- หน้าแรก
- ฝึกเซียนเริ่มจากความเป็นอมตะ
- บทที่ 26 คัมภีร์ระเบิดพลัง
บทที่ 26 คัมภีร์ระเบิดพลัง
บทที่ 26 คัมภีร์ระเบิดพลัง
บทที่ 26 คัมภีร์ระเบิดพลัง
“บ้าชะมัด! ฝึกต่อไม่ได้แล้ว ฝึกอีกมีหวังได้ตายกันพอดี!”
ณ เมืองอวิ๋นจง หลินเจียงวางคัมภีร์เจตจำนงจักรพรรดิหวงถูลงแล้วสบถเสียงดัง สามเดือนก่อน เขาได้วิชานี้มาจากผู้ดูแลของตั๋วเป่าเก๋อ ตอนนั้นก็คิดไปเองอย่างไร้เดียงสาว่าเป็นคัมภีร์ที่สร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
ดังนั้นทันทีที่กลับถึงบ้าน หลินเจียงก็เริ่มศึกษาคัมภีร์อย่างไม่รอช้า แล้วลงมือฝึกฝนในทันทีแต่พอผ่านไปได้สามเดือน เขาก็ตัดสินใจเลิกแล้ว
คัมภีร์เจตจำนงจักรพรรดิหวงถูนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นคัมภีร์สั้นอายุ หลินเจียงตอนแรกก็คิดว่าคงแค่สิ้นเปลืองอายุขัย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เขาไม่กลัวเลย ตอนนี้เขาเหลืออายุขัยอยู่กว่าหนึ่งหมื่นปี ยังมีทุนอีกมาก
ทว่าเมื่อลงมือฝึกฝนจริงกลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด คัมภีร์เจตจำนงจักรพรรดิหวงถูนี้ที่จริงแล้วกลับเผาผลาญร่างกายโดยตรง พลังวิญญาณของคัมภีร์นี้รุนแรงถึงขีดสุด แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็คือการบั่นทอนร่างกาย หากฝึกให้ลึกซึ้งลงไป ร่างกายจะถูกขูดรีดจนพังไม่มีชิ้นดี สุดท้ายอาจจะกลายเป็นคนเป็นที่ไร้ชีวิตจิตใจ มีอายุขัยอยู่เต็มเปี่ยมแต่ร่างกายกลับใช้ไม่ได้
ซึ่งนั่นขัดกับเจตนารมณ์ของหลินเจียงโดยสิ้นเชิง เขาฝึกฝนไม่ใช่เพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ แต่เพื่อหาหนทางป้องกันตัว ดังนั้นเขาจึงทำใจตัดใจเลิกฝึกคัมภีร์ระดับเทียนนี้
“แต่ก็ไม่ได้เสียเปล่าซะทีเดียว คัมภีร์เจตจำนงจักรพรรดิหวงถูนี้มีวิชาลับบทหนึ่งที่ช่างเหมาะกับข้าจริงๆ”
หลินเจียงพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง คัมภีร์เจตจำนงจักรพรรดิหวงถูนั้นมีวิชาลับอยู่หลายบท หนึ่งในนั้นคือวิชาระเบิดพลังซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงมาก
วิชาระเบิดพลังนี้ใช้อายุขัยเป็นเชื้อเพลิง สามารถเพิ่มพลังโจมตีของตนได้ในพริบตา เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวต้องแลกกับสิบปีอายุขัยและสามารถเพิ่มได้สูงสุดสิบเท่าตัว นั่นหมายถึงต้องจ่ายอายุขัยร้อยปีในครั้งเดียว
สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป วิชานี้แทบไม่ต่างจากทางตาย จินตันโดยทั่วไปมีอายุขัยไม่ถึงพันปีและส่วนใหญ่เมื่อฝึกถึงขั้นจินตันก็มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว ที่เหลือจริงๆ ก็แค่สี่ห้าร้อยปี หากต้องสู้กับศัตรูเก่งกล้าแล้วสูญเสียไปสักร้อยปี โอกาสบรรลุหยวนอิงคงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
ทว่าหลินเจียงไม่สน เขามีอายุขัยกว่าหนึ่งหมื่นปี จะเสียไปสักร้อยปีสองร้อยปีก็ไม่เป็นไร หากเพิ่มพลังได้ร้อยแปดสิบเท่าเขาก็ยังไหว ด้วยระดับชำระปราณขั้นที่เจ็ดในตอนนี้ หากเขาเพิ่มพลังโจมตีสิบเท่า เกรงว่าในขอบเขตชำระปราณ คงไม่มีใครเป็นคู่มือเขาได้เลย
ด้วยเหตุนี้ หลินเจียงจึงตัดสินใจฝึกวิชาระเบิดพลังนี้ไว้ เป็นหนึ่งในไพ่ตายของตนในอนาคต
...
“สหายเจียง!”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเจียงมายังตลาดใหญ่ หญิงสาวผู้งามสง่ารายหนึ่งรีบเอ่ยทักเขาด้วยท่าทีเป็นกันเอง อาจเพราะยังเช้าและมีลูกค้าไม่มากนัก ทำให้ชายผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่ยืนล้อมนางอยู่ พอเห็นหลินเจียงก็เผยสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
“อืม สหายหลิว สวัสดี”
หลินเจียงตอบกลับด้วยความสุภาพ แล้วหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาปูกับพื้น ก่อนจะหยิบยันต์วิญญาณที่เตรียมไว้มาวางเรียงขายทีละแผ่น
ตอนนี้ยันต์วิญญาณที่เขาขายได้อัปเกรดเป็นระดับหนึ่งชั้นยอด ส่วนยันต์วิญญาณระดับหนึ่งชั้นกลางที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้ ก็ขายเหมารวมให้ร้านค้ารายหนึ่งไปหมดแล้ว ได้ทุนคืนมากว่าสามพันศิลาวิญญาณ
“สหายเจียงมีพัฒนาการด้านวิชายันต์อีกแล้วสินะ เพิ่มมาสองแบบในไม่กี่วัน ช่างน่ายินดีจริงๆ!”
แม้หลินเจียงจะตอบห้วนๆ แต่หญิงสาวก็ยังเดินเข้ามาคุยต่ออย่างกระตือรือร้น ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางมีท่าทีเป็นมิตรกับหลินเจียงมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะนางสังเกตเห็นว่า หลินเจียงเป็นหนึ่งในคนมีเงินและมีอนาคตของตลาดใหญ่นี้ ทั้งยังอายุน้อย พลังฝึกตนไม่ต่ำและที่สำคัญคือมีพรสวรรค์ด้านวิชายันต์ ยันต์วิญญาณระดับหนึ่งชั้นยอดนั้น ไม่ใช่ว่าใครในขั้นชำระปราณจะวาดได้ มีคนมากมายใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษายันต์วิญญาณยังไม่อาจทำได้ถึงระดับนี้
ยิ่งกว่านั้น ราคายันต์วิญญาณระดับหนึ่งชั้นยอดก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แผ่นหนึ่งสามารถขายได้ถึงสิบศิลาวิญญาณ ขณะที่ต้นทุนวัสดุแค่หนึ่งศิลา แม้จะคิดรวมอัตราล้มเหลว ก็ยังมีกำไรไม่น้อย ต่อให้ทำแบบเรื่อยๆ เดือนหนึ่งก็หาได้หลายร้อยศิลา ถือเป็นรายได้อันดับต้นๆ ของตลาดนี้เลยทีเดียว
“ก็พอมีพัฒนาอยู่บ้าง”
หลินเจียงพยักหน้ารับด้วยความภาคภูมิใจ เขาเองก็มั่นใจในพรสวรรค์ด้านการวาดยันต์ ปัจจุบันเขาวาดยันต์ชั้นยอดได้ถึงเก้าชนิดแล้วและอัตราสำเร็จก็ไม่น้อย วาดสิบแผ่นสำเร็จได้เจ็ดแปดแผ่น
จากราคาขายของยันต์เหล่านี้ อีกไม่กี่วันเขาก็จะถึงจุดคุ้มทุน หากอัตราสำเร็จสูงขึ้นอีกสักหน่อยก็จะเริ่มมีกำไรเล็กๆ และสะสมความมั่งคั่งได้ทีละน้อย
“สหายเจียง ตอนนี้วันหนึ่งวาดยันต์ได้กี่แผ่นแล้วหรือ?”
“ถามทำไม?”
“สหายเจียงอย่าเข้าใจผิด ข้าแค่อยากรู้...หากวาดได้น้อย อาจลองฝึกคัมภีร์หลอมเทพดูได้นะ คัมภีร์นี้ช่วยเสริมญาณทิพย์ได้ดีนัก ถึงกับเป็นคัมภีร์ล้ำค่าที่แม้แต่สำนักจงสิงยังใช้อยู่เลย หากใช้ร่วมกับโอสถเลี้ยงญาณ ยิ่งยอดเยี่ยมต่อจิตรกรยันต์อย่างเรายิ่งนัก”
หญิงสาวรีบอธิบายเมื่อเห็นหลินเจียงขมวดคิ้ว นางรู้ดีว่าคำถามนั้นค่อนข้างล้ำเส้น แต่ก็แค่อยากหาเรื่องคุยให้สนิทสนมมากขึ้น แม้นางจะวาดยันต์ไม่เก่ง แต่เรื่องเกี่ยวกับวิชายันต์นางกลับรู้มากเพราะคนในครอบครัวก็เป็นจิตรกรยันต์เช่นกัน
“ข้ารู้นานแล้ว ข้าก็ฝึกอยู่เหมือนกัน”
หลินเจียงตอบ ในอดีตเขาไม่เคยรู้จักสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อมาอยู่ที่เมืองอวิ๋นจง เขาก็ทราบแล้วว่าคัมภีร์หลอมเทพเป็นวิชาลับที่สามารถเสริมญาณทิพย์ได้อย่างดี แต่เพราะแพร่หลายพอสมควร ราคาจึงไม่สูงนัก
สิ่งที่แพงหน่อยก็คือโอสถเลี้ยงญาณนี่แหละ ยาหนึ่งเม็ดราคาสามสิบศิลาวิญญาณและต้องกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต้นทุนจึงสูงมาก แต่หลินเจียงก็กัดฟันซื้อ เพราะเขาเชื่อว่าหากคิดจะทำการใหญ่ก็ต้องลงทุนเสียก่อน วิชายันต์นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความแข็งแกร่งของวิญญาณ นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของเขา
“งั้นเรามาแลกเปลี่ยนกันได้นะ ข้าฝึกคัมภีร์หลอมเทพมาตั้งแต่เด็กเลยล่ะ”
หญิงสาวยิ้มสดใสในทันที ดีใจเหลือเกินที่เจอเรื่องให้คุยต่อ
“สหายหลิว เจ้าควรไปคุยกับสหายคนอื่นดีกว่า ข้าไม่สะดวกเท่าไร”
หลินเจียงปรายตามองพวกชายหนุ่มที่แสดงอาการไม่พอใจ แล้วส่ายหน้าช้าๆ หญิงคนนี้ดูจะชอบดึงดูดปัญหา เขาไม่อยากยุ่งด้วย
หญิงสาวหันไปมองบ้าง ใจพลันขุ่นเคือง พวกบื้อพวกนี้ไม่รู้จักดูสถานการณ์เอาเสียเลย เห็นไหมล่ะว่าแม่ไม่อยากคุยกับพวกแกแล้ว ยังจะยืนเกะกะกันอยู่นั่น
“ไม่เป็นไรหรอก สหายเจียง พวกเขาไม่ใช่จิตรกรยันต์ ข้าคุยกับพวกเขาไม่รู้เรื่อง ข้าชอบจิตรกรยันต์มากกว่า”
นางกล่าวพลางสะบัดผมเบาๆ เผยใบหน้าอันเย้ายวนออกมาอย่างจงใจ
“วาดยันต์ก็เพื่อหาเลี้ยงชีพ ข้าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ชอบวาดสักเท่าไร เอาล่ะ...ได้เวลาทำการค้าแล้ว สหายหลิวเชิญตามสบาย”
หลินเจียงเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง พร้อมทำท่าเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายล่าถอย
หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดเท้าเดินกลับไปที่แผงของตนเองอย่างหัวเสีย แล้วไล่พวกชายที่ตามนางอยู่ออกไปหมด
“เป็นหินจริงๆ ไม่สิ...เป็นหินในส้วมนั่นแหละ ฮึ!”
หลินเจียงยังได้ยินเสียงพึมพำประชดประชันจากข้างหู เขาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“หึหึ...พี่เจียง พี่สาวหลิวชอบพี่แน่ๆ เลยล่ะ!”
พอไล่คนพูดเก่งคนหนึ่งไปได้ ก็ดันมีคนพูดเก่งอีกคนโผล่มาแทน จางรุ่ยเฟิงนั่นเอง
“พูดอะไรไร้สาระ เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้เรื่องความชอบอะไรกัน”
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ! ข้าสิบสามแล้วต่างหาก ถ้าเป็นคนธรรมดา ปีนี้ก็แต่งงานได้แล้ว!”
จางรุ่ยเฟิงเชิดหน้า พยายามให้ตนดูเข้มแข็งขึ้น เด็กสิบสามยังน้อยตรงไหน ญาติที่ไม่มีรากวิญญาณของเขาหลายคน แต่งงานกันตอนสิบสี่ทั้งนั้นถือเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วด้วยซ้ำ
“เจ้ากลับไปฝึกให้ถึงชำระปราณชั้นหนึ่งก่อนเถอะ ไม่มีพลังฝึกตน พูดอะไรออกไปก็ดูไม่หนักแน่นหรอก”
หลินเจียงหัวเราะพูด โดนคำเดียวแทงเข้ากลางใจจางรุ่ยเฟิงเข้าเต็มๆ
ที่เมืองอวิ๋นจงแห่งนี้ ก็สนับสนุนให้เริ่มฝึกฝนเมื่ออายุสิบสอง แม้ฐานะจะต่ำแค่ไหนก็ต้องเริ่มในช่วงวัยนี้ว่ากันว่าหากเริ่มฝึกเร็วเกินไปจะเร่งใช้พรสวรรค์จนหมดก่อนวัยอันควร
จางรุ่ยเฟิงก็เพิ่งตรวจรากวิญญาณเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าได้รากวิญญาณห้าสายเหมือนกับหลินเจียงซึ่งถือเป็นพรสวรรค์ห่วยที่สุดในหมู่ผู้ฝึกตน ทำให้ฝึกมาหนึ่งปีกว่า ยังไม่ถึงชั้นหนึ่งของชำระปราณเลย
จริงๆ แล้ว หลินเจียงก็ไม่กล้าหัวเราะคนอื่นเท่าไร เพราะในอดีตเขาเองก็ใช้เวลาสองปีกว่าจึงจะนำพาพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้ ฝึกจนถึงชำระปราณขั้นแรก และก็ติดอยู่ตรงนั้นอยู่นานนับปี เป็นเรื่องน่าอับอาย หากไม่เป็นเช่นนั้นก็คงไม่ถูกเรียกว่าความอับอายของตระกูลหลินหรอก
จางรุ่ยเฟิงหน้าแดงเพราะโกรธจนพูดไม่ออก หายใจแรงแทบจะเป็นลมแต่ก็เถียงไม่ออก เพราะฝึกมาเป็นปีแล้วยังไม่ได้เข้าสู่ชำระปราณ มันกากจริงๆ
“พี่เจียง ข้าจะต้องแซงหน้าท่านให้ได้!”
“หรือ งั้นข้ารอดู”
“คอยดูเถอะ!”
“อืม ข้าคอยดูอยู่...ว่าแต่การฝึกฝนนั้นใช้เงินมาก หากไม่มีศิลาวิญญาณก็ไปไหนไม่ได้ ดังนั้นถ้าเจ้าอยากตามข้าทันก็ต้องหาเงินเยอะๆ อย่าเที่ยวไปพูดคุยเรื่อยเปื่อย เจ้าก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีกแล้ว เข้าใจไหม”
หลินเจียงกล่าว พลางคิดในใจว่า “ไอ้หนู ข้าพูดขนาดนี้แล้ว เจ้าควรจะตั้งใจฝึกฝนเสียทีนะ อย่ามาเป็นคนพูดมากให้รำคาญอีก ข้าทนเต็มกลืนแล้ว”
“แต่ข้าออกมาหาเงินแล้วนี่นา!”
จางรุ่ยเฟิงพึมพำอย่างหงอยๆ อะไรกัน อีกแล้วหรือ ไม่พอใจที่เขาพูดมากอีกแล้วหรือ พ่อของเขาก็ว่าเขาพูดมาก เลยจับส่งมาขายของที่เมืองอวิ๋นจงตั้งแต่ยังเล็ก เขาน่ะถึงจะพูดมาก แต่ก็หาเงินได้เยอะนะ