- หน้าแรก
- สู่วิถีไร้เทียมทานด้วยระบบเพิ่มค่าสถานะ
- ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว
ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว
ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว
ตอนที่ 3 อนาคตของตระกูลหลัว
“ท่านพ่อ วันนี้บรรพบุรุษของเราดูเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลัวซวนถามหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
“บรรพบุรุษฉางเฟิงน่ะเหรอ?” หลัวผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบด้วยเสียงต่ำ “ผิวพรรณของท่านดูแย่ลงกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่น้อย”
“เมื่ออยู่ข้างๆ ท่าน พ่อยังได้กลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อย และความตายจางๆ ลอยออกมา”
“บางทีไม่เกินหนึ่งเดือนข้างหน้า ท่านอาจจะ…”
“ท่อนพ่อ เป็นเช่นนั้นจริงเหรอ ท่านแน่ใจใช่มั้ย” คิ้วของหลัวซวนขมวดแน่น สีหน้าของเขาดูไม่ดีเลยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ใบหน้าของเขายังดูเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปท่ามกลางความเงียบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
“ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของตระกูลหลัวจะเลวร้ายกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มาก!”
“แม้ว่าคนนอกจะเรียกเราว่าเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองศิลาคราม”
“ทรงอำนาจ มีทรัพย์สมบัติมากมายนับไม่ถ้วนก็ตาม”
“แต่คนในตระกูลมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการพัฒนาในอนาคตของตระกูลหลัว”
“ในฐานะผู้นำตระกูล ท่านพ่อ ท่านต้องคำนึงถึงภาพรวม”
“ลุงสอง หลังจากที่ทุ่มเทศึกษาหาความรู้เป็นเวลาหลายสิบปีก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หันเหจากแวดวงวรรณกรรมมาสู่การพาณิชย์ และเขาควบคุมทรัพย์สมบัติของตระกูลมากถึงเจ็ดในสิบ หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ”
“ลุงสามแข็งแกร่ง และทรงพลัง เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลเรา”
“นอกจากนี้ เขายังควบคุมดูแลเหล่าข้ารับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุด และมีอภิสิทธิ์ที่สุดในตระกูลอีกด้วย”
“แต่แม้เขาจะแข็งแกร่ง แต่จิตใจนั้นเรียบง่ายเกินไป”
“หากไม่ระวัง เขาอาจถูกคนนอกหลอกลวงได้ ต่อให้ถูกขายก็ยังช่วยอีกฝ่ายนับเงิน”
“เหตุผลที่ตระกูลหลัวของเรายิ่งใหญ่ และสามารถครอบงำได้ถึงตอนนี้ได้”
“ก็เพราะอาศัยความน่าเกรงขามของบรรพบุรุษฉางเฟิงที่ได้ทำไว้ในอดีต”
“หากในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับบรรพบุรุษฉางเฟิงล่ะก็…”
“ตระกูลหลัวของเราก็จะพังทลายลงทีละน้อย โดยถูกสามตระกูลใหญ่ที่เหลือของเมืองศิลาครามกลืนกิน และยังมีขุนนางเหล่านั้นที่โลภมากคอยจับจ้องอยู่อีกด้วย”
ขณะที่หลัวซวนพูด
บรรยากาศในห้องจู่ๆ ก็เต็มไปด้วยแรงกดดัน และกังวลใจ
“ลูกพ่อ ไม่มีทางอื่นที่จะรักษาตระกูลของเราไว้ได้จริงๆ หรือ?”
“มีหลายวิธี เพียงแต่…”
“อะไรนะ พูดมาเลย พ่อรับได้!” หลัวผิงมองดูหลัวซวน บุตรชายของเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย
ในขณะเดียวกัน หลัวซวนที่อยู่ในห้องก็หยิบถ้วยชาที่อยู่ข้างๆ ตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ
เขาดื่มชาในถ้วยหมดในอึกเดียว
เขาเหลือบมองพ่อของตนที่กำลังกังวลใจ จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “แคว้นต้าเฟิงได้ประสบกับภัยแล้งมานานหลายปี มีประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนหันไปร่วมกลุ่มกบฏ”
“แม้ว่ารากฐานของแคว้นต้าเฟิงยังคงอยู่ แต่ความโกลาหลวุ่นวายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี้ หากตระกูลหลัวของเรายังไม่สามัคคีกัน”
“ข้าคิดว่าบางทีมันอาจจะดีกว่าที่จะแยกตัวออกไป ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาหรือป่ารกร้างสักแห่ง นี่อาจเป็นหนทางหนึ่งในรักษาสายเลือดส่วนหนึ่งของตระกูลเราเอาไว้”
“แต่ถ้าตระกูลหลัวของเราทำเช่นนั้น เกรงว่าเราคงจะต้องยอมสละกิจการทั้งหมดในเมืองศิลาคราม ซึ่งเราฟูมฟักมาด้วยความลำบากยากเข็ญมาเป็นเวลาสองถึงสามร้อยปี”
“เมื่อทุกอย่างสงบลง ไม่ว่าแคว้นต้าเฟิงจะปราบปรามกลุ่มกบฏได้สำเร็จหรือมีจักรพรรดิองค์ใหม่”
“ก็ยังเป็นเรื่องยากที่ตระกูลหลัวของจะหวนกลับมายังเมืองศิลาครามอีกครั้ง”
แม้ว่าคำพูดของหลัวซวนจะดูสงบ
ความสงบนี้ทำให้ความรู้สึกในใจของหลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวหนักอึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ
“รักษาสายเลือดส่วนหนึ่งของตระกูล?”
“ซวนเอ๋อร์ เจ้าหมายถึงอะไร”
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลัวผิงก็เข้าใจถึงประเด็นสำคัญ และรีบถามหลัวซวน บุตรชายของเขาที่อยู่ข้างๆ
“ใช่แล้ว ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อรักษาสายเลือดส่วนหนึ่งของตระกูลหลัวไว้เท่านั้น”
หลัวซวนรินชาใส่ถ้วยอีกใบแล้วดื่มจนหมดในอึกเดียว
เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาดูไร้เรี่ยวแรงขณะมองไปที่พ่อของตน ซึ่งเป็นผู้นำตระกูล และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านพ่อ ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเมื่อท่านตัดสินใจออกจากเมืองศิลาคราม และซ่อนตัวในภูเขาหรือป่าลึก คนของลุกสองและสามจะเชื่อฟังท่านแล้วยอมติดตามไปด้วย”
“ลุงสองเป็นคนอนุรักษ์นิยม”
“การขอให้เขาละทิ้งทรัพย์สินของตระกูล และออกจากเมืองศิลาครามเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
“ลุงสามเป็นคนที่มีบุคลิกแข็งกร้าว เขามักจะคิดอยู่เสมอว่าต้องให้ยากลำบากเพียงใดก็ย่อมีทางออกอยู่เสมอ เขาไม่มีทางยอมถอยอย่างแน่นอน”
“ต่อให้บรรพบุรุษฉางเฟิงล้มลง ลุงสามก็คงไม่คิดจะทิ้งเมืองแห่งนี้ และหลบหนีออกไปอย่างแน่นอน”
“ดังนั้น แม้ว่าท่านจะฟังคำแนะนำของข้า และคิดจะอยู่ห่างจากความวุ่นวาย แต่อย่างมากก็ทำได้แค่รักษาสายเลือดส่วนหนึ่งตระกูลหลัวเอาไว้เท่านั้น”
“ไม่มีทางที่ตระกูลจะยืนหยัดอยู่ที่นี่ต่อได้จริงหรือ?” ความรู้สึกของหลัวผิงสั่นคลอนด้วยความลังเล
ถ้าเป็นไปได้ เขาคงไม่อยากออกจากสถานที่แห่งนี้ ซึ่งตระกูลหลัวได้ดำรงอยู่ และเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลาสองถึงสามร้อยปี
“ท่านพ่อ เราจะโลภเกินไปไม่ได้ หากเลือกได้ข้าก็ไม่อยากให้ตระกูลเราสละสิ่งใดเช่นกัน…”
“แต่ในฐานะผู้นำตระกูลหลัว ท่านต้องตัดสินใจเมื่อถึงเวลาที่สำคัญที่สุด!”
เมื่อหลัวซวนพูดจบ เขาก็ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วเดินออกจากห้องไปเพียงลำพัง
ขณะที่หลัวซวนเดินออกไป และร่างของเขาก็ค่อยๆ หายไปจากสายตาของหลัวผิง
หลัวผิงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้ เอนกายอย่างอ่อนแรง
ดวงตาของเขาดูพร่ามัวเล็กน้อย ขณะจ้องมองไปในระยะไกล
“จะอยู่อย่างหลบซ่อนตัวหรือจะกัดฟันแล้วอยู่ที่นี่ต่อไป”
“ระหว่างสองทางเลือกนี้ ข้าควรเลือกทางไหนดี?”
…
ขณะที่ผู้ตระกูลหลัว หลัวผิงยังคงลังเล และไม่อาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
ภายในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลจ้าว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม
จ้าวอู่ ผู้นำตระกูลจ้าวคนปัจจุบัน พร้อมด้วยผู้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวกันอยู่ในห้องโถงใหญ่
“เหล่าหวัง เจ้าคิดว่าเจ้าแก่นั่นในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?”
ห้องโถงนั้นเงียบสงบ แต่สว่างไสวด้วยเปลวเทียน
จ้าวอู่ที่นั่งอยู่ในบนที่นั่งหลักเอ่ยถามชายชราที่สวมชุดคลุมม่วง ใบหน้าของชายคนนี้เต็มไปด้วยริ้วรอย และไว้เครายาว
แม้ว่าชายชราผู้นี้จะดูมีอายุมากแล้ว แต่ดูน้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและพลังอันเหนือล้น
“จากที่ข้าเห็น อย่างมากภายในครึ่งเดือน หลัวฉางเฟิงจะต้องตายอย่างแน่นอนเนื่องจากหมดอายุขัย”
เหล่าหวังยิ้มเล็กน้อย ขณะลูบเคราสีขาวเรียบลื่นของเขาด้วยความมั่นใจ ขณะพูดเบาๆ
ชายชราที่รู้จักกันในชื่อเหล่าหวังมีชื่อจริงว่า หวังคุน
เขาเป็นหมอที่มีทักษะฝีมือสูง และมีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองศิลาคราม
เนื่องจากเขาไม่ได้ผูกมัดตัวเองเข้ากับกองกำลังใดๆ ในเมือง
ผู้คนจากกองกำลังต่างๆ จึงชอบมาขอรับการรักษาของเขา
บรรพบุรุษตระกูลหลัว หลัวฉางเฟิงก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเผชิญกับความเหนื่อยล้าของชีวิตกับอายุขัยที่ใกล้หมดลง
ด้วยความทุกข์ใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยได้เชิญหวังคุนไปสอบถามว่าหนทางใดที่จะยืดอายุขัยได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ก็ชัดเจนอย่างที่เห็น
ไม่ต้องพูดถึงว่ามีวิธีการดังกล่าวอยู่จริงหรือเปล่า แม้ว่าจะมีก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลหลัวจะแบกรับไหว