- หน้าแรก
- ยอดนักดาบไร้เทียมทาน แอบลงชื่อครบสามพันปี
- บทที่ 36 ทะเลหมอก กะโหลก!
บทที่ 36 ทะเลหมอก กะโหลก!
บทที่ 36 ทะเลหมอก กะโหลก!
บทที่ 36 ทะเลหมอก กะโหลก!
เป็นไปได้อย่างไร!
ภาพตรงหน้านี้ช่างสะเทือนใจม่อชิงเฉินอย่างหาที่เปรียบมิได้!
ตั้งแต่เล็ก เขาใฝ่ฝันอยากเป็นเซียนกระบี่ผู้มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง ล่องลอยประดุจหมอกควัน ดำรงตนเหนือฟ้าพันวา ควบคุมกระบี่ตะลุยเวหา ฝึกกระบวนท่ากระบี่ไว้ในมือ ออกรบด้วยกระบี่สังหาร
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในการเข้านิกายกระบี่ต้าลั่วและฝากตัวเป็นศิษย์ของจางซานเจี้ยน
เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน คือเป้าหมายสูงสุดในใจ คือภาพลักษณ์ที่เขาอยากเป็นให้ได้ที่สุด ทว่าหลังเข้าร่วมนิกายกลับได้พบกับศิษย์พี่ใหญ่เสิ่นชางเกอ ม่อชิงเฉินสาบานว่าจะไม่มีวันเป็นเหมือนเขา ขี้เกียจ ไม่เอาไหน เจ้าเล่ห์เพทุบาย ที่สำคัญคือคอยกลั่นแกล้งเขาอยู่ตลอด!
ทว่าในยามนี้
ภาพลักษณ์ที่เขาเคยใฝ่ฝันอยากเป็นและภาพลักษณ์ที่เขาเคยไม่อยากเป็นที่สุด กลับเริ่มค่อย ๆ ทับซ้อนกันอย่างน่าประหลาด!
ศิษย์พี่ใหญ่คนนั้น!
ชุดขาว กระบี่ในมือ ยืนหันหลังบนเขาศักดิ์สิทธิ์ต้าลั่ว แววตาคู่นั้นเย็นเยียบประดุจสระน้ำแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเป็นอัญมณีเลอค่าที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้น เสื้อคลุมสีขาวพลิ้วสะบัด พลังกระบี่โหมกระหน่ำ เสมือนเซียนกระบี่ผู้เปิดประตูฟ้า!
“เป็นไปไม่ได้!”
นั่นคือวิชาควบคุมกระบี่แห่งนิกายกระบี่ต้าลั่วภาคควบคุมกระบี่ระดับธาตุห้าหยิน!
ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่ทั้งสามเล่มที่อยู่เบื้องหลังเสิ่นชางเกอ เป็นรูปแบบของนิกายกระบี่ต้ารื่อ เขานึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ใต้ร่มไม้ภูต เขาเห็นกระบวนท่าต้ารื่อล่มสลายฟาดฟันมารมายาทะลุแหลกในพริบตา!
คนผู้นั้นคือศิษย์พี่ใหญ่จริง ๆ หรือ?
“ข้าเข้าใจศิษย์พี่ใหญ่ผิดไป…” ม่อชิงเฉินพึมพำเบา ๆ เหมือนถูกโฉมหน้างามหล่อของเสิ่นชางเกอกระแทกจนโลกทัศน์แตกกระจาย
แท้จริงแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่เป็นถึงคนที่พรสวรรค์น่ากลัวที่สุดในนิกายกระบี่ต้าลั่ว เขาเฝ้าฝึกฝนอย่างเงียบงัน อดทนต่อความยากลำบาก ไม่แสวงหาลาภยศทางโลก ยอมทนต่อคำครหาของผู้คน
เขานึกถึงคำที่อาจารย์จางซานเจี้ยนเคยกล่าวไว้ขณะสั่งสอน ฝึกกระบี่ต้องฝึกใจ ใจแน่วแน่เพียงใดกระบี่ในมือก็ย่อมแข็งแกร่งเพียงนั้น เพราะกระบี่นั้นขับเคลื่อนด้วยใจ
ศิษย์พี่ใหญ่สามารถยอมให้ผู้คนประณามว่าเป็นตัวไร้ค่า ทั้งที่แท้จริงแล้วเขามีพลังเทียมสวรรค์ได้ นี่ต้องใช้จิตใจที่เข้มแข็งเพียงใด? เมินเฉยต่อชื่อเสียง คอยปกป้องพวกเขาในเงามืด ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ปีศาจบุกนิกายในช่วงที่ผ่านมา แต่ละเหตุการณ์ล้วนไม่อาจรอดพ้นหากใช้กำลังหลักที่หลงเหลืออยู่ แต่สุดท้ายกลับผ่านพ้นมาได้ทุกครา
จะมีความสงบร่มเย็นได้อย่างไรก็เพราะศิษย์พี่ใหญ่คอยแบกทุกอย่างไว้อยู่เบื้องหลังต่างหาก!
ใคร ๆ ต่างกล่าวว่าม่อชิงเฉินให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ในนิกาย แต่ตอนนี้เขากลับคิดว่า ศิษย์พี่ใหญ่ต่างหากคือผู้ที่เห็นค่าความสัมพันธ์ในนิกายอย่างแท้จริง
ข้อบกพร่องในอดีตที่เคยเห็น เมื่อความคิดเปลี่ยนกลับกลายเป็นข้อดีมหาศาล!
ศิษย์พี่ใหญ่ไอดอลตลอดกาลของเขา
…
จู่ ๆ ก็มีเสียงเหยียดหยามดังก้องไปทั่วฟ้า
ม่อชิงเฉินขยี้ตาแทบไม่เชื่อสายตา
เสิ่นชางเกอบนเขาศักดิ์สิทธิ์ต้าลั่วหายไปแล้ว?
อะไรนะ?
ช่างเป็นวิชาตัวเบาที่น่าหวาดกลัวเสียจริง!
เพียงพริบตาเดียวดั่งภาพลวงตา บริเวณนั้นคลุมด้วยหมอกดำจาง ๆ ทว่าทันทีที่เขาหายไป หมอกดำก็ระเบิดพลุ่งกระจายราวกับกลุ่มหมอกนับพันหลั่งไหล
อีกด้านหนึ่ง ฤทธิ์ปวดจากบาดแผลทำให้ดวงตาของจีหลิงกลับมาชัดเจนเล็กน้อย
เมื่อครู่ถูกกะโหลกควบคุม
แต่เขาก็สามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกเล็กน้อย ขณะนี้แววตาเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ใครกัน? ต้องรู้ไว้ว่าเขาคือผู้ฝึกตนระดับปลายของขั้นทำลายมายาและเพราะมีกะโหลกเข้าสิงด้วยแล้ว แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงสุดของขั้นเดียวกันยังมิอาจต้านเขาได้!
ทว่ากลับมีคนตัดแขนเขาทิ้งอย่างง่ายดาย!
พลังกระบี่รอบกายเริ่มปั่นป่วนคลุ้งไปด้วยสายฟ้าดำเย็นยะเยือก ชวนให้ขนลุกซู่
“หนี…หนี…หนี…”
ทันใดนั้น กะโหลกในมือเขาก็กระโดดรัว ร่างสั่นระริก คล้ายหวาดกลัวสิ่งใดบางอย่างที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ!
ทันใดนั้น!
ผัวะ!
หมอกดำตรงหน้าสลายออกทันที
ไกลออกไป มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกะทันหัน
เขาย่างเท้าเพียงหนึ่งก้าว ร่างก็แตกออกเป็นเงามากมาย พลิ้วไหวและน่าหลงใหล งดงามวิจิตรเกินบรรยาย ในพริบตาเดียว ร่างนั้นก็ยืนอยู่ตรงหน้าจีหลิง แววตาเย็นเยียบจ้องเขม็ง
“ศิ…ศิ…”
จีหลิงเบิกตากว้าง คอแห้งผาก พูดแทบไม่ออก เหมือนเห็นบางสิ่งที่ยากจะเชื่อ!
เป็นศิษย์พี่ใหญ่!
จะเป็นไปได้อย่างไร!
เขารู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นรดทั้งตัว ทันใดนั้นนึกถึงตอนต้นที่ตนเองคิดจะจับศิษย์พี่ใหญ่ไปสังเวยให้กะโหลก แต่กะโหลกกลับแตก!
ใช่แล้ว เขาเพิ่งนึกออก หากกะโหลกสามารถทำให้เขาก้าวสู่ขั้นปลายของทำลายมายาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ เช่นนั้นกะโหลกเองต้องมีความลี้ลับมากเพียงใด? หากศิษย์พี่ใหญ่ไม่แข็งแกร่งลึกล้ำจริง ไฉนเลยถึงทำให้กะโหลกแตกได้?
แต่ศิษย์พี่ใหญ่…
เขาเผลอนึกถึงภาพของศิษย์พี่ที่ผู้คนเคยดูแคลนว่าเป็นเพียงตัวกินเกลือประจำนิกาย
แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าศิษย์พี่ผู้ก้าวเพียงหนึ่งครั้ง ร่างแตกออกเป็นพันเงา แยกจริงปลอมไม่ออกเช่นนี้คือคนเดียวกัน?
ทันใดนั้น!
หวืด!
พลังกระบี่รอบด้านพลันแน่นขนัด
แม้ไร้กระบี่อยู่รอบกาย แต่กลับประหนึ่งมีกระบี่เทพนับไม่ถ้วนยืนตระหง่านล้อมรอบเขาไว้!
เสิ่นชางเกอ ยืนอยู่เบื้องหน้า
หลินชิงเสวียนอ้าปากค้าง จ้องมองแผ่นหลังเขา เสื้อขาวสะบัดไหว กระบี่สามเล่มด้านหลังไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ออกจากฝัก ล่องลอยกลางอากาศ สภาพโดยรอบราวกับถูกท่วมท้นด้วยท้องทะเล นั่นคือพลังของเสิ่นชางเกอ!
นางเคยเห็นพลังของอาจารย์ตนมาก่อน แต่เทียบกับพลังของเสิ่นชางเกอในยามนี้เทียบกันไม่ได้เลย!
อาจารย์เคยกล่าวไว้ ยิ่งพรสวรรค์สูง ยิ่งเข้าใจคัมภีร์กระบี่ได้ลึกซึ้ง พลังยิ่งแข็งกล้า!
นางเคยวาดฝันถึงภาพเช่นนี้อยู่หลายครั้ง
จอมยุทธ์สุดแกร่ง แบกกระบี่สามเล่มไว้หลัง เดินข้ามหมื่นลี้มายืนขวางหน้านางไว้
ยามนี้เป็นจริงแล้ว!
แม้กระทั่งใบหน้าก็เหมือนในฝันไม่มีผิด!
“ศิษย์พี่ใหญ่…”
จีหลิงตัวสั่น หน้าซีกหนึ่งซีดเผือด
เสิ่นชางเกอหาได้แลเขาแม้แต่น้อย บางทีตั้งแต่แรก ชายผู้นี้ก็ไม่เคยคิดนับเขาไว้ในสายตา
เหนือศีรษะจีหลิง กะโหลกตัวน้อยกระโดดขึ้นมา
“บะ…บังอาจนัก…ข้า…คือ…ราชสำนัก…อันดับหนึ่ง…เจ้าสวะ…เจ้าเศษสวะ…ของทะเลหมอก…”
กะโหลกเปล่งเสียงอย่างติดขัด
ผัวะ!
ลำแสงกระบี่วาววับเส้นหนึ่งพุ่งมาซัดกะโหลกตัวน้อยกระเด็น
“ข้าไม่มีความอดทน รีบพูดให้จบ”
จีหลิง: ???
กะโหลกลอยกลางอากาศ สั่นระริก เหมือนโกรธจัด พูดรัวเป็นชุด
“เจ้า…เจ้ามันเศษสวะ…ขยะไร้ค่า…กล้าทำกับข้าเช่นนี้!”
ดูเหมือนพอโมโหแล้วจะพูดคล่องขึ้น เสิ่นชางเกอก็ฟันอีกกระบี่ กระแทกกะโหลกน้อยลงไปในพื้น
“อวดดีนัก! เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับข้า เจ้าไม่กลัวการตามล่าจากราชสำนักหรือ? เศษสวะ ขยะไร้ค่า…เมื่อทะเลหมอกหดกลับ เจ้าทั้งหมดจะกลายเป็นอาหาร…”
“น่าสนใจแฮะ…หมอกดำในปากเจ้ากลายเป็นทะเลหมอก…หรือแท้จริงทะเลหมอกนี่ถูกสร้างขึ้น?”
“เจ้ามัน…ก็แค่…อา...เจ้าก็แค่…ขยะจากแดนล่างที่โดนทะเลหมอกกลืนกินอย่างไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น! เจ้ายังไม่คู่ควรแม้แต่จะเป็นอาหาร…”
เสิ่นชางเกอเริ่มเข้าใจภาพรวมขึ้นมา
“ราชสำนักคืออะไร?”
“ราชสำนัก…สูงส่งไร้เทียมทาน”
“ข้าถามว่ามันคืออะไร”
“ราชสำนัก…สูงส่งไร้เทียมทาน”
“เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเจ้า”
“เจ้าหาตัวจริงข้าไม่เจอ ฆ่าข้าไม่ได้หรอก”
“คืนสู่ปฐม”
แววตาเสิ่นชางเกอสั่นไหว กระบี่หนึ่งฟาดฟันพร้อมใช้คืนสู่ปฐมเป็นสื่อพลัง กระแทกเข้ากะโหลกโดยตรง ร่างกะโหลกสะท้านสุดขีด หมอกดำระเบิดออกทันที!
หมอกดำรวมตัวกลางอากาศกลายเป็นเงาร่างหนึ่ง น่าเกรงขามสูงส่ง ผอมแห้งประดุจกะโหลก น่าขนลุกเหลือคณา
เงาร่างนั้นมองใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของเสิ่นชางเกอครู่หนึ่ง แล้วเงียบงันจากนั้นสีหน้าก็บิดเบี้ยวจนชวนสะพรึง
“เจ้าหนอนสวะ…เจ้าช่างน่าตายยิ่งกว่าพวกหนอนอื่นเสียอีก!”
(จบตอน)