ดวงตาจ้องมองเขาด้วยความแน่วแน่
“รับทราบ”
หลังจากมอบหมายหน้าที่ให้เฉินซื่อเสวียนเรียบร้อย หลินเซียนก็เหลือบมองเวลา สี่โมงห้าสิบเย็น เหลือเวลาอีกเพียงราวสองชั่วโมงก่อนตะวันจะตกดิน
เขาไม่รอช้า มุ่งหน้าตรงไปยังตู้โดยสารหมายเลขสามทันที
เวลานี้ คิกินั่งประจำอยู่บนมอเตอร์ไซค์เรียบร้อยแล้ว แว่นตานิรภัยที่หลินเซียนเตรียมไว้สวมอยู่บนใบหน้าเรียว ขาที่ยาวเรียวกับเอวที่บอบบางทำให้เธอดูนั่งคร่อมรถได้อย่างคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ
เสื้อครอปท็อปกับกางเกงขาสั้นที่เธอสวมอยู่ เผยเสน่ห์แบบสาวพังก์นักบิดได้อย่างเต็มที่ ชวนสะดุดตาอย่างห้ามไม่ได้
“รอนายคนเดียวแล้วนะ แต่เตือนไว้ก่อน น้ำมันในคันนี้มีนิดเดียวเองนะ” เธอบอกพร้อมกระตุกยิ้ม
หลินเซียนเหน็บมีดสั้นไว้ที่เข็มขัด จากนั้นจึงใช้พลังเปิดทางลาดท้ายตู้รถไฟ เขาเดินตรงไปที่มอเตอร์ไซค์ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบางของคิกิ
“หมอกหนาขนาดนี้ อย่าขี่เร็วเกินไป”
“โอ๊ย เลิกบ่นได้แล้ว!” คิกิปรายตาใส่เขาอย่างหยอกเย้าแล้วตบเบาะหลังเบา ๆ “ขึ้นมาสิ จะรออะไรอีก~”
หลินเซียนถอนหายใจ ก่อนจะขึ้นคร่อมเบาะหลัง ขณะลังเลว่าจะวางมือไว้ตรงไหน คิกิก็คว้ามือเขาไปวางที่เอวของตัวเองอย่างไม่ลังเล
“เมื่อวานยังขู่จะโยนฉันลงจากรถไฟอยู่เลย วันนี้กลับมาทำท่าเขินกับแค่กอดเอวงั้นเหรอ? หึ ตกลงจะเคร่งหรือจะขี้อายกันแน่!”
หลินเซียน: “…”
แม้อุณหภูมิภายนอกจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่คิกิก็ยังใส่เสื้อผ้าแบบเดิม เสื้อครอปกับกางเกงขาสั้น มีเพียงแจ็กเก็ตเบสบอลบาง ๆ ตัวเดียวที่ดูอุ่นกว่าส่วนอื่น
มือของหลินเซียนวางอยู่บนเอวเธอ สัมผัสถึงผิวเนียนละเอียดและความเย็นเฉียบของร่างกาย
เขาอดถามไม่ได้ “แต่งตัวแบบนี้ ไม่หนาวหรือไง?”
“นายคิดว่าฉันมีเสื้อผ้าอื่นให้ใส่หรือไงล่ะ?” เธอกลอกตา แล้วบิดกุญแจสตาร์ตรถ
เสียงเครื่องยนต์คำรามขึ้น เมื่อเข้าเกียร์และปลดเบรก มอเตอร์ไซค์ก็ทะยานออกไปในความมืด
ในขณะเดียวกัน เฉินซื่อเสวียนก็รีบกดปิดทางลาดท้าย เก็บแผงไฮดรอลิก และลดม่านบังแสงทั้งหมดลง พร้อมปิดไฟภายในรถไฟ รถไฟไร้ขีดจำกัดจึงจมหายไปในม่านหมอก ราวกับผีในรัตติกาล ไร้เงา ไร้เสียง
วู้มมม
ลำแสงจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์ฉีกผ่านม่านหมอกสีขาวหนาแน่น นำทางพวกเขาเข้าสู่ถนนที่มุ่งหน้าเข้าเมือง
ในความเงียบเย็นยะเยือก มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่แทรกออกมาเป็นระยะๆ เสียงนั้นเองกระตุ้นเสียงคำรามแหบพร่าจากเหล่าซากศพที่หลบซ่อนอยู่ในหมอก
สองข้างทางเต็มไปด้วยซากรถยนต์ที่ถูกทิ้งร้าง หลังคาแต่ละคันถูกโรยด้วยหิมะจาง ๆ ขยะและเศษซากกระจัดกระจายไปทั่วถนน
หลินเซียนขมวดคิ้ว สัมผัสถึงลมหนาวที่พัดผ่านร่าง และความกังวลในใจก็ยิ่งลึกขึ้น
ตู้โดยสารของรถไฟมีระบบทำความร้อนก็จริง แต่ก็เก่าจนไม่เคยถูกใช้งานมาหลายสิบปี หากจะซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดคงต้องใช้เวลาและทรัพยากรไม่น้อย แถมยังสิ้นเปลืองพลังงานระดับน่ากลัวอีกด้วย
การต่อสู้เมื่อคืนก็แทบจะรีดพลังเขาจนหมด หากไม่มีพลังสำรองจากหัวรถจักรไฟฟ้าฮ่วนซิง 7F เขาคงไม่รอดจากแมลงยักษ์ และไม่อาจขับรถไฟฝ่าระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรมาได้ ความหนาวครั้งนี้ รุนแรงกว่าที่เขาคาดไว้มากนัก
เบื้องหน้า คิกิยึดโทรศัพท์ติดไว้กับแฮนด์รถ หน้าจอแสดงแผนที่ที่เธอตั้งค่าไว้ล่วงหน้า แม้ระบบนำทางจะหยุดทำงานไปนานแล้ว แต่เธอกลับขี่ไปได้อย่างมั่นใจราวกับจำเส้นทางทั้งหมดได้
หลินเซียนอดถามไม่ได้ “เธอคุ้นกับที่นี่มากเลยนะ”
“เชอะ! ฉันน่ะมีเซนส์เรื่องทิศทางสุดยอดอยู่แล้ว เมืองนี้มีถนนอยู่ไม่กี่สายเอง จะซับซ้อนอะไรนักหนา? จับให้แน่นละกัน!”
เธอบิดคันเร่ง รถพุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง
ทว่า ขับไปได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร คิกิก็เหยียบเบรกกะทันหัน
กรี๊ดดดด!!
เสียงยางเสียดถนนก้องไปตามถนนที่ว่างเปล่า เสียงคำรามของเหล่าซอมบี้ยิ่งใกล้เข้ามาทุกที
“เกิดอะไรขึ้น?” หลินเซียนถามทันที
คิกิขมวดคิ้ว จ้องเขม็งไปยังม่านหมอกเบื้องหน้า
“มีบางอย่างอยู่ข้างหน้า…”