เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 วางมือประทานชีวิตอมตะ

บทที่ 72 วางมือประทานชีวิตอมตะ

บทที่ 72 วางมือประทานชีวิตอมตะ


เสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้เหล่าขุนนางต้าหลี่ต่างเงียบกริบลง

โดยเฉพาะฮ่องเต้ต้าหลี่ที่สีหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าใคร

ต้องรู้ว่า ในสายตาของเหล่าเซียน พวกเขามนุษย์ธรรมดาก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวก

มดปลวกที่กล้าเรียกร้องจะเจออะไรหรือ?

แสงเลือดสาดท่วมเมืองหลวงต้าหลี่เมื่อยี่สิบปีก่อนก็คือคำตอบที่ดีที่สุด

พวกเขาต่างก้มหน้าลงมองพื้น เหงื่อไหลราวกับฝน ใช้หางตาชำเลืองมองดูหลี่ฟาน

แต่เสียงนั้นกลับไม่กลัวตายราวกับย้ำขึ้นมาอีกครั้งว่า "ได้โปรดช่วยชีวิตน้องสาวของข้าด้วยเถิด ท่านเซียน!"

หลี่ฟานมองไปยังทิศทางต้นเสียง ก็พบว่าเป็นซูฉางหยูวัยสิบกว่าขวบนั่นเอง

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเพิ่งสติกลับมา รีบวิ่งเข้ามากดตัวนางให้คุกเข่าลง

"หยูเอ๋อร์ เจ้ากำลังหาเรื่องอะไรอยู่!" ชายวัยกลางคนร้อนรนคุกเข่าลงเช่นกัน กดศีรษะซูฉางหยูให้โขกพื้นต่อหน้าหลี่ฟาน

ขณะที่โขกหัวก็พูดว่า "เด็กเล็กไม่รู้เดียงสา ขอท่านเซียนโปรดอภัยให้ด้วย!"

หลี่ฟานเงียบไปครู่ใหญ่

ครั้งนี้เหล่าขุนนางต้าหลี่ต่างใจหายวาบ พากันคุกเข่าลงตามฮ่องเต้

เสี่ยวเฮิงก็โขกศีรษะเช่นกัน ทว่ากล่าวอย่างระมัดระวังว่า "ท่านเซียน โปรดช่วยน้องสาวของซูด้วยเถิด"

นานทีเดียว หลี่ฟานจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นพาข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน คราวหน้าอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก"

ทุกคนในที่นั้นต่างถอนหายใจโล่งอก

จริงๆ แล้วหลี่ฟานก็ตั้งใจจะไปดูน้องสาวป่วยหนักของซูฉางหยูอยู่แล้ว

แต่ไม่สามารถตอบตกลงได้ง่ายๆ ต่อหน้าเช่นนั้น

จึงได้แสดงท่าทีออกไปเสียก่อน

สักพักใหญ่ หลี่ฟานก็ได้เห็นซูเสี่ยวเหมยในห้องใต้ดินแห่งหนึ่ง

อุณหภูมิในห้องใต้ดินต่ำมาก ขุนนางที่ตามเข้ามาหลายคนอดสั่นเทาไม่ได้

ทารกที่ดูเหมือนจะเพิ่งเกิดได้ไม่นานนอนนิ่งอยู่บนเตียงหยกเล็กๆ

ข้างเตียงหยกกองเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง

ดูเหมือนว่าร่างกายของทารกจะร้อนระอุเป็นพิเศษ จำเป็นต้องให้สาวใช้ข้างๆ คอยทุบน้ำแข็งให้แตกออกอย่างต่อเนื่อง แล้วนำไปประคบที่ตัวเพื่อลดอุณหภูมิ

เห็นฉากที่ผิดแผกแตกต่างเช่นนี้ หลี่ฟานก็หรี่ตาลง

เขาเดินเข้าไปใกล้ ปล่อยจิตสัมผัสกวาดผ่านตัวซูเสี่ยวเหมย ใบหน้าก็เครียดขึ้นมาในทันที

"พวกเจ้าถอยออกไปก่อน!"

เขาสั่งเสียงเย็น

เหล่าขุนนางจึงพากันออกจากห้องใต้ดินไป

ในห้องเหลือเพียงหลี่ฟานกับซูเสี่ยวเหมย

หลี่ฟานวางมือบนร่างอันร้อนระอุของซูเสี่ยวเหมย แยกเส้นปราณวิญญาณเล็กๆ ออกมา ส่งเข้าไปในร่างกายของนาง

หลังจากวนผ่านไปรอบหนึ่งแล้วกลับมา หลี่ฟานถึงได้แน่ใจ พร้อมเผยสีหน้าตกตะลึง

"ในร่างของซูเสี่ยวเหมยนี่ไม่มีหมอกพิษเซียนมนุษย์อยู่เลยหรือนี่?"

"แล้วนี่เป็นร่างกายแบบไหนกัน? เส้นปราณวิญญาณที่เพิ่งส่งเข้าไปในร่างนางนั่น แค่ไหลเวียนรอบหนึ่งกลับมา กลับแข็งแกร่งขึ้นได้?"

หลี่ฟานควบคุมเส้นปราณวิญญาณเส้นนั้น รวมตัวกันที่ปลายนิ้ว

คุณสมบัติแตกต่างจากปราณวิญญาณเดิมในร่างของเขาอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีความร้อนระอุติดมาด้วย

ทว่าไม่เหมือนกับความร้อนแรงจากเปลวไฟสีแดงที่หลี่ฟานเคยได้เห็นมาก่อน

ไม่ใช่ความร้อนจากเปลวไฟ แต่เป็น...

หลี่ฟานวิเคราะห์ก้อนปราณวิญญาณที่ปลายนิ้วอย่างละเอียด ผ่านไปนานทีเดียวกว่าจะได้ข้อสรุปคร่าวๆ

สีหน้าของเขาดูประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก

"ความร้อนจากความโกรธแค้นหรือ?"

หลี่ฟานมองซูเสี่ยวเหมยที่ยังคงหลับใหล สีหน้าเผยความรู้สึกแปลกๆ ออกมา

"นี่จะใช่สิ่งที่เรียกว่าร่างเซียนแต่กำเนิด คนที่ฟ้าริษยาอิจฉาในตำนานหรือไม่นะ?"

สองชาติที่ก้าวเข้าสู่ยุทธภพ ทำให้หลี่ฟานไม่ใช่มือใหม่ที่ไม่รู้อะไรอีกต่อไป

เขายังพอรู้เรื่องสามัญทั่วไปของยุทธภพอยู่บ้าง

ก่อนอื่นเรื่องร่างเซียนแต่กำเนิด

ทุกคนต่างรู้กันว่า มนุษย์ในยุทภพตั้งแต่เกิดมาก็มีหมอกพิษเซียนมนุษย์อยู่ในร่างกายแล้ว หากอยากฝึกเซียนก็ต้องกำจัดหมอกพิษในร่างให้หมดสิ้น

แต่ถ้าสองผู้ฝึกเซียนร่วมหอลงโรง ก็มีโอกาสที่จะให้กำเนิดทายาทที่ไม่มีหมอกพิษเซียนมนุษย์ในร่างกาย

คนกลุ่มนี้ก็เรียกว่าร่างเซียนแต่กำเนิด

ร่างเซียนแต่กำเนิดมีความเข้ากันได้ดีกับคัมภีร์วิชาและเทคนิคเซียนต่างๆ เป็นพิเศษ

พรสวรรค์ในการฝึกเซียนก็สูงมากเช่นกัน

เมื่อผสานกันแล้ว ก็ทำให้ร่างเซียนแต่กำเนิดไม่เพียงฝึกฝนได้เร็วน่ากลัว

แต่เวลาใช้คัมภีร์วิชายังได้รับพลังเสริมตามธรรมชาติด้วย

ไม่มีทางเทียบเคียงกับผู้ฝึกเซียนทั่วไปได้เลย

ถือว่าเป็นลูกรักสวรรค์อย่างแท้จริง

หลายตำนานในทวีปอันไกลโพ้น ที่ว่ามีคนฝึกเซียนได้เพียงแค่สิบกว่าปีก็ก่อเกิดแก่นทองคำได้ ก็ล้วนเกิดจากร่างเซียนแต่กำเนิดเหล่านี้ทั้งนั้น

แล้วก็เรื่องคนที่ฟ้าริษยา

ในยุทธภพนั้นมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีพลังเหนือธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด

เช่นบางคนเกิดมาพร้อมกับดวงตาที่สาม สามารถมองทะลุความลวงได้

บางคนเกิดมาพร้อมกระดูกประหลาด มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด พลังชีวิตแทบไม่มีวันเสื่อมสิ้น

หรือบางคนเกิดมาพร้อมความสามารถในการควบคุมน้ำ ไฟ ฟ้าผ่า เป็นต้น

คนที่เกิดมาพร้อมพลังเหนือธรรมชาติเช่นนี้ มักจะได้รับการริษยาจากสวรรค์อย่างหนักหนาสาหัส ตามแต่ระดับความแข็งแกร่งของพลังที่มี

นับตั้งแต่เกิดก็จะเผชิญเคราะห์กรรมอันยากลำบากติดตามมาด้วย

หากสามารถผ่านเคราะห์กรรมต่างๆ ไปได้ ก็จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังผจญภัย

แต่หากทนไม่ไหว ก็ย่อมตายไป พร้อมกับพลังเหนือธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิด

นี่คือข้อจำกัดที่สวรรค์วางไว้สำหรับคนกลุ่มนี้ และเป็นบททดสอบด้วยเช่นกัน

ความเร็วในการฝึกฝนของคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติอาจจะไม่ได้เร็วมากนัก

แต่เวลาต่อกรกับผู้อื่น มักจะเป็นผู้ที่ไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกันเสมอ

แถมยังมีคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติแข็งแกร่งมากๆ ไม่น้อย ที่สามารถฆ่าผู้ฝึกเซียนระดับเดียวกันได้ง่ายราวกับฆ่าไก่ แม้แต่ข้ามไปหนึ่งขั้นใหญ่ก็ยังสู้ได้

คนพวกนี้ในยุทธภพต่างก็โด่งดังน่าเกรงขาม มีผลงานโดดเด่นเป็นที่เลื่องลือ

ทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็หายากยิ่ง มีไม่ถึงหนึ่งในหมื่นแสนเลย

แล้วตอนนี้หลี่ฟานเห็นอะไร?

สองอย่างนี้ กลับมาปรากฎอยู่ในร่างทารกคนเดียวกัน!

ไม่มีหมอกพิษเซียนมนุษย์ในร่างเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นร่างเซียนแต่กำเนิด

แม้ไม่รู้ว่าทำไมร่างเซียนแต่กำเนิดที่ต้องให้กำเนิดจากการร่วมหอลงโรงของสองผู้ฝึกเซียนจึงจะได้ ถึงได้โผล่มาในโลกเล็กที่เต็มไปด้วยมนุษย์เช่นนี้

แต่หลี่ฟานมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มองผิด

ส่วนพลังที่เผาไหม้ร่างของซูเสี่ยวเหมยอยู่ตลอดเวลานั้น ก็น่าจะเป็นพลังเหนือธรรมชาติของนาง

หลี่ฟานคาดเดาว่า ร่างกายของนางน่าจะสัมพันธ์กับอารมณ์โกรธแค้น

ยิ่งโกรธมากเท่าไร พลังของตัวเองก็จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น

จนกระทั่งความโกรธแค้นเผาทำลายตัวเองและศัตรูกลายเป็นเถ้าถ่าน

ส่วนสภาพร่างกายที่ร้อนแรงของซูเสี่ยวเหมยในตอนนี้ ก็น่าจะเกิดจากการที่พลังเหนือธรรมชาติเสียการควบคุม ไม่สามารถควบคุมความโกรธในใจได้อีกต่อไป

"ร่างเซียนแต่กำเนิด คนที่ฟ้าริษยา ไม่แปลกเลยที่เพิ่งเกิดก็ต้องเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้"

"ในสภาพที่ไฟโทสะเผาผลาญชีวิตในร่างตัวเองไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ต่อให้หลบซ่อนอยู่ในห้องน้ำแข็งทั้งวัน ซูเสี่ยวเหมยก็ไม่มีทางมีชีวิตรอดจนโตเป็นผู้ใหญ่แน่"

"ไม่แปลกเลย ที่ในชาติก่อนซูฉางหยูถึงได้ร้อนรนขนาดนั้น ถึงกับยอมให้ตัวเองกลายเป็นหนูทดลองของหมอกพิษเซียนมนุษย์ เพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้ฝึกเซียนโดยเร็วที่สุด"

"ในสายตาของเขา การได้เป็นเซียนในตำนานอาจจะช่วยชีวิตน้องสาวได้ก็ได้"

"แต่น่าเสียดาย..."

หลี่ฟานมองซูเสี่ยวเหมย แล้วภูตเปลวไฟสีฟ้าในทะเลจิตก็ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอย่างกะทันหัน

"ถ้าไม่ได้เจอข้า ต่อให้เป็นผู้ฝึกขั้นแก่นทองคำมา ก็คงรักษาชีวิตนางไว้ไม่ได้แน่"

ร่างจางๆ สีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่ฟาน

เขาเหมือนหมอกบางๆ ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้ร่างกายเล็กๆ ของซูเสี่ยวเหมย

ยื่นมือไปแตะที่หัวของซูเสี่ยวเหมย

ความร้อนระอุบนร่างของทารกหายไปอย่างเชื่องช้า

คิ้วที่ขมวดแน่นคลายออก ซูเสี่ยวเหมยจุ๊ปากเบาๆ แล้วค่อยๆ พลิกตัว

จบบทที่ บทที่ 72 วางมือประทานชีวิตอมตะ

คัดลอกลิงก์แล้ว