เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: ล็อกเป้าพื้นที่เวนคืนล่วงหน้า

บทที่ 7: ล็อกเป้าพื้นที่เวนคืนล่วงหน้า

บทที่ 7: ล็อกเป้าพื้นที่เวนคืนล่วงหน้า


บทที่ 7: ล็อกเป้าพื้นที่เวนคืนล่วงหน้า

เมื่อเดินออกจากห้องการเงิน ในมือของทั้งสองคนก็มี 'คัมภีร์สอบใบขับขี่' เพิ่มขึ้นมาอีกคนละเล่ม

"ตอนเที่ยงไปกินข้าวบ้านฉันไหม?"

หวังจื่อหาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา เพิ่งจะสิบเอ็ดโมงพอดี ตอนนี้จะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็เห็นได้ชัดว่าไม่ทันแล้ว

"ช่างเถอะ ไว้คราวหน้าแล้วกัน"

เฉินเหยียนเซินโบกมือ แล้วโยนคัมภีร์สอบใบขับขี่เล่มใหม่เอี่ยมลงในตะกร้าหน้ารถ 'โครม' จากนั้นก็ขึ้นคร่อมจักรยาน นำขบวนปั่นกลับเข้าไปในเมือง

"เมื่อกี้คนเยอะ ฉันเลยไม่กล้าถาม ทำไมถึงเลือกครูฝึกหวงล่ะ? พี่จางบอกแกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเขานิสัยเสียสุดๆ ด่าคนโคตรเจ็บเลยนะ?"

หวังจื่อหาวปั่นจักรยานตีคู่มากับเขา ทำหน้าเป็นกังวล

คนปกติเวลาเรียนขับรถ ก็ต้องเลือกครูฝึกที่อารมณ์ดีและอดทน แต่เฉินเหยียนเซินกลับทำตรงกันข้ามทุกอย่าง ดันไปเลือกครูฝึกที่ชื่อเสียงย่ำแย่ที่สุด

"นักเรียนของอาจารย์หวงมีอัตราการสอบผ่านสูงสุด แสดงว่าฝีมือการสอนของเขาไม่มีปัญหา ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้นักเรียนที่เขาดูแลอยู่มีจำนวนน้อยที่สุด"

เฉินเหยียนเซินยิ้มบางๆ แล้วอธิบายช้าๆ

นักเรียนน้อย หมายความว่ามีเวลาฝึกรถนานขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถลดระยะเวลารอคิวสอบภาคปฏิบัติทั้งสองรอบได้ด้วย แบบนี้ถึงจะสามารถเอาใบขับขี่มาได้ก่อนเปิดเทอมเดือนกันยายน

ทว่า เหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นเขาไม่ได้พูดออกมา การที่ลุงหวงด่านักเรียนจนร้องไห้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วยังไม่ถูกไล่ออก สาเหตุหลักก็เพราะเขามีพี่ชายที่เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนขับรถ——หวงต้าเสียง

หวงโป๋เสียง เดิมชื่อหวงเอ้อเสียง ชื่อของสองพี่น้องนั้นเรียบง่ายและติดดิน คนหนึ่งซื่อสัตย์จริงใจ อีกคนเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัด

ที่เฉินเหยียนเซินรู้เรื่องนี้อย่างชัดเจน ก็เพราะในชาติที่แล้ว ครูฝึกสอนขับรถของเขาก็คือหวงโป๋เสียงนี่เอง

"แกไม่คิดว่ามันมีความเป็นไปได้เหรอ ว่าพวกโง่ๆ เง่าๆ ทั้งหมดโดนเขาด่าจนหนีไปหมดแล้ว อัตราการสอบผ่านมันถึงได้ดูสูง?"

หวังจื่อหาวครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปออกมา

"แกนี่มันฉลาดจริงๆ"

เฉินเหยียนเซินถึงกับหลุดหัวเราะ เขามองเพื่อนอย่างตะลึงงัน สุดท้ายก็พยักหน้ายอมรับ

"เชี่ย งั้นฉันยิ่งต้องเปลี่ยนครูฝึกเลย!"

หวังจื่อหาวหน้ามุ่ย ไม่เต็มใจอย่างยิ่ง เขาไม่อยากโดนใครชี้หน้าด่า

"แต่แกก็พูดเองนี่ ว่าครูฝึกหวงจะเจาะจงด่าแต่พวกโง่ๆ เง่าๆ ซึ่งแกก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นสักหน่อย!"

เฉินเหยียนเซินหัวเราะเหะๆ ด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังและจริงใจ

"นั่นก็จริง"

หวังจื่อหาวพยักหน้า ถือเป็นการยอมรับคำพูดของเฉินเหยียนเซิน ในใจพลันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แล้วฉีกยิ้มกว้างออกมา

เมื่อถึงถนนฉีผาน ทั้งสองคนก็แยกกัน คนหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ อีกคนเลี้ยวขวา

เพียงแต่ครั้งนี้หวังจื่อหาวฉลาดขึ้น เขายืนยันกับเฉินเหยียนเซินซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเวลานัดตรวจร่างกายคือหลังบ่ายสองโมง ถึงได้ปั่นจักรยานกลับบ้านไป

"เวลานี้ตาเฒ่าเฉินน่าจะยังไม่ได้กินข้าว ไปขอพ่วงมื้อเที่ยงด้วยดีกว่า"

เฉินเหยียนเซินขี่จักรยานไปพลาง มองดูวิวทิวทัศน์ริมทางไปพลาง แล้วก็เลี้ยวเข้าซอยเป่ยอี้อย่างสบายอารมณ์

พอเขาจอดรถเสร็จ ก็เห็นเฉินกั๋วปินกำลังถือกล่องข้าวนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ข้างหนึ่งดูหนังสือพิมพ์ ข้างหนึ่งก็ตักอาหารเข้าปาก

จริงๆ แล้ว ตาเฒ่าเฉินทำอาหารเป็น

เพียงแต่ฝีมือการทำอาหารนั้นยากเกินจะบรรยาย ตอนเด็กๆ เฉินเหยียนเซินยังพอทนได้ แต่พอขึ้นมัธยมต้น เขาก็ไปอาศัยกินข้าวบ้านหวังจื่อหาวในวัน 'จันทร์ พุธ ศุกร์' ส่วนวัน 'อังคาร พฤหัสฯ เสาร์ อาทิตย์' ก็ไปกินที่โรงอาหารนอกโรงเรียน

"สมัครเรียนแล้วเหรอ?"

เฉินกั๋วปินเห็นลูกชายเดินเข้ามาใกล้ ก็วางตะเกียบลงแล้วถาม

"อืม ตอนบ่ายจะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอำเภอ ไปพร้อมกับหวังจื่อหาว"

เฉินเหยียนเซินล้วงมือไปหลังกองหนังสือหยิบเก้าอี้พับออกมาตัวหนึ่ง แล้วนั่งลงตรงข้ามกับตาเฒ่าเฉินอย่างไม่เกรงใจ แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่กล่องข้าวของอีกฝ่าย

"ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง?"

ระหว่างพ่อลูก ความเข้าใจโดยไม่ต้องพูดแบบนี้ก็ยังมีอยู่บ้าง เฉินกั๋วปินเอ่ยถามไปเรื่อย

"แค่คิดว่าไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้ว"

เฉินเหยียนเซินหยิบนิตยสาร "ประกายไฟ" ขึ้นมา เปิดดูไปเรื่อยๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

"งั้น... เราสองคนไปกินข้าวที่ร้านข้างนอกกันไหม?"

หัวใจของเฉินกั๋วปินพลันอบอุ่นขึ้นมา เขาจึงเป็นฝ่ายเสนอ

สองวันที่ผ่านมานี้ การเปลี่ยนแปลงของลูกชายเขาเห็นอยู่ในสายตา ย่อมต้องคิดอยากจะกระชับความสัมพันธ์อยู่แล้ว

"ไม่ต้องหรอกครับ เอาแบบนี้แหละ สั่งให้ผมชุดหนึ่งก็พอ"

เฉินเหยียนเซินส่ายหน้า แล้วชี้ไปที่ข้าวราดหมูแผ่นพริกหยวกของตาเฒ่าเฉิน

เฉินกั๋วปินก็ไม่บังคับ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรสั่งอาหารที่ร้านตามสั่งใกล้ๆ

"ผมได้ยินคนเขาพูดกันว่า เบื้องบนมีแผนจะพัฒนาการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ แฟลตเก่าตรงบริษัทค้าเกลียนั่น มีโอกาสสูงที่จะถูกจัดเป็นเขตเวนคืน"

เฉินเหยียนเซินวางนิตยสารลง พูดอย่างไม่ใส่ใจ

"ฟังใครมา? แปดในสิบส่วนเป็นข่าวลือ อยากจะหลอกให้คนอื่นไปซื้อแฟลตเก่าในเมือง ใครซื้อใครก็โดนหลอก"

เฉินกั๋วปินสั่งอาหารให้เขาเสร็จก็หันมาหัวเราะเยาะ ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย

ก็แหม เมื่อห้าปีก่อนก็มีคนพูดจาเป็นมั่นเป็นเหมาะ ปั่นราคาบ้านเก่าๆ แถบเมืองตะวันตกจากห้าหมื่นหยวนต่อหลังเป็นแปดหมื่นหยวนต่อหลัง สุดท้ายถึงได้รู้ว่าเป็นข่าวปลอมที่นายหน้าอสังหาฯ ปล่อยออกมาทั้งนั้น

"เหมิงเจี๋ยที่อยู่ห้องเดียวกับผม พ่อยังจำได้ไหมครับ?"

เฉินเหยียนเซินถึงกับพูดไม่ออก แต่เขาก็เข้าใจความคิดของตาเฒ่าเฉินดี แฟลตเก่าในเมืองเก่าส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมมานานหลายปี ระบบไฟฟ้าก็เก่า แม้กระทั่งท่อระบายน้ำก็ยังอุดตันบ่อยๆ

คนเห็นคนกลัว ผีเห็นผีระอา

ขอแค่ในมือมีเงินเหลือ ก็ต้องเลือกไปซื้อบ้านนอกเมืองกันทั้งนั้น ถึงแม้ทำเลจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็อยู่สบายใจ

"จำได้ ตัวเล็กๆ เหมือนเด็กผู้ชาย"

ดวงตาของเฉินกั๋วปินหรี่ลงเล็กน้อย พยายามนึกอย่างละเอียด

"พ่อของเธอเป็นผู้จัดการธนาคารการเกษตรและสัตวบาลของตำบลอันเฟิง"

เฉินเหยียนเซินแสร้งทำเป็นกดเสียงให้ต่ำลง พูดทีละคำอย่างจงใจ

"เชื่อถือได้เหรอ?"

เฉินกั๋วปินกวาดตามองเฉินเหยียนเซิน เห็นสีหน้าของลูกชายไม่เหมือนโกหก ก็เผลอนั่งตัวตรงขึ้นมาทันที เริ่มพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เขารู้นิสัยลูกชายตัวเองดี ถึงแม้จะเกเรไปหน่อย แต่ก็ไม่มีทางพูดจาเหลวไหลในเรื่องใหญ่ๆ

"ต้องเชื่อถือได้สิครับ ตอนนี้เธอเป็นแฟนผม"

เฉินเหยียนเซินเผชิญหน้ากับการพินิจพิจารณาของสหายตาเฒ่าเฉิน ท่าทีเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง แต่คำพูดกลับเหลวไหลสิ้นดี

"แค่ก! แกกว่าว่าอะไรนะ?"

เฉินกั๋วปินอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนข้าวที่อยู่ในปากพุ่งออกมา

ถ้าเขาจำไม่ผิด คนที่ลูกชายแอบชอบน่าจะเป็นเด็กผู้หญิงที่ชื่อโจวเข่อหยวนไม่ใช่เหรอ

ก็เพราะเรื่องนี้ อาจารย์จางถึงได้เชิญเขาไปที่โรงเรียนเป็นพิเศษ

"พ่อตาจะหลอกลูกเขยได้ยังไง? ผมแนะนำให้พ่อไปซื้อห้องสองห้องชั้นบนบ้านเราให้หมดเลย อนาคตก็รอนั่งรับเงินค่าเวนคืนได้เลย"

เฉินเหยียนเซินหยุดไปครู่หนึ่ง รอให้ตาเฒ่าเฉินย่อยข้อมูลจนหมด ถึงได้พูดเสริมต่อ

"ได้ งั้นเดี๋ยวพ่อลองไปสืบดู"

เฉินกั๋วปินเห็นเขาพูดจาเป็นตุเป็นตะ ก็ไม่กล้าปฏิเสธซึ่งๆ หน้า จึงได้แต่ตอบตกลงไปก่อน เพียงแต่สายตาที่มองเฉินเหยียนเซินนั้น กลับยิ่งดูแปลกประหลาดยิ่งขึ้น

ลูกชายกำลังคบกับลูกสาวผู้จัดการธนาคาร?

แถมยังเป็นทอมบอยอีก!

ถึงแม้เฉินกั๋วปินจะไม่เข้าใจ แต่ก็แสดงความเคารพ ช่วงเวลาอบอุ่นของพ่อลูกที่หาได้ยาก เขาก็ไม่อยากจะทำลายมันลง

"ตาเฒ่าเฉิน ข้าวราดที่สั่งมาส่งแล้ว"

เสียงตะโกนจากนอกประตูร้านเข้ามาขัดจังหวะความคิดของเขา

"มาแล้วคร้าบ!"

เฉินเหยียนเซินตบพุงตัวเอง แล้วกดไหล่ตาเฒ่าเฉินที่กำลังจะลุกขึ้นไว้ ก่อนจะรีบเดินออกไปข้างนอก

เฉินกั๋วปินมองแผ่นหลังของลูกชายพลางพึมพำเสียงเบา: "วัยรุ่นมีความรักดูเหมือนก็ไม่เลวนะ รู้สึกว่าเหยียนเซินโตขึ้นเยอะเลย"

ตาเฒ่าเฉินมีสีหน้าปลาบปลื้ม คิดอย่างมีความสุข แต่แล้วก็คิดต่อไปอีกว่า ฐานะทางบ้านของอีกฝ่ายไม่ธรรมดา เกรงว่าจะดูถูกเฉินเหยียนเซิน หรือว่าอยากจะให้ลูกชายเราไปเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมีย?

"ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด"

เฉินกั๋วปินพูดกับตัวเอง นั่งอยู่บนม้านั่งบิดไปบิดมา เหมือนมดที่อยู่บนกระทะร้อน

"ก้นโดนตะปูตำเหรอ?"

เฉินเหยียนเซินถือกล่องข้าวเข้ามา หันไปเห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ ของตาเฒ่าเฉินก็หลุดขำออกมาทันที แล้วเอ่ยหยอกล้อ

"ไม่...ไม่มี!"

เฉินกั๋วปินโดนลูกชายพูดจนหน้าร้อนผ่าว รีบปฏิเสธทันควัน

"ตาเฒ่าเฉิน ผมว่าพ่อหาภรรยาสักคนดีกว่านะ กินแต่ข้าวกล่องทุกวัน มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ"

เฉินเหยียนเซินตักข้าวเข้าปากคำโต ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะกำชับตาเฒ่าเฉิน

"ไม่ดีต่อสุขภาพแล้วแกยังกินอีก?"

คราวนี้เฉินกั๋วปินไม่ได้ปรี๊ดแตกทันที แค่เหลือบมองเขาอย่างหัวเสีย

"ผมกินอย่างมากก็แค่ปีสองปี แต่พ่อล่ะ? คิดจะกินไปตลอดชีวิตจริงๆ เหรอ?"

เฉินเหยียนเซินเงยหน้าขึ้นมา พูดอย่างจริงจัง

"กินเสร็จแล้วก็ไสหัวไป! ทำไมกูถึงมีลูกอย่างมึงมาเกิดได้วะ!"

เฉินกั๋วปินเกราะแตกในทันที เขาลุกพรวดขึ้นยืนแล้วตะโกนด่าลั่น

"ได้ๆๆ ไปก็ไป!"

เฉินเหยยีนเซินถือกล่องข้าว เร่งความเร็วในการกินอย่างบ้าคลั่ง สองสามคำก็กินจนเกลี้ยง

พูดจบก็วางตะเกียบเช็ดปากแล้วเผ่นแนบทันที

ที่เฉินเหยียนเซินให้ตาเฒ่าเฉินซื้อบ้านที่รอการเวนคืนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะได้ส่วนต่างไม่กี่แสนนั่น แต่เป็นเพราะนิสัยของเฉินกั๋วปินนั้นดื้อรั้นเกินไป

ชาติที่แล้ว ถึงแม้เขาร่ำรวยมหาศาล เงินในบัญชีมีมากจนใช้ไม่หมด ตาเฒ่าเฉินก็ไม่เคยเอ่ยปากขอเงินจากเขาสักแดงเดียว

เฉินเหยียนเซินรู้ดีแก่ใจ ตาเฒ่าเฉินหยิ่งทะนงมาทั้งชีวิต ไม่ชอบแบมือขอใคร ต่อให้คนที่ให้เงินคือลูกชายของเขาเอง หรือต่อให้ยื่นให้เฉยๆ ก็ไม่เอา

"ตาเฒ่าเฉินเอ๊ยตาเฒ่าเฉิน เพื่อจะทำให้พ่อได้เป็นเศรษฐีรุ่นแรก ผมก็ถือได้ว่าทุ่มเทความคิดอ่านอย่างหนักแล้วนะ"

เฉินเหยียนเซินผิวปาก รับลมร้อนแห่งฤดูร้อน พลางยิ้มเบาๆ

จบบทที่ บทที่ 7: ล็อกเป้าพื้นที่เวนคืนล่วงหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว