- หน้าแรก
- วันสิ้นโลก: ขบวนรถไฟสู่รุ่งอรุณ
- บทที่ 21: วันนี้ได้ขึ้นครู
บทที่ 21: วันนี้ได้ขึ้นครู
บทที่ 21: วันนี้ได้ขึ้นครู
บทที่ 21: วันนี้ได้ขึ้นครู
แสงข้างนอกดับวูบลงในพริบตา เฉินซื่อเสวียนคลานเข่าเข้าไปในห้องควบคุมทันที เธอเปิดไฟจากมือถือของหลินเซียน ตรวจเช็กระยะทางเดินรถอย่างเร็ว
จากนั้น เธอกลับไปที่มุมเดิม ดึงสมุดบันทึกออกมา มือสั่นเทา เขียนอย่างระวัง
"วันที่ 1 ออกจากเมืองเจียง เวลาเดินทาง 50 นาที ระยะทาง 54 กิโลเมตร ช่วงเวลากลางวัน 16:00 - 18:45"
ดวงตาเฉินซื่อเสวียนสั่นระริก ร่างทั้งร่างเหมือนจะพังอยู่แล้ว เธอพยายามไม่คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก ไม่คิดถึงหลินเซียน ไม่คิดถึงครอบครัวนั้น ไม่คิดถึงความมืด ไม่แม้แต่จะคิดถึง...ความตาย
ทันใดนั้น ประตูห้องควบคุมเปิดเอง แสงในโถงสว่างวาบ เฉินซื่อเสวียนสะดุ้งล้มลงกับพื้น
หลินเซียนพุ่งเข้ามาเต็มตัว เลือดอาบทั่วร่าง มีดสั้นอยู่ในมือ เธอแทบร้องไห้ รีบลุกขึ้นไปปิดและล็อกประตู ก่อนจะปิดประตูเล็กในห้องควบคุมเพื่อกันแสงรั่ว
“หลิน...หลิน คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?” เธอคุกเข่ามองเขา ตัวเต็มไปด้วยบาดแผล
“ผมยังไม่ตาย” เขาหยิบน้ำ เปิดแล้วดื่มครึ่งขวดรวดเดียว ถอนหายใจเฮือก
เฉินซื่อเสวียนคว้าผ้ามาจะเช็ดตัวให้ แต่หลินเซียนคว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“อะ...อะไรเหรอ?”
เธอมองเขา ดวงตาหลินเซียนเย็นเฉียบ น้ำเสียงกดต่ำเฉือนใจ
“ทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่เปิดประตูให้ครอบครัวนั่น?”
ความจริงคือ หลินเซียนแอบซ่อนอยู่บนเนินสักพัก เขารู้ว่าพวกโจรนั่นจะรีบไปก่อนฟ้ามืด ระหว่างนั้นเขาก็หามีดที่ตกไว้
เฉินซื่อเสวียนเงยหน้าสบตาเขา เห็นแววจริงจัง เธอกัดปาก ละสายตาไป พูดเบา ๆ
“ถ้าฉันเปิด...คุณก็คงโยนฉันออกไปด้วยใช่ไหม?”
“ใช่”
เฉินซื่อเสวียนหน้าหมองลงทันที พอได้ยินคำตอบตรงไปตรงมาของหลินเซียน แววตาเธอก็เหมือนถูกดูดพลังไปหมด ร่างเอนพิงกำแพงอย่างอ่อนแรง ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บ เธอหลับตาแน่น...น้ำตาไหลเงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงใดหลุดออกมา
หลินเซียนถอนหายใจเบา ๆ มองเธอร้องไห้ สุดท้ายเอ่ย
“คุณลังเลเพราะคุณยังมีเมตตา ผมเข้าใจดี”
“เราเป็นมนุษย์ ถ้ามองความทุกข์ของคนอื่นแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย เราก็ไม่ใช่มนุษย์”
คำพูดนั้นทำลายเกราะบางในใจเธอทันที เฉินซื่อเสวียนโผเข้าไปในอ้อมแขนเขา ไหล่เล็กสั่น เธอร้องไห้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ เหมือนเด็กที่สารภาพความผิดอย่างไม่อ้อมค้อม
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริง ๆ…”
หลินเซียนโอบร่างเธอไว้เบา ๆ พูดเสียงต่ำ
“ในพุทธมีคำสอนว่า ‘ก่อนจะช่วยใคร ให้ช่วยตัวเอง ก่อนช่วยตัวเอง ให้ช่วยใจ ถ้าฟ้าไม่ช่วย ก็ต้องช่วยตัวเอง’ คุณช่วยตัวเองไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางช่วยใครได้ ถ้าคุณเปิดประตู ทั้งสามคนนั่นก็ตาย...และคุณก็ตายด้วย คุณจะลากผมลงไปด้วย”
“ฉันรู้...” เธอสะอื้น ใบหน้าเปรอะน้ำตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “แต่เสียงเด็กร้อง...มันฟังเหมือนเด็กไม่กี่เดือนเอง…”
สัญชาตญาณความเป็นแม่พุ่งขึ้นมาในตัวเธอ จนเธอรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นปีศาจเย็นชา
หลินเซียนมองเธอโดยไม่แสดงอารมณ์ ก่อนถอนหายใจ
“ถ้าผมบอกว่าทุกอย่าง...มันเป็นเรื่องโกหกล่ะ?”
เฉินซื่อเสวียนชะงัก น้ำตายังริน เธอเงยหน้าช้า ๆ เสียงสั่น
“ว่า...ว่าไงนะ?”
แววตาหลินเซียนเฉียบขึ้น เขาอธิบาย
“เราจอดอยู่ใกล้สถานียูวซาน ต่อให้ไม่มีรถไฟ สถานีเองก็ปลอดภัยที่สุด แต่พอพวกนั้นจากไป ครอบครัวนั่นก็โผล่มาเคาะประตูทันที มันจงใจเกินไป….แล้วคุณเคยเห็นแม่ที่ถึงขนาดบีบลูกตัวเองให้ร้องไหม?”
ดวงตาเฉินซื่อเสวียนเบิกโพลง น้ำตายังไหลไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“คุณหมายความว่า...พวกเขาโกหก?”
หลินเซียนยิ้มบาง ๆ อย่างหมดแรง
“คุณเฉิน คุณเคยได้ยินนิทาน 'เด็กเลี้ยงแกะ' ไหม? ผมว่า...ครอบครัวสามคนนั่นถูกส่งมาเพื่อหลอกให้เราเปิดประตู”
ในโลกที่ล่มสลายแบบนี้ ความเห็นใจของคนอื่น...กลายเป็นอาวุธที่ใช้ได้ผลเสมอ
และมัน...เพิ่งเกิดขึ้นกับหลินเซียน เมื่อวานนี้เอง
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลินเซียน เฉินซื่อเสวียนก็ยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เธอไม่อยากเชื่อเลยว่ามนุษย์...จะต่ำทรามได้ถึงเพียงนี้
จากนั้น...เธอก็นึกถึงเหลียงเว่ยผู้เป็นเพื่อนร่วมงานเก่า ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่าง เธอรู้สึกว่าตัวเอง...โง่เกินไปจริง ๆ และในตอนนี้เอง...เธอถึงได้เข้าใจลึกซึ้งว่าความชั่วร้ายของคนเรานั้นลึกและมืดเพียงใด
ดวงตาเฉินซื่อเสวียนว่างเปล่า แววตาเลื่อนลอย ร่างเหมือนถูกดูดกลืนไปจากภายใน
หลินเซียนเหลือบตามองเธอ...แล้วก็ต้องยอมรับว่า ปฏิกิริยาแบบนี้ของเธอ ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอยู่ลึก ๆ
เขารู้ดีว่ามนุษย์จะเลวได้ขนาดไหนในโลกแบบนี้ ถ้าเฉินซื่อเสวียนยังใจอ่อนถึงขั้นร้องขอให้เขาเปิดประตูละก็...เขาคงไม่ลังเลที่จะทิ้งเธอไว้ข้างหลังโดยไม่หันกลับ
เขาไม่อาจฝากชีวิตไว้กับคนแบบนั้นให้คอยเฝ้ารถไฟได้
แต่นี่...มันเปลี่ยนมุมมองของเขาต่อผู้หญิงคนนี้ไปทีละนิด
ในเวลาไม่กี่วัน ผู้หญิงที่เคยเป็นดาราในรั้วมหาลัย กลับกล้าเผชิญกับความจริงและรับมือกับความสยองตรงหน้า เธอไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ฉลาด...แต่ยังมีใจที่แกร่งเกินคาด
และเขาเอง...ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกนับถือเธออยู่ลึก ๆ เช่นกัน
“ฉันนี่มัน...โง่เกินไปใช่มั้ย?” เฉินซื่อเสวียนเอ่ยเบา ๆ หลังความเงียบอันยาวนาน
หลินเซียนขยับตัวนิดหน่อย ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“โง่มาก แล้วก็ไร้เดียงสามากด้วย”
เฉินซื่อเสวียนหัวเราะในลำคออย่างสมเพชตัวเอง สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความขื่นขม
หลินเซียนที่เพิ่งรอดตายมาหมาด ๆ ยังคงเจ็บไปทั้งตัว เขามองไปยังมุมที่เก็บเสบียง ถามเสียงเรียบ
“คุณไม่หิวเหรอ? ยังไม่กินอะไรเลยนี่”
ดวงตาเฉินซื่อเสวียนเบิกขึ้นนิดหน่อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เพราะ...คุณยังไม่อนุญาตให้ฉันกิน”
แววตาหลินเซียนเปลี่ยนไปทันที สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและขำปนกัน
“คุณเฉิน...คุณนี่น่ารักดีนะ”
“หมายความว่ายังไง?” เธอขมวดคิ้ว
“หมายความว่า ตอนนี้ผมรู้สึก...อยากนอนกับคุณ”
“…หะ?”
เฉินซื่อเสวียนชะงักงัน สมองขาวโพลน เธอยังไม่ทันตั้งตัว หลินเซียนก็โอบตัวเธอเข้ามาแนบอก
“ดะ...เดี๋ยวก่อน หลิน! คุณเจ็บอยู่นะ!”
“อา...ต้องเป็นตอนนี้เลยเหรอ?”
“เดี๋ยว...คุณยังเลือดเต็มตัวอยู่เลย!”
“หลินเซียน ฉัน...ฉันไม่เคยนะ...”
“รอ—เดี๋ยว! ฉะ...ฉันมี...ของ...อยู่ในกระเป๋า...!”
ค่ำคืนนี้มืดสนิทดุจหมึก หิมะตกบางเบาโปรยลงมาอย่างเงียบงัน
แต่ไม่ไกลนัก บนโซฟา...มีร่างเล็กของเด็กหญิงคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ เปลือกตายังคงปิดสนิท แต่คิ้วเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขมวดแน่นลงเรื่อย ๆ...