เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว

ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว

ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว


ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว

“ท่านพ่อ วันนี้บรรพบุรุษของเราดูเป็นอย่างไรบ้าง?”

หลัวซวนถามหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง

“บรรพบุรุษฉางเฟิงน่ะเหรอ?” หลัวผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบด้วยเสียงต่ำ “ผิวพรรณของท่านดูแย่ลงกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่น้อย”

“เมื่ออยู่ข้างๆ ท่าน พ่อยังได้กลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อย และความตายจางๆ ลอยออกมา”

“บางทีไม่เกินหนึ่งเดือนข้างหน้า ท่านอาจจะ…”

“ท่อนพ่อ เป็นเช่นนั้นจริงเหรอ ท่านแน่ใจใช่มั้ย” คิ้วของหลัวซวนขมวดแน่น สีหน้าของเขาดูไม่ดีเลยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

ใบหน้าของเขายังดูเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปท่ามกลางความเงียบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของตระกูลหลัวจะเลวร้ายกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มาก!”

“แม้ว่าคนนอกจะเรียกเราว่าเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองศิลาคราม”

“ทรงอำนาจ มีทรัพย์สมบัติมากมายนับไม่ถ้วนก็ตาม”

“แต่คนในตระกูลมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการพัฒนาในอนาคตของตระกูลหลัว”

“ในฐานะผู้นำตระกูล ท่านพ่อ ท่านต้องคำนึงถึงภาพรวม”

“ลุงสอง หลังจากที่ทุ่มเทศึกษาหาความรู้เป็นเวลาหลายสิบปีก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หันเหจากแวดวงวรรณกรรมมาสู่การพาณิชย์ และเขาควบคุมทรัพย์สมบัติของตระกูลมากถึงเจ็ดในสิบ หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ”

“ลุงสามแข็งแกร่ง และทรงพลัง เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลเรา”

“นอกจากนี้ เขายังควบคุมดูแลเหล่าข้ารับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุด และมีอภิสิทธิ์ที่สุดในตระกูลอีกด้วย”

“แต่แม้เขาจะแข็งแกร่ง แต่จิตใจนั้นเรียบง่ายเกินไป”

“หากไม่ระวัง เขาอาจถูกคนนอกหลอกลวงได้ ต่อให้ถูกขายก็ยังช่วยอีกฝ่ายนับเงิน”

“เหตุผลที่ตระกูลหลัวของเรายิ่งใหญ่ และสามารถครอบงำได้ถึงตอนนี้ได้”

“ก็เพราะอาศัยความน่าเกรงขามของบรรพบุรุษฉางเฟิงที่ได้ทำไว้ในอดีต”

“หากในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับบรรพบุรุษฉางเฟิงล่ะก็…”

“ตระกูลหลัวของเราก็จะพังทลายลงทีละน้อย โดยถูกสามตระกูลใหญ่ที่เหลือของเมืองศิลาครามกลืนกิน และยังมีขุนนางเหล่านั้นที่โลภมากคอยจับจ้องอยู่อีกด้วย”

ขณะที่หลัวซวนพูด

บรรยากาศในห้องจู่ๆ ก็เต็มไปด้วยแรงกดดัน และกังวลใจ

“ลูกพ่อ ไม่มีทางอื่นที่จะรักษาตระกูลของเราไว้ได้จริงๆ หรือ?”

“มีหลายวิธี เพียงแต่…”

“อะไรนะ พูดมาเลย พ่อรับได้!” หลัวผิงมองดูหลัวซวน บุตรชายของเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย

ในขณะเดียวกัน หลัวซวนที่อยู่ในห้องก็หยิบถ้วยชาที่อยู่ข้างๆ ตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ

เขาดื่มชาในถ้วยหมดในอึกเดียว

เขาเหลือบมองพ่อของตนที่กำลังกังวลใจ จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “แคว้นต้าเฟิงได้ประสบกับภัยแล้งมานานหลายปี มีประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนหันไปร่วมกลุ่มกบฏ”

“แม้ว่ารากฐานของแคว้นต้าเฟิงยังคงอยู่ แต่ความโกลาหลวุ่นวายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

“ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี้ หากตระกูลหลัวของเรายังไม่สามัคคีกัน”

“ข้าคิดว่าบางทีมันอาจจะดีกว่าที่จะแยกตัวออกไป ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาหรือป่ารกร้างสักแห่ง นี่อาจเป็นหนทางหนึ่งในรักษาสายเลือดส่วนหนึ่งของตระกูลเราเอาไว้”

“แต่ถ้าตระกูลหลัวของเราทำเช่นนั้น เกรงว่าเราคงจะต้องยอมสละกิจการทั้งหมดในเมืองศิลาคราม ซึ่งเราฟูมฟักมาด้วยความลำบากยากเข็ญมาเป็นเวลาสองถึงสามร้อยปี”

“เมื่อทุกอย่างสงบลง ไม่ว่าแคว้นต้าเฟิงจะปราบปรามกลุ่มกบฏได้สำเร็จหรือมีจักรพรรดิองค์ใหม่”

“ก็ยังเป็นเรื่องยากที่ตระกูลหลัวของจะหวนกลับมายังเมืองศิลาครามอีกครั้ง”

แม้ว่าคำพูดของหลัวซวนจะดูสงบ

ความสงบนี้ทำให้ความรู้สึกในใจของหลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวหนักอึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ

“รักษาสายเลือดส่วนหนึ่งของตระกูล?”

“ซวนเอ๋อร์ เจ้าหมายถึงอะไร”

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลัวผิงก็เข้าใจถึงประเด็นสำคัญ และรีบถามหลัวซวน บุตรชายของเขาที่อยู่ข้างๆ

“ใช่แล้ว ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อรักษาสายเลือดส่วนหนึ่งของตระกูลหลัวไว้เท่านั้น”

หลัวซวนรินชาใส่ถ้วยอีกใบแล้วดื่มจนหมดในอึกเดียว

เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาดูไร้เรี่ยวแรงขณะมองไปที่พ่อของตน ซึ่งเป็นผู้นำตระกูล และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านพ่อ ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเมื่อท่านตัดสินใจออกจากเมืองศิลาคราม และซ่อนตัวในภูเขาหรือป่าลึก คนของลุกสองและสามจะเชื่อฟังท่านแล้วยอมติดตามไปด้วย”

“ลุงสองเป็นคนอนุรักษ์นิยม”

“การขอให้เขาละทิ้งทรัพย์สินของตระกูล และออกจากเมืองศิลาครามเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”

“ลุงสามเป็นคนที่มีบุคลิกแข็งกร้าว เขามักจะคิดอยู่เสมอว่าต้องให้ยากลำบากเพียงใดก็ย่อมีทางออกอยู่เสมอ เขาไม่มีทางยอมถอยอย่างแน่นอน”

“ต่อให้บรรพบุรุษฉางเฟิงล้มลง ลุงสามก็คงไม่คิดจะทิ้งเมืองแห่งนี้ และหลบหนีออกไปอย่างแน่นอน”

“ดังนั้น แม้ว่าท่านจะฟังคำแนะนำของข้า และคิดจะอยู่ห่างจากความวุ่นวาย แต่อย่างมากก็ทำได้แค่รักษาสายเลือดส่วนหนึ่งตระกูลหลัวเอาไว้เท่านั้น”

“ไม่มีทางที่ตระกูลจะยืนหยัดอยู่ที่นี่ต่อได้จริงหรือ?” ความรู้สึกของหลัวผิงสั่นคลอนด้วยความลังเล

ถ้าเป็นไปได้ เขาคงไม่อยากออกจากสถานที่แห่งนี้ ซึ่งตระกูลหลัวได้ดำรงอยู่ และเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลาสองถึงสามร้อยปี

“ท่านพ่อ เราจะโลภเกินไปไม่ได้ หากเลือกได้ข้าก็ไม่อยากให้ตระกูลเราสละสิ่งใดเช่นกัน…”

“แต่ในฐานะผู้นำตระกูลหลัว ท่านต้องตัดสินใจเมื่อถึงเวลาที่สำคัญที่สุด!”

เมื่อหลัวซวนพูดจบ เขาก็ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วเดินออกจากห้องไปเพียงลำพัง

ขณะที่หลัวซวนเดินออกไป และร่างของเขาก็ค่อยๆ หายไปจากสายตาของหลัวผิง

หลัวผิงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้ เอนกายอย่างอ่อนแรง

ดวงตาของเขาดูพร่ามัวเล็กน้อย ขณะจ้องมองไปในระยะไกล

“จะอยู่อย่างหลบซ่อนตัวหรือจะกัดฟันแล้วอยู่ที่นี่ต่อไป”

“ระหว่างสองทางเลือกนี้ ข้าควรเลือกทางไหนดี?”

ขณะที่ผู้ตระกูลหลัว หลัวผิงยังคงลังเล และไม่อาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

ภายในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลจ้าว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม

จ้าวอู่ ผู้นำตระกูลจ้าวคนปัจจุบัน พร้อมด้วยผู้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวกันอยู่ในห้องโถงใหญ่

“เหล่าหวัง เจ้าคิดว่าเจ้าแก่นั่นในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?”

ห้องโถงนั้นเงียบสงบ แต่สว่างไสวด้วยเปลวเทียน

จ้าวอู่ที่นั่งอยู่ในบนที่นั่งหลักเอ่ยถามชายชราที่สวมชุดคลุมม่วง ใบหน้าของชายคนนี้เต็มไปด้วยริ้วรอย และไว้เครายาว

แม้ว่าชายชราผู้นี้จะดูมีอายุมากแล้ว แต่ดูน้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและพลังอันเหนือล้น

“จากที่ข้าเห็น อย่างมากภายในครึ่งเดือน หลัวฉางเฟิงจะต้องตายอย่างแน่นอนเนื่องจากหมดอายุขัย”

เหล่าหวังยิ้มเล็กน้อย ขณะลูบเคราสีขาวเรียบลื่นของเขาด้วยความมั่นใจ ขณะพูดเบาๆ

ชายชราที่รู้จักกันในชื่อเหล่าหวังมีชื่อจริงว่า หวังคุน

เขาเป็นหมอที่มีทักษะฝีมือสูง และมีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองศิลาคราม

เนื่องจากเขาไม่ได้ผูกมัดตัวเองเข้ากับกองกำลังใดๆ ในเมือง

ผู้คนจากกองกำลังต่างๆ จึงชอบมาขอรับการรักษาของเขา

บรรพบุรุษตระกูลหลัว หลัวฉางเฟิงก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเผชิญกับความเหนื่อยล้าของชีวิตกับอายุขัยที่ใกล้หมดลง

ด้วยความทุกข์ใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยได้เชิญหวังคุนไปสอบถามว่าหนทางใดที่จะยืดอายุขัยได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ก็ชัดเจนอย่างที่เห็น

ไม่ต้องพูดถึงว่ามีวิธีการดังกล่าวอยู่จริงหรือเปล่า แม้ว่าจะมีก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลหลัวจะแบกรับไหว

จบบทที่ ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว

คัดลอกลิงก์แล้ว