- หน้าแรก
- จ่ายปุ๊บ เทพปั๊บ! กับพนักงานนับพันล้านคน!
- บทที่ 2: แกไปตาบอดตอนไหนวะ
บทที่ 2: แกไปตาบอดตอนไหนวะ
บทที่ 2: แกไปตาบอดตอนไหนวะ
บทที่ 2: แกไปตาบอดตอนไหนวะ
【ระบบสืบทอดเปลวไฟสู่เทวะ】
【โฮสต์: เฉินเหยียนเซิน】
【ร่างกาย: 1.16】ค่าเฉลี่ยของมนุษย์โลกคือ 1, ค่าสูงสุดคือ 3, รวมไปถึงพละกำลัง, ความว่องไว, ความทนทาน เป็นต้น)
【จิตวิญญาณ: 1.32】ค่าเฉลี่ยของมนุษย์โลกคือ 1, ค่าสูงสุดคือ 3, รวมไปถึงสติปัญญา, ความจำ, ความเข้าใจ เป็นต้น)
【ทักษะ: การขับขี่รถยนต์ (ระดับชำนาญ 2 ดาว 37/100) , การเล่นกีตาร์ (ระดับเริ่มต้น 1 ดาว 83/100) , เพลงมวยแปดอรหันต์คงกระพัน (ระดับเริ่มต้น 1 ดาว 41/100) 】
【พรสวรรค์: ไม่มี】
【เปลวไฟแห่งวิถีมนุษย์: 0】
【คู่มือการใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่: โปรดคลิกเพื่อดู】
เฉินเหยียนเซินศึกษาเจ้าระบบนี่อย่างลึกซึ้ง ในใจรู้สึกว่าชาติที่แล้วมีชีวิตอยู่มาสามสิบกว่าปี ดันมีทักษะแค่สามอย่างกระจอกๆ
เวรเอ๊ย!
ทักษะการบริหารเวลากับฝีมือการขับรถของฉันมันระดับปรมาจารย์ชัดๆ!
หลังจากพยายามสื่อสารกับระบบแล้วไม่เป็นผล เฉินเหยียนเซินจึงทำได้เพียงเปิดดูคู่มือการใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่ต่อ
"薪ซิน) : หมายถึง เงินเดือน, ค่าตอบแทน"
"火หั่ว) : เป็นสัญลักษณ์ของเปลวไฟแห่งวิถีมนุษย์"
"โฮสต์สามารถสร้างความสัมพันธ์จ้างงานกับผู้อื่น และได้รับเปลวไฟแห่งวิถีมนุษย์ผ่านการจ่ายค่าตอบแทน"
"เปลวไฟแห่งวิถีมนุษย์ 1 ดวง = 10,000 หยวน"
"เปลวไฟแห่งวิถีมนุษย์ 1 ดวง สามารถเพิ่มค่า 'จิตวิญญาณ' หรือ 'ร่างกาย' ได้ 0.01 แต้ม หรือเพิ่มค่าประสบการณ์ทักษะ 1 แต้ม..."
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ เฉินเหยียนเซินก็อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ ไอ้ระบบเวรนี่ต้องแซ่หม่าแน่ๆ
นี่มันระบบบำเพ็ญเพียรสายเปย์ชัดๆ!
ยิ่งมีพนักงานมาก เงินเดือนยิ่งสูง เปลวไฟยิ่งสะสมเร็ว พลังก็จะยิ่งแข็งแกร่ง!
หากในอนาคตมีพนักงานสักสิบล้านคน เปลวไฟหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ต่อให้โฮมแลนเดอร์มาเองก็ยังต้องคุกเข่าเลียพื้นรองเท้าให้เขา
"สุดหล่อ ดูความยาวหน่อย โอเคไหม?"
ช่างตัดผมที่อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของเขา
เฉินเหยียนเซินได้สติ เขาลุกขึ้นยืนหน้ากระจก
กลิ่นอายของเด็กแนวเมื่อครู่ได้สลายหายไปจนหมดสิ้น
ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สันจมูกโด่งเป็นสัน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มไม่ยี่หระ ปอยผมสองสามเส้นตกลงมาอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก็ไม่อาจปิดบังแววตากรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ของเขาได้
"เท่าไหร่?"
เฉินเหยียนเซินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เตรียมจะสแกนจ่ายเงิน แต่เมื่อล้วงออกมาเจอมือถือ Nokia N78 เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้
ให้ตายสิ ปี 2010 จะมี QR Code ให้สแกนได้ยังไง?
"สิบบาทครับ"
ช่างตัดผมยิ้มตอบ
เฉินเหยียนเซินไม่พูดพร่ำทำเพลง ควักเงินจ่ายอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็หันไปมองข้างนอก เห็นหวังจื่อหาวกำลังนั่งยองๆ คุยโทรศัพท์อยู่หน้าประตู
เขาผลักประตูออกไป แล้วใช้เท้าเตะก้นหวังจื่อหาวเบาๆ ทีหนึ่ง
"เชี่ย... เชี่ย! แกคือเฉินเหยียนเซินเหรอ?"
หวังจื่อหาวถือโทรศัพท์ ดวงตาเบิกกว้าง จ้องเพื่อนสนิทเขม็ง ตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเขา
"ก็แค่เปลี่ยนทรงผม ไม่เห็นต้องทำเกินเบอร์ขนาดนั้นเลย"
เฉินเหยียนเซินเลิกคิ้ว พูดอย่างใจเย็น
"เฮะๆ พรุ่งนี้ฉันก็จะมาตัดทรงเดียวกันมั่ง เมื่อกี้เจ๊ใหญ่บอกว่าพวกนั้นกินข้าวเสร็จแล้ว ให้เราไปที่ร้านคาราโอเกะได้เลย"
หวังจื่อหาวตบฝุ่นที่ก้นแล้วลุกขึ้นพูด
"พวกนั้นอิ่มแล้ว แต่ข้ายังไม่ได้กินเลย ไม่ต้องรีบ ไปหาร้านซุปเนื้อรองท้องก่อน"
เฉินเหยียนเซินตบพุงตัวเอง พูดอย่างไม่ใส่ใจ
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า งานเลี้ยงรุ่นหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของใครหลายคน
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องฝืนใจตัวเองเพื่อเพื่อนมัธยมปลายไม่กี่คนที่จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วในชาติหน้า
"เออๆ ก็ได้"
หวังจื่อหาวหัวเราะอย่างขมขื่นแล้วเดินตามไปอย่างจนใจ
กว่าทั้งสองคนจะไปถึงร้านคาราโอเกะก็สามทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว บนโซฟาสองตัวในห้อง มีชายหญิงนั่งกันอยู่กระจัดกระจายราวสิบกว่าคน
อายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ใบหน้ายังคงอ่อนเยาว์
"เฉินเหยียนเซิน, หวังจื่อหาว พวกแกสองคนมัวทำซากอะไรกันอยู่ ถึงได้มาสายขนาดนี้?"
"เร็ว นั่งลงก่อนเลย ลงโทษตัวเองสามจอก!"
"เฉินเหยียนเซินมานั่งนี่ หยวนหยวนเก็บที่ไว้ให้แกแล้ว"
"ฮ่าวจื่อ แกร้องเพลงอะไรเก่งสุด เดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้!"
เฉินเหยียนเซินกวาดสายตามองใบหน้าของทุกคน แต่ส่วนใหญ่แทบไม่มีความทรงจำเหลืออยู่เลย แม้แต่ชื่อก็ยังเรียกไม่ถูก
ส่วนโจวเข่อหยวน?
เขากลับจำได้ในแวบเดียว
เธอนั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมห้อง แต่งตัวสไตล์ดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ คิ้วเรียวบาง ดวงตากลมโต แก้มแดงระเรื่อ ริมฝีปากชุ่มฉ่ำราวกับทาลิปกลอสสีชมพูอ่อนๆ สวมชุดเดรสยาวลายดอกไม้กรอมเท้า เผยให้เห็นผิวขาวเนียน
ไม่น่าแปลกใจที่ตอนนั้นเขาถึงได้หลงเธอหัวปักหัวปำ
แต่สำหรับเฉินเหยียนเซินในตอนนี้ รูปร่างหน้าตาขนาดนี้ยังไม่พอจะเป็นพนักงานต้อนรับที่บริษัทของเขาเลยด้วยซ้ำ
"จะนั่งตรงไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ"
เฉินเหยียนเซินยิ้มอย่างสบายๆ แล้วเดินผ่านโจวเข่อหยวนไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของโซฟา
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองไกลกันถึงสามสี่เมตร
บรรยากาศในห้องพลันเงียบกริบในบัดดล!
ทุกคนหันไปมองโจวเข่อหยวน อยากจะเห็นปฏิกิริยาของเธอ
"เขาอยากนั่งไหนก็นั่งไปสิ จะมาเกี่ยวอะไรกับฉัน"
โจวเข่อหยวนขมวดคิ้วเรียวสวย พูดแก้ต่างเสียงกระเง้ากระงอด
"มา! หวังว่าทุกคนจะทะนุถนอมช่วงเวลาสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ดื่มด้วยกันสักจอก!"
เจ๊ใหญ่เห็นบรรยากาศน่าอึดอัดจึงรีบยกแก้วขึ้นเสนอ
แต่ในใจกลับคิดว่า: "ทำไมเฉินเหยียนเซินถึงเปลี่ยนทรงผมใหม่นะ หล่อขึ้นก็จริง แต่ทำไมนิสัยถึงได้เปลี่ยนไปด้วย"
ในห้อง ม.6/8 ใครบ้างจะไม่รู้ความสัมพันธ์ของเฉินเหยียนเซินกับโจวเข่อหยวน ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า พอทั้งสองเข้ามหาวิทยาลัย จะต้องพัฒนาไปเป็นคู่รักกันอย่างแน่นอน
ชาติที่แล้วของเฉินเหยียนเซินก็คิดแบบนี้เช่นกัน
เพียงแต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า โจวเข่อหยวนจะจับปลาสองมือ จนกระทั่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตอนปีสาม เขาถึงได้ไปเห็นเข้าโดยบังเอิญ
"ชนแก้ว ชนแก้ว!"
"เจ๊ใหญ่ ต่อไปเราต้องนัดเจอกันทุกปีเลยนะ!"
"ขอให้ทุกคนมีอนาคตที่สดใส เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ!"
เบียร์ไม่กี่แก้วผ่านลงท้อง บรรยากาศก็ค่อยๆ คึกคักขึ้น อารมณ์ของวัยรุ่นมาเร็วไปเร็วยิ่งกว่า
เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น ทุกคนก็ต่างคนต่างดื่ม ต่างคนต่างร้องเพลง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"งอนกับหยวนหยวนของแกอยู่เหรอ?"
เจ๊ใหญ่แอบย่องเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แล้วถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
"ฉันกับเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมาพวกเธออาจจะเข้าใจผิดไปเอง"
เฉินเหยียนเซินจิบเครื่องดื่มแล้วพูดเรียบๆ
ในตอนนี้ เขานึกชื่อของเจ๊ใหญ่ขึ้นมาได้แล้ว——เหมิงเจี๋ย!
มีแต่ชื่อที่ตั้งผิด แต่ไม่มีฉายาที่เรียกผิด
หน้าตาและนิสัยไม่เข้ากับชื่อเลยสักนิด ผมสั้นที่ดูสะอาดสะอ้าน ปลายผมยาวจรดใบหู ดูสดใสคล่องแคล่ว นิสัยแมนยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก
เหมิงเจี๋ยได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบ้ปากยิ้มอย่างไม่เชื่อ
แกตามจีบเขามาตั้งสามปีเต็ม ตอนนี้มาบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน?
นี่มันตอแหลชัดๆ!
เสียงของเฉินเหยียนเซินไม่ดังไม่เบา แต่กลับดังเข้าหูของโจวเข่อหยวนพอดี
"ไอ้สารเลว! ถ้ายังไม่มาขอโทษนะ ชาตินี้ฉันไม่ให้อภัยแกแน่"
โจวเข่อหยวนหน้าซีดเผือด สองมือบีบเข้าหากัน ปลายนิ้วสั่นเทา พลางสาบานในใจ
เธอไม่เข้าใจ!
ไอ้เบ๊ที่เมื่อวานยังคอยเอาอกเอาใจอยู่เลย วันนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำเมินเฉยใส่เธอ
"ไม่ไปง้อจริงๆ เหรอ?"
เหมิงเจี๋ยชะโงกหน้าไปดูสถานการณ์ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง
"จริงๆ แล้ว... ฉันสนใจเธอมากกว่า"
เฉินเหยียนเซินแกว่งแก้วเหล้า พิงโซฟาอย่างสบายๆ แล้วเอียงศีรษะพูดเสียงเบา
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ชาติที่แล้ว นอกจากตัวเขาเองแล้ว คนที่ได้ดีที่สุดในห้องก็คือเหมิงเจี๋ยนี่แหละ
อายุไม่ถึงสามสิบ ก็ได้เป็นผู้จัดการธนาคารระดับอำเภอ
ทั้งความสามารถและชาติตระกูล หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ก็ไม่มีทางทำได้สำเร็จ
"เมื่อก่อนดูไม่ออกเลยนะ ว่าแกมีแววจะเป็นไอ้ผู้ชายเฮงซวยด้วย"
เหมิงเจี๋ยยิ้มกว้างแล้ววิจารณ์ซึ่งๆ หน้าอย่างไม่ไว้หน้า
การที่เธอได้ฉายา 'เจ๊ใหญ่' มานั้น นอกจากผลการเรียนอันดับหนึ่งของห้องแล้ว ยังมีนิสัยที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย เธอไม่มีทางเขินอายหน้าแดงเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปแน่นอน
"ฉันยังมีแววเป็นหมอดูได้ด้วยนะ อยากให้ทำนายดวงให้สักหน่อยไหม?"
เฉินเหยียนเซินวางแก้วลง ในใจพลันนึกสนุกขึ้นมา
ก็แหม การได้หยอกล้อว่าที่ผู้จัดการธนาคารในอนาคต มันก็ตื่นเต้นไปอีกแบบ
"งั้นแกก็ทำนายมาสิ ถ้าไม่แม่นนะ เหล้าขวดนี้ แกต้องกระดกให้หมดในอึกเดียว"
เหมิงเจี๋ยยิ้มเล็กน้อย แล้วยกเบียร์ขวดใหญ่มาวางไว้ตรงหน้า
"แบมือขวาออกมา"
เฉินเหยียนเซินยิ้มแล้วยกนิ้วขึ้นมาทำท่าเหมือนปรมาจารย์ลัทธิเต๋า
มือของเหมิงเจี๋ยทั้งขาวทั้งเนียน เล็กนิดเดียว เหมือนกับตัวของเธอ
แสงไฟสีแดงสลับเขียวตกกระทบลงบนคางและลำคอของเธอ ยิ่งขับให้ผิวดูละเอียดอ่อนงดงามเป็นพิเศษ
เฉินเหยียนเซินเพิ่งจะสังเกตเห็น ด้วยประสบการณ์ดูคนมานับไม่ถ้วนของเขา ความสวยของเหมิงเจี๋ยถูกประเมินต่ำไปมาก
หากถอดแว่นตากรอบดำบนสันจมูกออก เปลี่ยนเป็นชุดเดรสยาวสีพื้น แล้วไว้ผมยาว โยนเข้าไปในมหาวิทยาลัย อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ถึงระดับดาวคณะ
เหมิงเจี๋ยเห็นเขาไม่พูดไม่จา แถมยังจ้องเธอตาไม่กะพริบ ในใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เธอจึงทำหน้าขรึมแล้วเร่ง "ตกลงแกจะดูได้รึยัง?"
"อย่าใจร้อนสิ กำลังวิเคราะห์อยู่"
เฉินเหยียนเซินดึงมือเล็กๆ ของเหมิงเจี๋ยมาวางไว้บนฝ่ามือของตน ลูบไล้ไปมาจนกระทั่งใบหูของอีกฝ่ายแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา เขาถึงได้เอ่ยขึ้นช้าๆ :
"เส้นชีวิตของเธอยาวและชัดเจน แสดงว่าพลังชีวิตแข็งแกร่ง เส้นความรักลึกและมีเส้นแตกแขนงน้อย แสดงว่าเธอเป็นคนรักเดียวใจเดียว สามีในอนาคตของเธอมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นรักแรก เส้นวาสนาพุ่งตรงจากกลางฝ่ามือขึ้นไป ถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่โดยรวมแล้วทิศทางยังคงพุ่งทะยานขึ้นฟ้า บ่งบอกว่าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต มีโชคลาภเงินทอง ในอนาคตมีโอกาสเก้าในสิบที่จะทำงานเกี่ยวกับสายการเงิน แต่ทว่า..."
เฉินเหยียนเซินเห็นสีหน้าของเธอจริงจังขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าคำพูดเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากอีกฝ่าย เขาจึงจงใจหยุดพูด
"แต่ว่าอะไร รีบๆ พูดมาสิ"
เหมิงเจี๋ยถามต่อ
"มาพนันกันหน่อยเป็นไง? ถ้าฉันพูดถูกหมด เธอต้องตกลงทำตามที่ฉันขอหนึ่งอย่าง กลับกันก็เช่นกัน"
รอยยิ้มของเฉินเหยียนเซินสดใสยิ่งนัก
"แกพูดมาก่อนสิ"
เหมิงเจี๋ยจ้องมองแววตาไม่น่าไว้ใจของเขา ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดไม่ซื่อ มีหรือจะยอมหลงกล
"เธอดูเส้นลายมือตรงนี้สิ หรือก็คือเส้นการเรียน มันมีเส้นเล็กๆ แตกแขนงออกมา หมายความว่าช่วงนี้การเรียนจะไม่ราบรื่น ถ้าฉันทายไม่ผิดนะ เธอน่าจะพลาดคณะอันดับหนึ่งที่เลือกไว้ แล้วหลุดไปติดคณะอันดับสองแทน"
เฉินเหยียนเซินพูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง
"แกตอแหล!"
เหมิงเจี๋ยสะบัดมือขวาออก แล้วด่ากลับด้วยคำหยาบ
"อีกหนึ่งเดือนก็รู้ผล แต่ถ้าเธอแพ้ ฉันขอดูเธอใส่ถุงน่อง"
เฉินเหยียนเซินกดเสียงให้ต่ำลง กระซิบข้างหูของเหมิงเจี๋ยแล้วค่อยๆ เป่าลมหายใจออกมา
"แกนี่มันโรคจิตจริงๆ!"
ติ่งหูของเหมิงเจี๋ยแดงก่ำ เธอตกใจจนรีบถอยห่างไปหนึ่งก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ไอ้ห่าเฉินเหยียนเซิน แกไม่เว้นแม้กระทั่งพี่น้อง!
สิบแปดปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกหยอกล้ออย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้
เหมิงเจี๋ยรู้สึกหายใจติดขัด หัวใจเต้น 'ตึกตัก' ไม่เป็นส่ำ นิ้วทั้งสิบชาจนไร้เรี่ยวแรง
ภาพเหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของโจวเข่อหยวนทั้งหมด
ภาพที่ทั้งสองคนหยอกล้อกันอย่างสนิทสนมประทับแน่นอยู่ในสมอง ทำให้เธอรู้สึกโกรธขึ้นมา
"ฉันก็แค่ปฏิเสธแกไปสิบครั้งเอง แกจะยอมแพ้แล้วเหรอ?" "เพื่อจะประชดฉัน ถึงกับไปแต๊ะอั๋งเหมิงเจี๋ยเลยเหรอ หิวจนไม่เลือกกินจริงๆ!"
โจวเข่อหยวนแอบหัวเราะในใจ คิดว่าตัวเองอ่านความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเฉินเหยียนเซินออกแล้ว
"เพื่อนๆทุกคน ขอโทษด้วยนะ! แม่ฉันเร่งให้กลับบ้านเร็วหน่อย ฉันต้องไปก่อนแล้วล่ะ"
โจวเข่อหยวนลุกขึ้นยืนพรวดพราด แกล้งทำเป็นดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดขึ้น
"เหอะๆ ร้อนตัวแล้ว!"
เฉินเหยียนเซินหัวเราะเยาะในใจ ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ความคิดที่จะลุกไปส่งก็ยังไม่มี
โจวเข่อหยวนเห็นดังนั้นก็หน้าเสียไปทันที เธอผลักประตูออกไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
"หยวนหยวนรอฉันด้วย ฉันไปด้วย!"
เพื่อนผู้หญิงสองคนที่สนิทกับโจวเข่อหยวนที่สุด เห็นเฉินเหยียนเซินไม่มีทีท่าว่าจะตามออกไป ก็มองค้อนเขาอย่างฉุนเฉียว แล้วกระแทกประตูปิดจากไป
คนที่เหลือต่างมองหน้ากันไปมา
"งั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเลยดีกว่า ไว้มีเวลาค่อยนัดเจอกันใหม่"
เหมิงเจี๋ยสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว จึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
พอโดนเฉินเหยียนเซินกวนน้ำให้ขุ่นแบบนี้ ผู้หญิงที่หน้าตาพอใช้ได้ก็พากันกลับไปหมดแล้ว ผู้ชายที่เหลืออยู่ก็หมดแรงจูงใจ จึงได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย แล้วทยอยกันเดินออกจากห้องไป
"อย่าลืมเรื่องที่พนันกันไว้ล่ะ"
เฉินเหยยีนเซินลุกขึ้นยืน ใช้มือขวายันกำแพงกั้นทางเหมิงเจี๋ยไว้ แล้วก้มลงกระซิบด้วยท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม
"ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแกแพ้ล่ะ?"
เหมิงเจี๋ยเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา พูดอย่างไม่ยอมแพ้
"แล้วแต่เธอจะจัดการเลย ยังไงก็ได้ทั้งนั้น"
เฉินเหยียนเซินยิ้มร้าย
"ถ้าแกแพ้ แกก็ต้องใส่ถุงน่องเหมือนกัน!"
เหมิงเจี๋ยแค่นเสียงแล้ววิ่งตามเพื่อนๆ ที่ออกไปก่อน จนกระทั่งถึงหัวบันได เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองแวบหนึ่ง แล้วก็ยังคงเห็นรอยยิ้มร้ายๆ ของเฉินเหยยีนเซิน
"หล่อขึ้นก็จริง แต่ดูเหมือนจะเลวลงด้วย!"
เหมิงเจี๋ยถูกเขามองจนใจสั่น เธอรีบหันหน้ากลับแล้วกดความสงสัยในใจลงไป
"เฉินเหยียนเซิน แกไม่ตามจีบโจวเข่อหยวนแล้ว จะเปลี่ยนไปจีบเหมิงเจี๋ยแทนเหรอ?"
หวังจื่อหาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่เข้าใจอย่างแรง
"แกไม่คิดว่า จริงๆ แล้วเหมิงเจี๋ยสวยกว่าเหรอ"
เฉินเหยียนเซินยิ้มบางๆ แล้วตบบ่าเพื่อน
"แกไปตาบอดตอนไหนวะ?"
หวังจื่อหาวทำหน้าประหลาดใจ ถึงขั้นอยากจะตบเฉินเหยียนเซินให้ตื่น เพราะเขามองไม่ออกเลยว่าเหมิงเจี๋ยที่แต่งตัวเหมือนผู้ชายและผมสั้นกว่าเขาเสียอีกนั้น สวยตรงไหน
"ให้ตายเถอะมึง..."
เฉินเหยียนเซินส่ายหน้า ขี้เกียจจะเถียงกับเขา