เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 ผู้เข้าสอบเมืองเล็กๆ

ตอนที่ 1 ผู้เข้าสอบเมืองเล็กๆ

ตอนที่ 1 ผู้เข้าสอบเมืองเล็กๆ


มณฑลหูเป่ย เมืองฮั่น

เดือนสิงหาคมแสงแดดยังร้อนแรง ร้อนระอุราวกับกำลังถูกย่าง

โรงพยาบาลจงหนานในเครือมหาวิทยาลัยฮั่น แผนกศัลยกรรมอุบัติเหตุ ห้องตรวจผู้ป่วยนอก

เครื่องปรับอากาศส่วนกลางทำงานอย่างหนัก เป่าลมแรงไล่ความร้อนออกไป

ฟางจื่อเย่ยืนอยู่หน้าประตูห้องตรวจ เส้นผมปลิวตามลม ขณะนั้นเขากำลังเหน็บปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินเข้ม ใส่ลงในกระเป๋าหน้าอกซ้ายของเสื้อกาวน์

หลังจากเปิดประตูมองออกไปนอกห้องตรวจแล้ว เขาก็หันกลับมากล่าว “อาจารย์ ไม่มีคนไข้แล้วครับ ผมคิดว่าคนไข้ที่เข้ารับการตรวจคงต้องรอผลพรุ่งนี้”

ตอนนี้เป็นเวลา 17:23 น. ห่างจากเวลาเลิกงานของคลินิกตอน 17:30 น. เหลืออีกเจ็ดนาที

หยวนเวยหงที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องตรวจ เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ไม้เคลือบแลคเกอร์สีเหลือง ศอกขวาวางพาดบนที่วางแขน เท้าทั้งสองเหยียดออกเป็นรูปแปด เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าว “จื่อเย่ บทความของนายจะได้ตีพิมพ์เมื่อไหร่?”

หยวนเวยหงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาโทของฟางจื่อเย่ ใบหน้าเป็นทรงสี่เหลี่ยมแบบคลาสสิก หน้าผากถอยร่นไปจากแนวคิ้วอย่างน้อยสี่เซนติเมตร

ในระดับปริญญาโทจำเป็นต้องมีบทความตีพิมพ์ถึงจะจบการศึกษาได้ ไม่เช่นนั้นจะต้องเลื่อนจบ

“อาจารย์ เดือนพฤษภาคมเพิ่งได้รับการตอบรับ คาดว่ากว่าจะตีพิมพ์ได้คงต้องรอถึงตุลาคมครับ วารสาร CSCD (วารสารหลักจีน) ใช้เวลานานเป็นปกติ” ฟางจื่อเย่พูดพลางก้มหน้าจัดเสื้อกาวน์ให้เรียบร้อย

ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทด้านศัลยกรรมอุบัติเหตุของโรงพยาบาลจงหนานมหาวิทยาลัยฮั่น การที่เขามีแค่บทความวารสาร CSCD เพื่อจบการศึกษา เสียงของเขาจึงเบาราวกับเสียงยุง

บทความภาษาอังกฤษที่เขาเขียนไว้สองฉบับ ฉบับหนึ่งเขียนเสร็จแล้วแต่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกฉบับเพิ่งจะเขียนเสร็จและเพิ่งส่งให้อาจารย์ตรวจแก้

บทความภาษาอังกฤษ ถ้ายังไม่ได้ตีพิมพ์ ก็เป็นแค่เรียงความภาษาอังกฤษเท่านั้น

ตอนนี้ปีที่สองของปริญญาโทสิ้นสุดลงแล้ว กำลังเข้าสู่ปีสาม ปีสุดท้ายก่อนจบการศึกษา!

ถ้าไม่สามารถตีพิมพ์ SCI (ฐานข้อมูลการอ้างอิงวิชาการระดับโลก) ได้ และไม่ได้ตีพิมพ์บทความวารสารหลักจีนอีกฉบับ ก็จะต้องเลื่อนจบ

หยวนเวยหงดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของฟางจื่อเย่ “ถ้าตีพิมพ์ได้เดือนตุลาคมก็นับว่าดีแล้วล่ะ”

“ขอแค่เพียงพอก็พอ ไม่ต้องแคร์เรื่องหน้าตาตามคำพูดของคนอื่นหรอก”

หยวนเวยหงรู้ว่าฟางจื่อเย่ไม่ใช่คนไม่ขยัน เขาเป็นคนจริงจังและไม่ได้เหลวไหล เขาจึงไม่กดดันมากนัก

พรสวรรค์เป็นเรื่องของโชคชะตา ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินไปถึงโรงพยาบาลใหญ่ได้อย่างราบรื่น

“คิดจะเรียนเอกต่อไหม? ตอนนี้มีแค่เราสองคนในห้อง ฉันได้ยินมาว่านายอยากจะหางานทำแทน” หยวนเวยหงถามเสียงเบา

ฟางจื่อเย่รีบเงยหน้าขึ้น แววตาแฝงด้วยความขมขื่น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ต่อหน้าอาจารย์ เขาก็พยักหน้าเบาๆ โดยไม่กล้าพูดอะไร

การเรียนต่อปริญญาเอกคือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาแพทย์ที่จะประสบความสำเร็จ

แต่ในระดับปริญญาโท สิ่งสำคัญที่สุดคือผลงานวิจัย นั่นก็คือบทความ ซึ่งมาตรฐานก็คือปริมาณและคุณภาพของ SCI

ตัวเขาเองยังไม่มีบทความตีพิมพ์แม้แต่ฉบับเดียว จะกล้าพูดถึงการเรียนต่อเอกต่อหน้าคนอื่นในแผนกได้ยังไง?

จะไปพึ่งแค่ความกล้าแบบเพลงของเหลียงจิ้งหรู(1)เหรอ?

ถ้ากลายเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นหัวเราะ จะคุ้มเหรอ?

ปริญญาเอกไม่มีการสอบกลาง เป็นการสมัครโดยแต่ละมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเอง

พูดให้โหดกว่านั้นก็คือ อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนเลือกเองว่าอยากรับใคร

เขาจะรับใครคนนั้นก็ได้เรียน ถ้าไม่รับ แม้จะไปร้องเรียนก็เปล่าประโยชน์!

แค่บทความ CSCD หนึ่งฉบับ แล้วจะไปลงแข่งสมัครปริญญาเอก ก็เท่ากับเข้าไปตายท่ามกลางศึกของเทพเซียน เป็นการหาเรื่องอับอายชัดๆ!

“วิทยานิพนธ์เริ่มเขียนแล้วใช่ไหม?”

ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หยวนเวยหงจึงเปลี่ยนเรื่องพูด เสียงเขาฟังดูเหมือนแค่หวังให้นักเรียนคนแรกของเขาคนนี้ จบการศึกษาได้อย่างราบรื่น

หยวนเวยหงเป็นแค่แพทย์ประจำในโรงพยาบาล และเพิ่งได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาโทมาได้แค่สามปี ยังห่างไกลจากการได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอก

ดังนั้นแม้เขาจะคิดว่าฟางจื่อเย่เป็นคนที่ทำงานได้ดีและอยากให้เขาอยู่ต่อ ก็ช่วยอะไรไม่ได้

โรงพยาบาลจงหนานมีเงื่อนไขรับสมัครข้อแรก คือวุฒิการศึกษาและใบปริญญาทั้งระดับปริญญาเอก โท และปริญญาตรี

ซึ่งก็เพียงพอที่จะตัดโอกาสของฟางจื่อเย่แล้ว

“ใกล้เสร็จแล้วครับอาจารย์ อย่างช้าสุดจะส่งให้ภายในสุดสัปดาห์นี้” ฟางจื่อเย่ตอบด้วยเสียงดังขึ้นเล็กน้อย เขาไม่กล้าที่จะละเลยการเขียนวิทยานิพนธ์แม้แต่น้อย

เวลาสำหรับเตรียมการสอบวิทยานิพนธ์เหลือไม่ถึงปีแล้ว หากยังไม่ส่งร่างแรกให้อาจารย์ดู แล้ววันหน้าถ้ามีปัญหากับการจบการศึกษา ใครจะช่วยเขารับผิดชอบ?

การเรียนต่อเอกที่ยังห่างไกล ยังไม่สำคัญเท่ากับการจบการศึกษาให้ได้ในตอนนี้!

ไม่เช่นนั้นหากโดนสุ่มเลือกไปตรวจประเมินภายนอก ถึงตอนนั้นอยากกลับมาเขียนวิทยานิพนธ์ให้ดี ก็อาจจะไม่ทันเสียแล้ว!

“เสร็จแล้วรีบส่งมา ฉันจะช่วยแก้ให้ดีๆ”

“ร่างกายช่วงนี้ยังโอเคไหม? ครึ่งเดือนก่อนยังเป็นลมในห้องฝึกอยู่เลย” หยวนเวยหงเปลี่ยนเป็นไขว่ห้าง กอดอกมองฟางจื่อเย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ฟางจื่อเย่รูปร่างไม่สูงนัก สูงประมาณ 178 เซนติเมตร รูปร่างเพรียวบางหล่อเหลา

แต่วงการแพทย์ โดยเฉพาะศัลยกรรม เป็นสายงานที่ไม่ได้พึ่งหน้าตาเลย!

เมื่อเห็นว่าเปลี่ยนไปคุยเรื่องทั่วไปแล้ว ฟางจื่อเย่จึงยิ้มตอบ “ไม่เป็นไรแล้วครับอาจารย์ ครั้งนั้นน่าจะเป็นแค่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ”

“ตอนนี้ผมจัดระเบียบการกินและการนอนอย่างเคร่งครัดครับ”

ห้องฝึก คือศูนย์ฝึกทักษะที่โรงพยาบาลลงทุนสร้างขึ้นอย่างมากมาย

ในชั้นของแผนกศัลยกรรมกระดูก มีห้องฝึกฝนทักษะโดยเฉพาะ ไว้ให้แพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาปริญญาโท เอก และแพทย์ประจำของโรงพยาบาลใช้ฝึกฝน

หยวนเวยหงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “เรื่องเรียนเอกน่ะ วิธีที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดก็คือเรียนให้ดี เขียนบทความให้จริงจัง”

“มันน่าเชื่อถือกว่าการออกจากห้องฝึกฝนฝีมือซะอีก ถึงแม้ว่าห้องฝึกจะเป็นบันไดสู่ฟ้าของโรงพยาบาลเรา”

“แต่ว่าการเขียนบทความก็ยังเป็นทางลัดที่เร็วที่สุด”

ในศูนย์ฝึกทักษะของโรงพยาบาลจงหนาน มีห้องฝึกทักษะแยกตามประเภทต่างๆ

แพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาล แค่จ่ายค่าซ่อมบำรุงเล็กน้อยก็สามารถใช้งานได้

ฟางจื่อเย่ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทของโรงพยาบาล ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่ของศัลยกรรมกระดูก หรือหัวหน้าแผนก ก็พูดไว้อย่างชัดเจน!

ถ้าการเขียนบทความของคุณยังไม่ดี ทักษะการผ่าตัดของคุณต้องดีพอ แล้วเราก็จะให้โอกาสคุณ

ตราบใดที่คุณสามารถฝึกฝนในห้องฝึกตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่แรกได้

แพทย์ประจำบ้านจะได้รับโอกาสเรียนต่อโท ปริญญาโทจะได้เรียนต่อเอก และปริญญาเอกจะได้รับโอกาสเข้าทำงาน!

แน่นอน ถ้าคุณเขียนบทความได้ดี ผลงานวิจัยเยอะ ก็ยังสามารถเรียนต่อเอกและเข้าทำงานได้เหมือนกัน

แต่ถ้าวิจัยก็ไม่ได้ ฝีมือก็ไม่มีล่ะ? อย่างนั้นก็ไม่มีใครเห็นใจคุณหรอก

โอกาสมันอยู่ตรงหน้า ราวกับป้ายราคาชัดเจนในตลาดสด

ฟางจื่อเย่เมื่อได้ฟังเช่นนั้น แววตาก็สะท้อนความคิดหลายอย่าง

เขาถอนหายใจ ถอดเสื้อกาวน์ออก ราวกับขงอี้จี่(2)ที่ถอดชุดยาว กล่าวด้วยน้ำเสียงยอมรับชะตากรรม

“อาจารย์ ผมคิดว่าจะฝึกพื้นฐานให้มากขึ้น เรียนรู้การผ่าตัดให้ดีหน่อย เพื่อให้ทำงานในโรงพยาบาลระดับเมืองเล็กได้สะดวกขึ้นครับ”

“พอได้ทำงานจริง ก็ไม่มีที่ดีๆอย่างห้องฝึกให้เราได้ฝึกฝนอีกแล้ว”

ฟางจื่อเย่เกิดในครอบครัวธรรมดาในเมืองเล็กๆ ตอนเรียนปริญญาตรี คะแนนก็อยู่กลางๆ พอได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแบบหวุดหวิด

ตอนสอบเข้าเรียนโทก็โชคดี คะแนนสอบข้อเขียนติดอันดับดี

ได้เข้ามหาวิทยาลัยฮั่นสือ 985 อันเก่าแก่...

ตอนนี้ดูเหมือนโชคจะหมดแล้ว สองปีที่ผ่านมา ทักษะเฉพาะทางก็แค่ระดับกลางๆ ส่วนงานวิจัยก็ติดอยู่ที่ขอบล่างของเกณฑ์ขั้นต่ำ!

“ถ้าอยากเรียนต่อเอกจริงๆ ลองแอบออกไปหาช่องทางดู…” หยวนเวยหงแนะนำด้วยน้ำเสียงสงสาร

เขาเองก็ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอก

“ครับอาจารย์” ฟางจื่อเย่พยักหน้า

เขาเหลือบตามองแผงหน้าจอที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น ครุ่นคิดเล็กน้อย...

[ระดับแพทย์: แพทย์ประจำบ้าน]

[พื้นฐานทฤษฎีแพทย์: ศัลยกรรมทั่วไประดับ 2 ความชำนาญ 13/50, ศัลยกรรมกระดูกระดับ 2 ความชำนาญ 17/50, ศัลยกรรมอุบัติเหตุระดับ 2 ความชำนาญ 29/50……]

[ทักษะการปฏิบัติพื้นฐาน: การผ่าตัดเปิดแผลระดับ 1 ความชำนาญ 18/20, การเย็บแผลระดับ 1 ความชำนาญ 17/20, การล้างแผลระดับ 1 ความชำนาญ 15/20, การห้ามเลือดระดับ 1 ความชำนาญ 15/20……]

[แต้มความรู้ปัจจุบัน: 5]

“เลิกงานเถอะ” หยวนเวยหงดูนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลา 17:30 น. แล้ว เขาจึงเริ่มปิดคอมพิวเตอร์ เตรียมตัวจะออกจากห้อง เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเวลาอย่างมาก...

1.เพลงของเหลียงจิ้งหรู คือเพลงฮิตที่ชื่อว่า “勇氣” หรือ "ความกล้า"

2.ขงอี้จี่ เป็นตัวละครในเรื่องสั้นของนักเขียนจีนชื่อดัง หลู่ซิ่น ซึ่งเป็นชายคนหนึ่งที่เคยสอบจอหงวน แต่ไม่ผ่าน ยากจนแต่ ยังติดภาพลักษณ์ผู้รู้ ใส่ชุดยาวของนักวิชาการ

จบบทที่ ตอนที่ 1 ผู้เข้าสอบเมืองเล็กๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว