เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7 แสงสุดท้าย

ตอนที่ 7 แสงสุดท้าย

ตอนที่ 7 แสงสุดท้าย


ตอนที่ 7 แสงสุดท้าย

หลังจากยกเท้าเตะชายวัยกลางคนออกไปอย่างโหดร้าย

หลัวฉางเฟิงมุ่งหน้ากลับไปยังดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัวในทันที

ขณะที่เขากลับมายังดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว และเดินเข้ามาทางประตูใหญ่

หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันก็ยืนรออยู่ที่ทางเข้า มองไปรอบๆ ด้วยความกังวลเล็กน้อย ยืนเงียบอยู่ที่นั่น

“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”

เมื่อเห็นร่างของหลัวฉางเฟิงผ่านประตูใหญ่เข้ามา และเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้รับอันตรายใดๆ

เขาก็ก้มหัวเล็กน้อย แล้วกล่าวทักทายด้วยความเคารพ

จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกอย่างช้าๆ เหมือนหินหนักที่เคยกดทับหัวใจของเขาได้ร่วงหล่นลงไปแล้ว

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ตราบใดที่บรรพบุรุษยังปลอดภัย ก็ไม่ถือว่ามีปัญหาอะไร

“อืม!” หลัวฉางเฟิงเหลือบมองหลัวผิงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งดูแปลกๆ อยู่บ้าง

เขาพยักหน้าเป็นการตอบรับ

จากนั้นเขาไม่ได้สนใจชายคนนั้นอีกเลย และเดินไปยังลานบ้านของตัวเองอย่างเงียบๆ

แม้ว่าระดับกลั่นกระดูกขั้นกลางจะเพียงพอสำหรับเขาในการฟื้นฟูพลังปราณบางส่วน และใกล้จะกลับสู่จุดสูงสุดเดิมอีกก้าวหนึ่ง

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ระดับการบ่มเพาะนี้ก็ยังต่ำเกินไป

ในเมืองศิลาคราม หากเขาต้องการให้แน่ใจว่าตระกูลหลัวของเขาจะปลอดภัย และสงบสุข

เขาก็ต้องฟื้นฟูระดับการบ่มเพาะให้หวนกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิม หรือไม่ก็ต้องเหนือล้ำยิ่งกว่านั้น

ต้องพยายามทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับกลั่นอวัยวะให้ได้ ซึ่งอยู่เหนือระดับกลั่นกระดูก

เมื่อถึงตอนนั้น เขาจึงจะสามารถนั่งหลังตรง และเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงในเมืองศิลาครามด้วยความสงบเยือกเย็นได้

หลังจากนั้นไม่นาน หลัวฉางเฟิงก็กลับมายังลานบ้านของตัวเขาเอง

เมื่อเขากลับเข้ามาในบ้านของตัวเอง เขาก็มองหาที่โล่งกว้าง แล้วนั่งไขว่ห้าง

เขากำลังพยายามควบคุมจังหวะการหายใจ และการโคจรของพลังปราณภายในร่าง

ในขณะเดียวกันที่หน้าประตูใหญ่ของดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว หลัวผิงยังยืนอยู่ที่เดิม

เมื่อเห็นว่าบรรพบุรุษฉางเฟิงไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงใดๆ เขาก็รู้สึกโล่งใจ

แต่งถึงอย่างนั้น เขาก็รีบวิ่งกลับไปที่ลานบ้านของตัวเองอย่างรวดเร็ว

“ซวนเอ๋อร์ ซวนเอ๋อร์…”

ทันทีที่เขากลับมาถึงลานบ้านเล็กๆ ของตัวเอง หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนเสียงดังซ้ำๆ กัน

“ท่านพ่อ เกิดอะไร…” ในลานบ้าน ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางสวมชุดคลุมขาวนั่งอยู่เงียบๆ ใต้ศาลาหิน

เมื่อได้ยินเสียงเรียกเร่งด่วน เขาก็หุบปาก และรอ

จากนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางพ่อของตนแล้วพูดด้วยท่าทีที่รู้สึกไร้เรี่ยวแรงว่า “ท่านพ่อ ท่าทีเร่งร้อนของท่านในตอนนี้ไม่มีความสง่าผ่าเผยของผู้นำตระกูลหลัวเลย”

“ถ้าคนนอกเห็นท่านในตอนนี้ พวกเขาจะคิดกันยังไง…”

“เฮ้อ เจ้าไม่ต้องกังวลไป พ่อจะทำตัวแบบนี้เฉพาะในลานบ้านของตัวเองเท่านั้น” หลัวผิงหัวเราะอย่างเก้ๆ กังๆ จากนั้นก็รีบพูดเสริมว่า

“นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะเห็นก็ตาม พวกเขาก็คงไม่กล้าพูดออกมา”

“ช่างเถอะ อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย ท่านบอกข้ามาเถิดว่าทำไมถึงวิ่งกลับมาอย่างรีบร้อนเช่นนั้น” หลัวซวนถามออกไป

“บรรพบุรุษฉางเฟิงกลับมาแล้ว แต่ระหว่างที่เดินเตร่ไปรอบๆ เมืองศิลาคราม เขาก็ได้พบกับโจรกล่มหนึ่ง…”

“พวกโจรเหรอ?” หลัวซวนที่ถือถ้วยชาลายครามอยู่ในมือขวา อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของหลัวผิง ผู้เป็นพ่อของตน

ดวงตาของเขาเปล่งประกายเย็นชาชั่วขณะหนึ่ง เกิดจากความกังวลใจ

แม้ว่าความแข็งแกร่งของบรรพบุรุษฉางเฟิงยากที่จะมีใครในเมืองเทียบเคียง

แต่พลังชีวิตของเขาก็แห้งเหือดจนถึงขีดสุดแล้ว

อายุขัยของเขากำลังจะหมดลงแล้ว และไม่เป็นการพูดเกินจริงเลยหากจะบอกว่าเท้าข้างหนึ่งของเขาอยู่ในหลุมฝังศพ

แค่การต่อสู้กับชายร่างกำยำเพียงไม่กี่คนก็ถือเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงการเผชิญหน้าพวกโจรที่มีอาวุธอยู่ในมือ

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น บรรพบุรุษฉางเฟิงก็ยังคงเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตระกูลหลัว เป็นเสาหลักของพวกขาในฐานะหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองศิลาคราม

“ท่านพ่อ ท่านพอทราบมั้ยว่าเป็นพวกโจรกลุ่มใด?”

หลังจากเงียบไปสักพักหนึ่ง แล้วหลังจากที่หลัวซวนดื่มชาจนหมดถ้วยในมือแล้ว

เสียงของเขาก็เย็นชาเล็กน้อยขณะเอ่ยปากถามพ่อของตัวเอง

“ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มโจรภูเขาที่ตั้งค่ายอยู่นอกเมืองศิลาคราม พวกเขาเรียกตัวเองว่า โจรภูเขาแห่งค่ายเฮยเฟิง”

“ค่ายเฮยเฟิง?” หลัวซวนพึมพำกับตัวเองขณะพยักหน้าอย่างเงียบๆ

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ถามพ่อที่อยู่ข้างๆ ตัวอีกครั้ง “ท่านพ่อ อาการของบรรพบุรุษฉางเฟิงดูเป็นยังไงบ้าง…”

“ผิวพรรณของท่านดูดีกว่าเดิม และจิตใจก็เหมือนจะดีขึ้นไม่น้อยเช่นกัน”

“แต่ว่า…มันเหมือนกับ ‘ภาวะแสงสุดท้าย’ ่ก่อนตายเลย”

“เฮ้อ ข้ารู้สึกเป็นห่วงจริงๆ ไม่รู้ว่าท่านจะยืนหยัดต่อไปได้อีกนานแค่ไหน”

ทางด้านตระกูลหลัว พวกเขาได้รับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการออกไปเดินเล่นของหลัวฉางเฟิง

แต่ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ ตระกูลใหญ่อื่นๆ ก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน

โดยเฉพาะศัตรูตัวฉกาจของตระกูลหลัว อย่างตระกูลจ้าว

ในเวลาไม่นาน พวกเขาก็ได้รับข่าวจากสายที่อยู่ในเมือง

“เฉียนเอ๋อร์ เจ้าตรวจสอบข่าวนี้จนแน่ใจแล้วใช่มั้ย?”

ในห้องที่มีอุณหภูมิเย็นเล็กน้อยบนดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลจ้าว

จ้าวเฉียน นายน้อยของตระกูลจ้าว ผู้เป็นบุตรชายของผู้นำตระกูล และทายาทสายตรงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ท่านพ่อ ข้าตรวจสอบแล้ว มันเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน”

“อีกอย่าง ข้าก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองด้วย”

“จู่ๆ บรรพบุรุษของตระกูลหลัวก็เดินออกจากบ้าน และเดินไปรอบๆ เมืองศิลาคราม”

“และเจ้าแก่นั่นก็ได้เผชิญหน้ากับกลุ่มโจรภูเขาขณะที่เขากำลังเดินทางกลับ”

“น่าเสียดายที่เขาพาผู้คุ้มกันกลุ่มหนึ่งตามออกมาด้วย”

“โจรกลุ่มนั้นเลยถูกสังหารไปจนหมด เขาก็เลยรอดกลับไปได้อย่างปลอดภัย”

“กลุ่มโจรเหรอ?” เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวอู่ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลจ้าวคนปัจจุบันก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจ

ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ

เมื่อพิจารณาถึงความขัดแย้งระหว่างพี่น้องทั้งสามของตระกูลหลัวในเวลานี้

หากหลัวฉางเฟิงตายลงอย่างกะทันหัน การล่มสลายของตระกูลหลัวก็จะเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว

อย่างไรก็ตาม จ้าวอู่ก็รู้ดีกว่าสำหรับตระกูลหลัว หลัวฉางเฟิงที่เป็นบรรพบุรุษเพียงคนเดียวสำคัญเพียงใด

มันจึงสมเหตุสมผลที่เมื่อเขาออกไป จะต้องได้รับการปกป้องจากผู้คุ้มกันจำนวนมาก

ส่วนสิ่งที่บุตรชายของเขา จ้าวเฉียนอ้างว่าเห็นด้วยตาตัวเองนั้น จ้าวอู่ไม่ค่อยเชื่อมากนัก

ข่าวนี้คงมาจากคนรับใช้ของตระกูลจ้าว ที่เขามอบหมายให้คอยสอดส่องเมืองศิลาคราม

เพียงแต่ข่าวนี้ถูกบุตรชายของเขาดักฟังกลางทาง และรีบนำมาแจ้งให้เขาฟังก่อน

“หากเจ้าได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองจริงๆ”

“เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเจ้าแก่นั่นดูเป็นยังไง เขาดูเหมือนใกล้ตายแล้วหรือยัง?”

“นี่ เอ่อ…” เมื่อจ้าวเฉียนได้ยินคำถามของพ่อ เขาก็รู้สึกสับสนขึ้นมา

คนรับใช้ของตระกูลจ้าวได้แจ้งให้เขาทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เขาจึงรู้ถึงรายละเอียดบางอย่าง

แต่สำหรับคำถามเกี่ยวกับร่างกาย และสภาพร่างกายของหลัวฉางเฟิงนั้น

นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่มีข้อมูลใดๆ เลย เขาไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว

“เรื่องนี้เจ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรอกใช่มั้ย?”

ในห้องนั้น จ้าวอู่ซึ่งนั่งอยู่ที่นั่งหลักก็สังเกตเห็นว่าบุตรชายของตนมีอาการสั่นคลอนเล็กน้อย และสายตาของอีกฝ่ายก็มองกลับไปยังคนรับใช้ของตระกูลจ้าวที่อยู่ด้านหลัง

เมื่อเห็นแบบนั้น จ้าวอู่ก็เข้าใจทุกอย่าง

“เจ้าลองเล่ามาให้ข้าฟังสิว่าเจ้าแก่จากตระกูลหลัวนั่นดูเป็นยังไง เขาดูเหมือนตรงไหนที่แปลกไปจากเดิมมั้ย?”

จ้าวอู่ละสายตาจากบุตรชายของตน และมองไปที่คนรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังจ้าวเฉียนแทน

จบบทที่ ตอนที่ 7 แสงสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว