- หน้าแรก
- พลิกชะตามาสร้างอาณาจักรโสมยุค 70
- บทที่ 10 หาเลี้ยงครอบครัว
บทที่ 10 หาเลี้ยงครอบครัว
บทที่ 10 หาเลี้ยงครอบครัว
บทที่ 10 หาเลี้ยงครอบครัว
หลังจากโจวกุ้ยหลานกลับถึงบ้าน เธอก็ทะเลาะกับสามีทันที
ไม่นานคนในครอบครัวสวี่ก็รู้กันหมดว่า สวี่ซื่อเยี่ยนหาเงินเก่ง แค่จับปลาไปขายก็ทำเงินได้ไม่น้อย
สวี่เฉิงโฮ่วเริ่มรู้สึกเสียดาย แต่คำพูดที่พูดออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดไปแล้วไม่อาจเอากลับมาได้ ในฐานะลูกผู้ชาย เขายึดมั่นในศักดิ์ศรี จะไม่ยอมกลับคำเด็ดขาด
“เก่งตรงไหนกัน แค่แมวตาบอดวิ่งชนหนูตายแค่นั้นแหละ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าขายปลาแล้วจะรวยได้ ปลามันก็ไม่ได้ขายได้ทุกวัน ไม่ทำงานรับคะแนนแรงงาน เดี๋ยวก็อดตาย”
สวี่เฉิงโฮ่วไม่ยอมรับว่าตัวเองคิดผิดยังคงดื้อดึงพูดด้วยท่าทีดูถูก
“ใช่สิ เอาเลย ตามใจเถอะ เจ้าสามก็ดีอยู่แล้ว แกนั่นแหละวัน ๆ เอาแต่ด่าลูก คราวนี้ละดีเลย ลูกเขาไม่คิดจะพึ่งพาแกอีกแล้ว ต่อไปถ้าเขาประสบความสำเร็จ แกคอยดูสิว่าเขาจะกลับมาช่วยเหลือแกไหม?”
โจวกุ้ยหลานโมโหสามีมาก แต่เธอไม่ใช่คนที่ชอบด่าทอรุนแรง เลยได้แต่จ้องสามีด้วยความไม่พอใจแล้วหันหน้าไปทางอื่น ไม่อยากสนใจเขาอีก
“ข้าจะต้องให้เขามาช่วยเหรอ? ตลกน่า ข้ายังมีแรงอยู่ ถึงวันไหนไม่มีแรง ก็ยังมีลูกอีกสี่คน จะไปหวังพึ่งเขาทำไม? ถ้าต้องพึ่งเขาจริง ๆ ข้าไปแขวนคอตายที่กิ่งไม้ยังดีกว่า”
สวี่เฉิงโฮ่วพูดอย่างไม่แยแส สีหน้าดูถูก เขาเคาะกล้องยาสูบกับขอบเตียงก่อนใส่รองเท้าเดินออกจากบ้านไป มือไขว้หลังอย่างไม่สนใจใคร
โจวกุ้ยหลานมองตามหลังสามีแล้วส่ายหัว ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
ส่วนเสวี่ยซิ่วหลินและเว่ยหมิงหรง พี่สะใภ้สองคนต่างส่งสายตากันไปมา ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา อยากแยกครอบครัวออกไปอยู่ต่างหากเสียเดี๋ยวนั้น
ทั้งหมดนี้สวี่ซื่อเยี่ยนไม่รู้เลย แม้จะรู้ก็ไม่สนใจ
หลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ทั้งเหนื่อยทั้งหิว เขาจัดการซัดโจ๊กข้าวโพดไปสามชามเต็ม ๆ จนรู้สึกสบายท้อง
กินเสร็จ สองสามีภรรยาก็นั่งจัดของที่ซื้อมาวันนี้
ซูอันอิงเห็นของที่สามีตั้งใจซื้อให้ เธอถึงกับซึ้งใจจนน้ำตาไหล ทำเอาสวี่ซื่อเยี่ยนตกใจคิดว่าตัวเองทำอะไรผิด รีบปลอบอย่างเงอะงะอยู่พักใหญ่
“จริงสิ นี่เงินที่เหลือจากการซื้อของ เหลืออยู่สามสิบกว่าหยวน เก็บไว้นะ”
พอเห็นว่าภรรยาไม่ร้องไห้แล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็โล่งใจ รีบเอาเงินที่เหลือยื่นให้เธอเก็บไว้
“ไม่ ๆ ฉันไม่เอาหรอก นายเก็บไว้เถอะ” ซูอันอิงตกใจ โบกมือปฏิเสธทันที
ก่อนแต่งงานซูอันอิง แม้จะต้องลงนาเก็บคะแนนแรงงาน แต่เงินในบ้านก็เป็นแม่เลี้ยงที่คุมทั้งหมด
พอแต่งเข้าบ้านสวี่ เธอคิดว่าคงเป็นแม่สามีที่จัดการเรื่องเงิน ไม่เคยคิดว่าจะได้บริหารเงินเอง
เงินตั้งหลายสิบหยวน สำหรับเธอถือเป็นเงินก้อนใหญ่ เธอไม่กล้ารับ
“เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน เงินก็ต้องให้เธอเก็บสิ” สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้ม พลางรู้สึกสงสารภรรยา
“นี่แค่จุดเริ่มต้น ต่อไปทุกสัปดาห์ข้าจะเอาปลาไปขายที่แม่น้ำซงเจียง ยังไงก็มีรายได้เข้ามาแน่ ๆ ถ้ามีงานในทีมข้าก็จะไปทำเก็บคะแนนแรงงาน ถ้าไม่มีงานก็จะเข้าป่าเก็บสมุนไพรหารายได้เสริม อีกไม่กี่วันจะถึงฤดูเก็บโสม ข้าก็จะเข้าป่าไปขุดโสมฤดูใบไม้ร่วง หน้าหนาวข้ายังออกล่าสัตว์ได้อีก”
พอคิดย้อนไปถึงชีวิตในชาติก่อน เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ขี้เกียจเลย ที่ชีวิตไม่ดีเป็นเพราะโชคไม่เข้าข้างต่างหาก
ในปี 1979 เหมืองถ่านหินต้าอันเกิดอุบัติเหตุ เขาได้รับบาดเจ็บต้องพักรักษาตัวอยู่นานกว่า 6 เดือน แถมเขาไม่ได้เป็นพนักงานประจำ เป็นแค่กึ่งแรงงานกึ่งเกษตรกร ที่เหมืองก็ไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ตลอด
เขาคิดได้แล้วว่าคราวนี้ต้องไม่ปล่อยให้โชคชะตาลากชีวิตเขาไปอีก เขาจะสร้างโชคชะตาของตัวเองด้วยสองมือนี้เอง
หลังจากได้รับเงินชดเชยเพียงเล็กน้อย สวี่ซื่อเยี่ยนก็ต้องกลับมาทำการเกษตรที่บ้าน
แถบหมู่บ้านยากจนอย่างตงเจียงเหยียน พื้นที่เพาะปลูกของทั้งหมู่บ้านมีเพียงเจ็ดร้อยกว่าไร่ พื้นที่ปลูกโสมน้อยยิ่งกว่า สิ่งที่พอจะทำเงินได้ก็มีเพียงยาสูบพื้นเมือง
ในยุคนั้นไม่มีบริษัทรับซื้อยาสูบ ต้องรอขายปลีกในตลาดช่วงฤดูหนาว ทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง ธุรกิจแบบนี้จึงไม่ทำเงินมากนัก
ต่อมาในปี 1987 เมื่อครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ตงกั่ง กลับพลาดโอกาสในการแบ่งที่ดินปลูกโสม จึงต้องขึ้นเขาไปขุดดิน เฝ้าโสม และทำงานเสริมอื่น ๆ กว่าจะเริ่มตั้งตัวได้
แต่แล้วในปี 1991-1992 ราคาของโสมกลับตกฮวบ ชีวิตที่เพิ่งจะเริ่มดีขึ้นกลับต้องตกต่ำอีกครั้ง
พอถึงปี 1995 ราคาของโสมพุ่งสูงขึ้น ครอบครัวถึงพอหายใจหายคอได้บ้าง
ใครจะคิดว่าฤดูใบไม้ร่วงปี 1998 สวี่ซื่อเยี่ยนและซูอันอิงประสบอุบัติเหตุขณะขึ้นเขาไปทำงาน ภรรยาบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตคาที่ ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนได้รับบาดเจ็บหนักต้องนอนโรงพยาบาลอยู่นาน
นี่คือการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวรวมถึงโสมในไร่และที่ดินปลูกโสมล้วนถูกขายเพื่อรักษาตัว แถมยังติดหนี้อีกก้อนโต
ลูกสาวทั้งสองคน ในตอนนั้นคนหนึ่งอยู่ชั้น ม.6 อีกคนอยู่ ม.4 ต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว
น่าเสียดายจริง ๆ เพราะลูกสาวทั้งสองคนเรียนดีมาก ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้ พวกเธอคงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตคงไปได้ไกลกว่านี้
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดถึงอดีตที่ภรรยาต้องทนทุกข์ลำบาก เขารู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก เขาดึงภรรยามากอดไว้แน่น แล้วให้คำสัญญาอย่างจริงจัง
“ที่รัก ข้าไม่กล้ารับปากว่าจะทำให้เธอร่ำรวยมหาศาล แต่ข้าสัญญาว่าจะรักและดูแลเธออย่างดีที่สุด จะไม่มีวันปล่อยให้เธอลำบาก”
ซูอันอิงซบอยู่ในอ้อมกอดของสามียิ้มอย่างมีความสุข
“ตราบใดที่นายรักฉัน ฉันไม่กลัวความลำบากหรอก ฉันเป็นคนขยัน ลงนาเก็บคะแนนแรงงานก็ไม่แพ้ผู้ชายหรอก ถ้าเราสองคนช่วยกัน ชีวิตต้องดีขึ้นแน่ ๆ”
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มเบา ๆ ยกมือจัดแต่งปอยผมที่ข้างแก้มของภรรยาอย่างอ่อนโยน
“สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอต้องดูแลสุขภาพให้ดี เรื่องหาเงินปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
ตลอดชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา สวี่ซื่อเยี่ยนย่อมรู้ดีว่าภรรยาของเขาไม่ได้แค่ขยันธรรมดา แต่เธอคือผู้หญิงที่ขยันขันแข็งที่สุด
ตอนที่เขาทำงานในเหมืองถ่านหิน ภรรยาอยู่บ้านกับครอบครัวสวี่ พี่สะใภ้สองคนชอบแกล้งทำให้เธอต้องแบกภาระงานบ้านทั้งหมด
ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยทิ้งงานในนา ยังไปเก็บคะแนนแรงงานอย่างขยันขันแข็ง
ปีที่คลอดลูกสาวคนโต ตรงกับช่วงที่สวี่ซื่อเยี่ยนประสบอุบัติเหตุในเหมืองและต้องพักฟื้น ภรรยาซึ่งท้องใหญ่ใกล้คลอด ยังอุตส่าห์แบกมันเทศหนักกว่าพันจินกลับบ้านคนเดียว
หลังจากย้ายไปอยู่ที่ตงกั่ง เธอยังตามสามีขึ้นเขาไปขุดดินและปลูกโสม ไม่เคยบ่นว่าลำบากแม้แต่ครั้งเดียว
ถ้าไม่ใช่เพราะตามเขาไปทำงานบนภูเขา เธอคงไม่ต้องเจออุบัติเหตุจนเสียชีวิต
ในอดีต เขาไม่มีความสามารถมากพอ ทำให้ภรรยาต้องลำบากและอดทนกับความทุกข์ยากมากมาย
แต่ในชีวิตนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนหวังเพียงให้ภรรยามีชีวิตที่สงบสุข แข็งแรง และได้อยู่เคียงข้างกันไปจนแก่เฒ่า
พวกเขาจะได้เห็นลูกสาวเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้งานดี ๆ และแต่งงานกับคนดี ๆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“อืม งั้นเรื่องหาเงินก็ปล่อยให้นายจัดการ ส่วนเรื่องในบ้านฉันจะดูแลเอง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าถ้าเราสองคนช่วยกัน ชีวิตจะไม่ดีขึ้น!”
สำหรับสามีแล้ว ซูอันอิงไว้วางใจอย่างเต็มที่
คู่สามีภรรยาใหม่นั่งกอดกันพูดคุยไม่รู้จบ พวกเขาวาดฝันถึงอนาคตที่สดใส เหมือนกับความสุขกำลังอยู่แค่เอื้อม
ฝ่ายคุณยายหลี่ที่อยู่ในห้องฝั่งตะวันออกได้ยินทุกอย่าง เธอไม่พูดอะไร ได้แต่ส่ายหัวและยิ้มขำกับความฝันของเด็กหนุ่มสาว
“เด็กหนุ่มสาวนี่ช่างไร้เดียงสา การใช้ชีวิตมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? แค่มีข้าวกินอิ่ม ไม่หนาวไม่อด นั่นก็ดีที่สุดแล้ว จะไปหวังอะไรอีก?”
หลังจากทนฟังอยู่พักใหญ่ คุณยายหลี่ก็อดรนทนไม่ได้
“เจ้าสาม ไม้ฟืนในบ้านใกล้หมดแล้ว มาช่วยยายผ่าฟืนหน่อย อีกเดี๋ยวก็ต้องทำอาหารเย็นแล้ว”
คุณยายหลี่ไม่อยากรบกวนความสุขของคู่รักในห้องฝั่งตะวันตก แต่พอออกไปดูแล้วพบว่าไม้ฟืนไม่พอจริง ๆ
พอสวี่ซื่อเยี่ยนได้ยิน เขาก็ปล่อยภรรยาแล้วรีบลุกขึ้นออกจากห้อง
“ยาย เดี๋ยวผมจัดการให้ พรุ่งนี้กลับมาผมจะขึ้นเขาไปเก็บไม้ฟืนมาเพิ่ม รับรองว่าหน้าหนาวนี้จะไม่ปล่อยให้ยายต้องหนาวแน่นอน”