- หน้าแรก
- สู่วิถีไร้เทียมทานด้วยระบบเพิ่มค่าสถานะ
- ตอนที่ 4 ยกระดับการบ่มเพาะ ฟื้นฟูความแข็งแกร่ง
ตอนที่ 4 ยกระดับการบ่มเพาะ ฟื้นฟูความแข็งแกร่ง
ตอนที่ 4 ยกระดับการบ่มเพาะ ฟื้นฟูความแข็งแกร่ง
ตอนที่ 4 ยกระดับการบ่มเพาะ ฟื้นฟูความแข็งแกร่ง
“ภายในครึ่งเดือน?”
“เหล่าหวัง เจ้าแน่ใจเกี่ยวกับกรอบเวลานี้หรือไม่?”
ในที่นั่งหลัก เมื่อจ้าวอู่ได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นจริงจัง และเคร่งขรึม
เรื่องนี้เกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
เขาต้องทำให้มันชัดเจนมากที่สุด
ไม่งั้น… เรื่องเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของตระกูลจ้าวได้
“ท่านกล้าสงสัยความสามารถทางการแพทย์ของอาจารย์ของข้าได้อย่างไร?”
หลังจากมีการซักถามคำตัดสินของหวังคุน
ก่อนที่ตัวเขาเองจะได้ทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ศิษย์ของเขาที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เอ่ยปากพูดออกมาก่อน
“เงียบปากซะ!”
ปากของหวังคุนยกขึ้นเล็กน้อย ดูมีความพอใจขณะมองไปที่ศิษย์ของตนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
จากนั้น เขาจึงแสร้งทำเป็นโกรธ ทำเป็นเขินอายเล็กน้อย และดุด่าศิษย์ที่อยู่ข้างหลังเสียงดังว่า “เจ้าตาบอดเหรอ คิดว่าเราอยู่ที่ไหนกัน และไม่รู้หรือยังไงว่าข้ากำลังคุยกับใครอยู่”
“เงียบซะ ที่แห่งนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากพูด”
หลังจากที่ดุด่าศิษย์ของตนแล้ว ใบหน้าของหวังคุนก็แสดงร่องรอยขอโทษ ในขณะที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับจ้าวอู่ ผู้นำตระกูลจ้าวที่นั่งอยู่บนที่นั่งหลักตรงหน้าเขา
“ผู้นำตระกูลจ้าว ศิษย์ของข้าไม่มียังอ่อนต่อโลกจึงพลั้งปากพูดโดยไม่ยั้งคิด”
“ข้าขอโทษด้วยจริงๆ…”
“ไม่เป็นไรนะ เหล่าหวัง เจ้าไม่ต้องคิดมากไป” จ้าวอู่กัดฟันแน่น ระงับความโกรธในใจ
“ข้ายังยืนยันคำเดิม ครึ่งเดือนก็คือครึ่งเดือน”
“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้อาวุโสของตระกูลจ้าว หวังคุนก้มหัวเล็กน้อยพร้อมกับพูดอย่างใจเย็นด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้แล้ว…”
บนที่นั่งหลัก จ้าวอู่ก็โบกมือด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
…
ดังนั้นภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน
หวังคุน และศิษย์ของตนจึงเดินออกจากห้องไปอย่างช้าๆ ซึ่งบรรยากาศรอบๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
“ท่านผู้นำตระกูล ทำไมท่านถึงปล่อยให้หวังคุนผู้เย่อหยิ่งคนนั้นไป…”
ในห้องโถง ท่ามกลางผู้อาวุโสของตระกูลจ้าว ผู้อาวุโสวัยกลางคนคนหนึ่งไม่สามารถสะกดอารมณ์ของตนไว้ได้ ยืนขึ้นแล้วพูดออกมา
“ช่างเถอะ!” จ้าวอู่ส่ายหัวเล็กน้อย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “สัปดาห์ก่อน หวังคุนผ่านการทดสอบเข้าร่วมนิกายหมื่นโอสถ และกลายเป็นหนึ่งในศิษย์ของนิกายนั้นแล้ว”
“ยิ่งกว่านั้น เขายังเชี่ยวชาญในการกลั่นโอสถหลอมกายาอีกด้วย”
“ตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลจ้าวของเรากับเขาถือว่าดี จึงถือว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน”
“พวกตระกูลเรามอบอาหาร ที่พัก และสมุนไพรล้ำค่ามากมายให้กับเขา”
“เขาก็จะมอบโอสถหลอมกายาให้เราเป็นการตอบแทน”
“ดังนั้น ตราบใดที่เขาไม่ขัดขวางการพัฒนา และการเติบโตของตระกูลจ้าวของเรา สำหรับเรื่องอื่นๆ นั้น…”
“ปล่อยมันไป เราจะมองข้ามเท่าที่จะทำได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวอู่ ผู้อาวุโสของตระกูลจ้าวทุกคนก็ก้มหัวลงอย่างไม่เต็มใจนัก
ห้องโถงจึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
นิกายหมื่นโอสถนั้นยิ่งใหญ่มากจริงๆ
ต่อให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตงหวง หรือกระทั่งทั่วทั้งทวีปซวนหยวน
นิกายหมื่นโอสถก็ยังได้รับการเคารพนับถืออย่างสูง ไม่ต้องพูดถึงแคว้นต้าเฟิงที่ครอบครองอาณาเขตเล็กนิดเดียว
ดังนั้นแม้ว่า หวังคุนจะเพิ่งผ่านการทดสอบของนิกายหมื่นโอสถ และเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาศิษย์สายนอกที่มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
แต่เขาไม่ใช่คนที่ตระกูลจ้าวในตอนนี้สามารถยั่วยุโดยไม่ตั้งใจได้
…
เมื่อเวลาผ่านไป
ในไม่ช้า เช้าวันใหม่ก็มาถึงอย่างเงียบสงบ
เมืองศิลาคราม ณ ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
หลัวฉางเฟิง เป็นบรรพบุรุษเพียงคนเดียวของตระกูล
ขณะนี้เขากำลังใช้เวลาอยู่ในลานบ้านของตัวเองอย่างเงียบๆ ร่างกายของเขาอ่อนแรงเล็กน้อยขณะเอนกายลงบนเก้าอี้ไทชิโบราณที่อยู่มานานไม่รู้กี่ปีแล้ว
ดวงตาอันขุ่นมัวของเขาพยายามจะลืมขึ้น
ขณะที่หน้าต่างระบบกึ่งโปร่งใสส่องสว่าง และลอยอยู่กลางอากาศ
[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง ]
[ อายุขัย : 9 วัน ]
[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นต้น ]
[ ค่าปราณโลหิต : 1350 ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 135 ) ]
[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ความเข้าใจ 30% ) ]
เมื่อเขาจ้องมองนิ้วทองที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว
ดวงตาของหลัวฉางเฟิงที่ก่อนหน้านี้มัวหมองดูสว่างสดใสขึ้นทันตา
“ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว และปราณโลหิตที่ข้าใช้ไปก็ฟื้นฟูกลับมาแล้ว”
“ถ้าเป็นแบบนี้หมายความว่าปราณโลหิตสามารถฟื้นฟูได้ประมาณ 30 แต้มหรือมากกว่านั้นในหนึ่งวัน?”
เมื่อคิดเช่นนี้ หลัวฉางเฟิงดูเหมือนจะตระหนักถึงบางอย่าง และส่ายหัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ไม่ การคำนวณแบบนั้นดูไม่ค่อยแม่นยำเท่าไร
เวลาที่เขาใช้ปราณโลหิตเพื่อเพิ่มอายุขัยเมื่อวานนี้เป็นช่วงเวลาหลังเที่ยงวัน
และตอนนี้ก็เป็นเพียงเช้าของวันที่สองเท่านั้น
แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังไม่สว่าง ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นอย่างเต็มที่
นั่นหมายความว่า…
ใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งวัน ในการฟื้นฟูปราณโลหิตที่เสียไปกลับมาจนเต็ม
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ข้าก็จะสามารถมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มระดับการบ่มเพาะของตัวเองก่อนได้”
“การอยู่ในร่างของชายชราที่พลังชีวิตเหือดแห้งจนแทบสิ้นลมหายใจนั้นช่างยากลำบากจริงๆ”
ขณะที่หลัวฉางเฟิงคิด เขาก็อดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นอยู่ในใจ
[ หากโฮสต์ต้องยกระดับการบ่มเพาะ 1 ขั้น จะต้องจ่ายปราณโลหิต 100 แต้ม เลือกที่จะดำเนินการต่อหรือไม่ ]
ขณะที่หลัวฉางเฟิงตัดสินใจได้ เขาก็ยื่นมือขวาอันแห้งเหี่ยวของตนออกไป รายละเอียดยังคงเหมือนเดิม
เป็นหน้าต่างระบบที่เด้งขึ้นมาเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
ในที่สุด มันก็ปรากฏต่อหน้าต่อตาเขาอีกครั้งในวันนี้
“ใช่”
หลัวฉางเฟิงยื่นมือขวาออกไป และแตะปุ่ม ‘ใช่’ ด้วยความหนักแน่น
[ ตรวจพบทางเลือกของโฮสต์ หักค่าปราณโลหิต 100 แต้ม… ]
[ ระดับการบ่มเพาะของโฮสต์กำลังรุดหน้า… ]
เสียงอันเย็นชาดังก้อง และสะท้อนอยู่ในจิตใจของหลัวฉางเฟิง
ทันใดนั้น ก็เหมือนมีเลือดที่ร้อนผ่าวปะทุขึ้นมา และเริ่มไหลเวียนผ่านร่างกายของเขา
ขณะที่เลือดไหลเวียนจนผ่านเส้นเลือดทุกเส้นในร่างกายของเขา
พลังชีวิตของเขาก็เริ่มฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง รวมถึงพลังปราณด้วย
ร่างกายของเขาที่อ่อนแอก็ค่อยๆ กลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง
ร่างกายของเขาซึ่งเดิมทีส่งกลิ่นอายเน่าเปื่อยเบาบางลงเล็กน้อย
ขณะนี้ก็ค่อย ๆ ออร่าแห่งชีวิตค่อยๆ เผยออกมา
กระบวนการกินเวลาประมาณ 3 นาที
จากนั้นสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นก็ค่อยๆ หายไป
“นี่คือพลังของระดับกลั่นกระดูกขั้นกลางงั้นเหรอ?” หลัวฉางเฟิงยืนขึ้นด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นเขาก็บีบมือตัวเองที่ยังซูบผอม และหยาบกร้านเหมือนเปลือกไม้
แม้ว่าความแข็งแกร่งในตอนนี้จะยังไม่กลับสู่จุดสูงสุดเดิม
หลัวฉางเฟิงก็ได้พบบางสิ่งที่สามารถปลอบใจตัวเองได้แล้ว
ความเหนื่อยล้า ความอ่อนแอ และความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่คอยรบกวนเขาอยู่เสมอได้หายไปอย่างเห็นได้ชัดเจนในขณะนี้
แม้ว่าบางครั้ง เขาจะยังคงรู้สึกเหนื่อยล้า และอ่อนแรงอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่อย่างน้อย…
เขาสามารถเดินไปมา และทำสิ่งต่างๆ ด้วยกำลังของตัวเองได้แล้ว
รวมถึงการต่อสู้กับใครสักคนในเวลาสั้นๆ ก็ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่อีกต่อไป