- หน้าแรก
- จ่ายปุ๊บ เทพปั๊บ! กับพนักงานนับพันล้านคน!
- บทที่ 12: ไม่ได้บอกว่าห้ามตั้ง ก็แสดงว่าตั้งได้
บทที่ 12: ไม่ได้บอกว่าห้ามตั้ง ก็แสดงว่าตั้งได้
บทที่ 12: ไม่ได้บอกว่าห้ามตั้ง ก็แสดงว่าตั้งได้
บทที่ 12: ไม่ได้บอกว่าห้ามตั้ง ก็แสดงว่าตั้งได้
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ลมฤดูร้อนพัดโชยมาเย็นสบาย
เฉินเหยียนเซินยืนอยู่ที่ปากซอย ข้างเท้าของเขามีลังกระดาษหกใบและกองข้าวของวางอยู่ ในมือกำลังถือปาท่องโก๋ห่อฟองเต้าหู้แผ่น กินอย่างเอร็ดอร่อย
ฟองเต้าหู้แผ่นห่อหุ้มชั้นของพริกสับสดและเต้าเจี้ยวเอาไว้ ตรงกลางสอดไส้ด้วยปาท่องโก๋ตัวใหญ่ที่กรอบและหอมกรุ่น กัดเข้าไปหนึ่งคำ ฟินสุดๆ
หวังจื่อหาวที่อยู่ข้างๆ กำลังจัดปอยผมด้านหน้าของตัวเอง เขาลังเลอยู่เป็นนานสองนาน สุดท้ายก็หันไปมองหวังจื่อเยียน: "แกว่าปัดไปทางไหนเหมาะกว่ากัน?"
"พี่ ไปทางขวา"
หวังจื่อเยียนที่ยังคงงัวเงียก้มหน้าลง ตอบอย่างขอไปที
"ฉันว่าไปทางซ้ายดีกว่า"
หวังจื่อหาวถือโทรศัพท์ จ้องมองตัวเองในหน้าจอ พลางชื่นชมในใจว่า 'โคตรหล่อ' จากนั้นก็ได้ข้อสรุปในทันที
"เชอะ!"
หวังจื่อเยียนทำเสียงไม่สบอารมณ์ เธอเดาไว้อยู่แล้วว่าหวังจื่อหาวจะพูดแบบนี้ เธอรู้ดีว่าคนที่มีปัญหาในการตัดสินใจนั้น บ่อยครั้งสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่คือการมีคนช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่ต้องการออกไปให้
"เหลืออีกห้านาทีกว่าจะเจ็ดโมง ครูฝึกหวงจะไม่เบี้ยวพวกเราใช่ไหม?"
หวังจื่อหาวเหลือบมองเวลา ในใจพลันร้อนรนขึ้นมา
"จะรีบร้อนไปทำไม ยังเหลืออีกตั้งห้านาทีนี่นา?"
เฉินเหยียนเซินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเช้าของตัวเอง
ชาติที่แล้ว เขาเคยติดต่อกับหวงโป๋เสียงมาก่อน คนคนนี้ถึงนิสัยจะเสียจริงๆ แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงตรงเช่นกัน
ตามที่เขาประเมินไว้ การขายต่อ MP3 และ MP4 รายรับต่อวันอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีหนึ่งถึงสองหมื่นหยวน หากสุ่มหาคนขับรถมาเหมาคันส่งเดช ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะคิดไม่ซื่อขึ้นมาได้
เฉินเหยียนเซินไม่กลัวคนชั่ว แต่กลัวความยุ่งยาก
คนฉลาดจะรู้จักหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นี่ถึงจะเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด
อย่างน้อยๆ หวงโป๋เสียงก็เป็นคนที่รู้จักหัวนอนปลายเท้า เมื่อเทียบกับปัญหาด้านความปลอดภัยแล้ว การมาสายเล็กน้อยเทียบไม่ได้เลยว่าเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง
ยิ่งไปกว่านั้น...
พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามลั่น รถนิสสัน บลูเบิร์ด สีเงินคันหนึ่งก็แหวกม่านหมอกออกมา แล้วมาจอดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสามในที่สุด
เวลาคือหกโมงห้าสิบเก้านาที!
"คุณ...เถ้าแก่ จะออกเดินทางเลยไหมครับ?"
หวงโป๋เสียงยื่นตัวออกมาจากรถ สายตากวาดมองอย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าทั้งสามคนอายุยังน้อย ก็ตกใจเล็กน้อยก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทาย
เมื่อวานในโทรศัพท์ เฉินเหยียนเซินเอ่ยปากว่าจะเหารถเขาถึงสิบวัน ย่อมต้องถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเขา!
ในคำพูดจึงอดไม่ได้ที่จะมีความเกรงใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน
หวงโป๋เสียงวัยสี่สิบต้นๆ รูปร่างปานกลาง ท้วมเล็กน้อย สวมชุดทำงานสีน้ำเงินเข้ม ที่หน้าอกพิมพ์คำว่า "ต้าเสียง" สองตัว ขณะที่รับจ๊อบส่วนตัว ก็ยังไม่ลืมที่จะโฆษณา
"อาจารย์ครับ ขนของขึ้นก่อนเลย! สะดวกช่วยหน่อยได้ไหมครับ?"
เฉินเหยียนเซินพยักหน้า แล้วลองหยั่งเชิงถาม
"ได้เลยครับ ขอดูท้ายรถก่อนนะว่าจะใส่ลงหมดไหม?"
หวงโป๋เสียงไม่ได้ปฏิเสธ ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ฝากระโปรงท้ายรถเด้งเปิดออก 'ปัง' เขาผลักประตูลงจากรถ ประเมินขนาดของสินค้าคร่าวๆ แล้วหันกลับมาตอบ: "น่าจะไม่มีปัญหาครับ"
พูดจบ ไม่รอให้เฉินเหยียนเซินสั่ง เขาก็ยกสินค้าขึ้นมาหนึ่งลังทันที แล้วค่อยๆ จัดวางเข้าไปในท้ายรถอย่างเบามือ
"เถ้าแก่เฉิน นี่มันของอะไรเหรอครับ? ถ้าเป็นของแตกง่ายทั้งหมด ผมจะได้ใช้โฟมช่วยห่อให้อีกชั้นหนึ่ง"
หวงโป๋เสียงขนของไปพลาง ก็แสร้งทำเป็นถามอย่างไม่ใส่ใจ
"ไม่ต้องครับ ของพวกนี้ไม่กลัวแตก"
เฉินเหยียนเซินเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ไม่นึกว่าหวงโป๋เสียงที่ดูซื่อๆ จะมีเล่ห์เหลี่ยมไม่เบาเหมือนกัน
เขาเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายดี ก็ไม่พ้นกังวลว่าจะต้องขนของผิดกฎหมาย แล้วตัวเองจะพลอยซวยไปด้วยนั่นแหละ
"งั้นก็ดีแล้วครับ"
หวงโป๋เสียงหัวเราะแห้งๆ แล้วขนของต่อ แต่สายตากลับจ้องมองฉลากบนลังอย่างละเอียด จนกระทั่งตัวอักษรแถวหนึ่ง'Meimo MP3×100' ปรากฏขึ้นในสายตา เขาถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
สินค้าทั้งหมดก็มีแค่ไม่กี่ลัง ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็จัดวางเรียบร้อย
"อาจารย์หวง วันนี้ไปฉงเฉียวครับ"
เฉินเหยียนเซินก้าวขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ รัดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันไปสั่งอีกฝ่าย
"ได้เลยครับ เถ้าแก่เฉิน"
หวงโป๋เสียงตอบอย่างสุภาพ ไม่ได้ดูถูกเฉินเหยียนเซินเพราะเห็นว่าอายุยังน้อยเลยแม้แต่น้อย
หวังจื่อหาวที่นั่งอยู่เบาะหลังเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งในใจ: "ใครบอกว่าครูฝึกหวงนิสัยเสีย? นิสัยแบบนี้ก็ดูอ่อนโยนดีนี่นา"
เขาสังเกตเห็นว่าหวงโป๋เสียงเรียกเฉินเหยียนเซินว่า 'เถ้าแก่เฉิน' ตลอด ในใจก็เข้าใจขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่าเฉินเหยียนเซินไม่ได้บอกว่าพวกเขาสองคนเป็นนักเรียนในโรงเรียนสอนขับรถ
หลังจากรถสตาร์ท ก็วิ่งไปตามถนนวงแหวนอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นร้านขายอาหารเช้าหลายร้านกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ไกลๆ ควันไฟลอยอ้อยอิ่ง เสียงผู้คนจอแจ ผสานเข้ากับแสงอรุณรุ่ง
ดวงตาของเฉินเหยียนเซินค่อยๆ เลื่อนลอย ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ สุดท้ายก็เลยหลับตาลง หายใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานก็เริ่มสัปหงก
เพื่อที่จะไปให้ทันตลาดเช้า เขาต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ตอนนี้ความง่วงกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างหนัก ย่อมต้องล้มตัวลงนอนอยู่แล้ว
"เฉิน..."
หวังจื่อหาวที่เดิมทีอยากจะปรึกษาแผนการขายกับเขาก็ร้อนใจขึ้นมาทันที เผลอจะเรียกปลุกเฉินเหยียนเซิน
"อู้อู้อู้อู—"
หวังจื่อเยียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่องไวปานลมกรด รีบเอามือปิดปากเขาไว้ทันที
"พี่ เบาๆ หน่อย ให้เฉินเหยียนเซินนอนต่ออีกหน่อย"
หวังจื่อเยียนเหลือบมองพี่ชายตัวเอง แล้วขู่เสียงเบา
"นี่มันเห็นคนนอกดีกว่าพี่ตัวเองชัดๆ! หวังจื่อเยียน ดูให้ดีๆ นะ ฉันนี่แหละพี่ชายแท้ๆ ของแก"
หวังจื่อหาวแกะมือเธอออก กดเสียงให้ต่ำ พูดอย่างน้อยใจ
"ชู่ว์!"
หวังจื่อเยียนยกนิ้วโป้งขึ้นมา ทำท่ายิ้มแย้ม ดวงตารูปดอกท้อที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใสๆ นั้นเป็นประกายงดงามยิ่งนัก ในดวงตาของเธอสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มในชุดสูท ที่ตอนนี้กำลังหลับตาพริ้ม จมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร
ยี่สิบนาทีต่อมา เสียงจอแจข้างหูของเฉินเหยียนเซินก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เขาถึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจ แล้วยืดตัวตรง
"ข้างหน้าก็คือใจกลางตลาดนัดของตำบลฉงเฉียวแล้ว เราจะจอดรถที่ไหนดีครับ?"
หวงโป๋เสียงเห็นเขาตื่นแล้ว ก็รีบถามทันที
"ตรงทางเข้าออกของตลาดนัด มีธนาคาร, ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานราชการไหมครับ?"
เฉินเหยียนเซินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม
หากอยากจะทำธุรกิจขายต่อครั้งนี้ให้สำเร็จ อย่างแรกเลยก็ต้องหาแผงลอยที่เหมาะสมให้ได้
แผงลอยในตลาดนัดตามตำบลทั่วไป ไม่ก็ถูกทางการวางแผนจัดสรรให้เช่าโดยเสียค่าใช้จ่าย ก็เกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านในละแวกนั้นเองแบบใครมาก่อนได้ก่อน
แต่ทั้งสองแบบนี้ไม่เหมาะกับเขา!
แบบแรกมีต้นทุนในการติดต่อสื่อสารสูง แต่ละตลาดนัด เขาจะอยู่แค่สองวันเป็นอย่างมาก ส่วนแบบที่สองถึงจะบอกว่าใครมาก่อนได้ก่อน แต่พื้นที่ที่มีคนเดินเยอะที่สุด ก็ถูกพ่อค้าแม่ค้าเจ้าเก่าจับจองไปนานแล้ว หากคุณกล้าไปแย่งซึ่งๆ หน้า คนอื่นก็กล้าชักมีดออกมาเหมือนกัน
หวงโป๋เสียงขับแท็กซี่เถื่อนมาทั้งปี พื้นที่หากินส่วนใหญ่อยู่ในตำบลสิบกว่าแห่งรอบเมืองชุนเซิน เรียกได้ว่าเป็นแผนที่เดินได้ดีๆ นี่เอง ปัญหานี้สำหรับเขาแล้ว หลับตาตอบก็ยังได้
"ตรงทางออกมีคลินิกเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งครับ ซูเปอร์มาร์เก็ตกับธนาคารไม่มี แต่ว่า ตรงทางเข้ามีสถานีตรวจการณ์อยู่แห่งหนึ่งครับ"
หวงโป๋เสียงหรี่ตาลง เล่าออกมาได้อย่างละเอียดเหมือนนับสมบัติในบ้าน
"ตั้งแผงได้ไหมครับ?"
เฉินเหยียนเซินได้ยินก็สนใจขึ้นมา
"หน้าสถานีตรวจการณ์เนี่ยนะ?"
หวงโป๋เสียงถึงกับงง ใครจะไปว่างงานขนาดนั้น กล้าไปตั้งแผงลอยหน้าสถานีตรวจการณ์?
"อาจารย์หวงครับ ขอแนะนำตัวเองหน่อยนะ ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโรงงานเหม่ยหมัวอิเล็กทรอนิกส์ที่หยางเฉิง ส่วนนี่คือเพื่อนร่วมงานของผม หวังจื่อหาว การเดินทางมาทำธุรกิจครั้งนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ MP3 และ MP4 ของโรงงานเรา ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนที่สุด ก็คือการหาแผงลอยที่เหมาะกับการนำเสนอสินค้าครับ"
เฉินเหยียนเซินชี้ไปที่หวังจื่อหาวที่อยู่ข้างหลัง พูดจาเป็นตุเป็นตะ
"โอ้ พวกเธอสองคนทำงานกันแต่เช้าเลยนะ"
หวงโป๋เสียงถึงบางอ้อ หัวเราะเหะๆ แล้วทึ่ง
ในความคิดของเขา ถึงแม้เฉินเหยียนเซินกับหวังจื่อหาวจะสวมชุดสูททั้งคู่ ดูเหมือนพนักงานออฟฟิศ แต่ใบหน้าที่อยู่บนคอนั้น กลับดูอ่อนเยาว์เกินไปจริงๆ
ต่อให้เดาอายุให้มากที่สุด เขาก็คิดว่าทั้งสองคนอย่างมากก็คงอายุยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ปีเท่านั้น
"ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ ออกมาทำงานแต่เนิ่นๆ ก็จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้บ้าง"
เฉินเหยียนเซินโกหกหน้าไม่แดงใจไม่สั่น เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
หวังจื่อหาวที่นั่งอยู่เบาะหลัง เกือบจะหัวเราะออกมา ผู้จัดการฝ่ายขายกับผีสิ โรงงานเหม่ยหมัวอิเล็กทรอนิกส์บ้านป้าแกสิ
ไอ้ห่าเฉินเหยียนเซินนี่มันโม้เก่งชะมัด!
"อ้าว เด็กสาวข้างหลังนั่น ก็เป็นเพื่อนร่วมงานของพวกเธอเหรอ?"
หวงโป๋เสียงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ ทำหน้าสงสัย
"เธอไม่ใช่ครับ"
เฉินเหยียนเซินปฏิเสธทันควัน แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก
"ปกติไม่มีใครกล้าไปตั้งแผงลอยหน้าสถานีตรวจการณ์หรอกนะ ดังนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตั้งได้รึเปล่า"
"แต่ว่า มีครั้งหนึ่งผมขับรถผ่าน เหมือนจะเห็นมีคนไปขายซาวปิ่ง (ขนมเปี๊ยะ) อยู่นะ แน่นอนว่าอาจจะเป็นผมตาฝาดไปเองก็ได้"
หวงโปถเสียงเป็นคนซื่อสัตย์ มีอะไรก็พูดอย่างนั้น แล้วก็ดึงหัวข้อกลับมาเรื่องเดิม
"ไม่ได้บอกว่าห้ามตั้ง ก็แสดงว่าตั้งได้!"
เฉินเหยียนเซินสรุปอย่างจริงจัง แล้วก็ส่งสัญญาณให้หวงโป๋เสียงขับรถไปต่อ
"หา?"
หวงโป๋เสียงอ้าปากค้างเล็กน้อย สีหน้าแข็งทื่อ เขาพบว่าสมองของตัวเองกับเฉินเหยียนเซินอยู่คนละคลื่นความถี่กันโดยสิ้นเชิง