เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20

บทที่ 20

บทที่ 20


ผู้แปล loop

ในวันศุกร์เวลาประมาณ 10 โมงเช้า

ฉางจี้เองก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานหลังจากเขารับงานมาจากหัวหน้าโจวเป็นที่เรียบร้อย ในสำนักงานตอนนี้ฉางจี้มองดูไปที่กองเอกสารมหึมาที่หนาเตอะ มันทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว โดยหลังจากนั้นเขาก็ยืนขึ้นแล้วเดินไปที่ดงซูบินซึ่งกำลังทำรายการข้อมูลอยู่ เขาได้แต่ยิ้มแล้ววางเอกสารกองไว้บนโต๊ะของดงซูบิน:“ซูบิน! นายยุ่งอยู่ไหม? ฝากจัดการเอกสารเหล่านี้หน่อยสิ หัวหน้าโจวบอกมาว่ามันมีคำผิดเยอะมาก นายช่วยแก้ไขพวกมันหน่อยนะ เพราะหัวหน้าโจวจะเอาเอกสารพวกนี้ก่อนเที่ยง”

‘จริงๆมันน่าจะเป็นงานของนายรึเปล่า’ ดงซูบินพูดในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจออกมาแต่อย่างใด

เพราะ ดงซูบิยต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานของเขา "ตกลง. เดียวผมจะทำให้ตอนนี้เลย”

ฉางจี้พยักหน้าและกลับไปที่โต๊ะทำงานของเขา ซึ่งเขานั่งไขว่ห้างแล้วนั่งดื่มชาอย่างสบายใจเฉิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เวลา 11.30 น. ดงซูบินและต้าหลิงเหม่ยได้เดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อนำเอกสารไปส่ง

ระหว่างทางเองนั้นต้าหลิงเหม่ยก็ถามเบา ๆกับดงซูบินว่า :“ฉางจี้น่ะ? หมอนั้นขอให้นายทำงานให้อีกแล้วหรอ”

ดงซูบินพยักหน้าและพูดต่อไปวา “เราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ถ้ามีอะไรพอช่วยกันได้ก็ควรช่วยเหลือกันไว้ถูกต้องไม?”

“ฮึ่ม! ช่วยกันอะไร ฉางจี้นะชอบที่จะสั่งพวกเด็กใหม่ เพราะหมอนั้นรู้ดีว่าเด็กใหม่พวกนี้ยังไม่เข้าใจการเมืองภายในสำนักงานมากเท่าไรหรอก หมอนั้นเองเลยทำตัวราวกับว่าเป็นหัวหน้าสำนักงานเสียเอง ตอนที่ฉันเขามาทำงานใหม่ที่นี่ หมอนั้นก็ถามอะไรไม่รู้ตั้งเยอะแยะ คิดแล้วก็ขนลุกอยู่เลย”ต้าหลินเหม่ยเธอบ่นด้วยความเก็บกดของเธอ “โอ้! ก่อนที่นายและจ้วงจื้อจะมานะมีชายหนุ่มคนหนึ่งเขาทำงานหนักมาก แต่เขาออกไปเพราะพฤติกรรมของฉางจี้ ใครจะทนได้ล่ะก็เพราะหมอนั้นสั่งงานเขาขนาดนั้น?”

ดงซูบินรู้สึกประหลาดใจ "จริงดิ?"

“ทำไมฉันต้องโกหกนายด้วยล่ะ” ต้าหลิงเหม่ยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมมากนัก เธอแค่พูดคำสั่นๆ “แค่ระวังตัวไว้”

"ขอบคุณเธอที่เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังนะ "ดงซูบินกำลังคิดบางอย่างอยู่ ‘การอยู่ในองค์กรแตกต่างจากการอยู่มหาวิทยาลัยมากจริงๆ’

ในช่วงกลางวัน ดงซูบินนำเอกสารที่เสร็จแล้วส่งกลับไปที่ฉางจี้ “พี่จี้! ผมทำเสร็จแล้วนะครับ”

ฉางจี้ไม่ได้พูดอะไรเลยและพลิกแฟ้มเอกสารและอ่านไปไม่กี่หน้า เขาพยักหน้า. "ดี. ขอบคุณ“ฉางจี้สังเกตเห็น เกาแพนเหว่ย,ฉางจ้วง และคนอื่น ๆ ออกไปทานอาหารกลางวันเขาตบที่นั่งที่ว่างๆข้างเขา” ซูบิน มานั้งคุยกันก่อนเถอะ”

ดงซูบินนั่งลง:“มีอะไรหรอ?”

เมื่อเหลือเพียงเขาสองคนอยู่ในสำนักงานฉางจี้ ยิ้มและพูดว่า:“ฉันคิดว่านายเป็นคนฉลาด นายฉลาดกว่าจ้วงจื้อเสียอีก ซึ่งนายมีแผนการอย่างไรสำหรับอนาคตของนาย? นายเคยคิดบ้างไหม? นายมีเป้าหมายอะไรกันแน่?” น้ำเสียงของฉางจี้ เปรียบเสมือนหัวหน้าที่กำลังถามลูกน้องด้วยความเคร่งขรึม

ดงซูบินได้เพียงแต่สาปแช่งในใจของเขาและตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจมากนัก:“ไม่นิครับ ผมยังไม่รู้ว่าผมจะรักษาตำแหน่งนี้ได้นานขนาดไหน อีกทั้งผมคิดว่าผมต้องทำงานออกมาให้ดีก่อนจึงจะคิดเรื่องเหล่านั้น”ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นข้าราชการทำงานได้แย่มากๆ ตามกฎถ้าข้าราชการที่เพิ่งประกาศใหม่สำหรับการประเมินในระดับที่“ไม่ดี” อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี พวกเขาจะถูกขอให้ออก แน่นอนว่ามีหน่วยงานน้อยมากที่จะทำสิ่งนี้ เว้นแต่ว่าประสิทธิภาพของบุคคลนั้นเลวร้ายมากๆ หรือเขาได้ทำให้หัวหน้าของเขาบางคนขุ่นเคือง

ฉางจี้หัวเราะ “นายหยุดเสแสร้งได้แล้ว นายเข้ามาทำงานนี้สองสามวันแล้ว และนายคงจะได้ยินอะไรบ้างอย่างมาบ้างแล้ว” ตอนนี้ฉางจี้อ้างถึงความสัมพันธ์ของเขากับหัวหน้าของเขา “ซูบิน! ถ้านายติดตามฉัน ฉันสามารถช่วยนายได้ ฉันควรจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเร็วสุดในปีหน้า เมื่อเวลานั้นมาถึง ฉันช่วยเหลือนายได้อย่างง่ายดาย มันไม่มีอะไรจะต้องเสียอยู่แล้ว” เขาพูดตรงไปตรงมามาก

‘ฮะ? ความหมายของคำพูดนี้คืออะไร? หมอนี้พยายามที่จะดึงฉันไปเป็นมือขวาของเขาหรอ? ให้ติดตามหมอนี้เนี่ยนะ’

‘แต่เขาเองก็ไม่ใช่หัวหน้า ฉันจำเป็นต้องติดตามเขาด้วยหรอ?’ ซูบินคิดภายในใจ

ดงซูบินรู้ว่าถ้าเขาเลือดที่จะติดตามฉางจี้, ฉางจี้เองจะต้องหาเรื่องสั่งเขาอย่างแน่นอน ซูบินเองอาจต้องเสิร์ฟชาให้เขาด้วย เลื่อนขั้นอย่างงั้นหรอ? เขาไม่มีอำนาจในการเลื่อนขั้นใครเลย ถ้าเขามีพลังที่จะเลื่อนขั้นใครบางคนและทำไมเขาต้องมาเลื่อนขั้นให้ซูบินด้วย นี้ก็เหมือนกับคำสั่งที่ให้ดงซูบินทำงานให้เขาฟรีๆ แต่อาจจะไม่ได้เลื่อนขั้นด้วยซ้ำ อีกทั้งมันอาจกลายเป็นแค่เช๊ดเด้งที่ใช้ในอนาคตไม่ได้

จริงๆแล้วดงซูบินก็ต้องการการเลื่อนขั้นเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ หลังจากคิดอยู่พักหนึ่งเขาตอบว่า:“พี่จี้!ขอบคุณที่คิดถึงผมเป็นคนแรก แต่ผมเพิ่งเข้ามาที่ฝ่ายกิจการและผมยังคงต้องเรียนรู้อีกหลายเรื่อง ดังนั้นในตอนนี้ผมต้องการมุ่งเน้นเรื่องงานเสียก่อน แต่ผมก็หวังว่า……” ดงซูบินต้องการปฏิเสธฉางจี้ด้วยถอยคำที่สุภาพที่สุด เพราะดงซูบินไม่ต้องการมีปัญหากับใครโดยเฉพาะคนที่มีผู้มีอำนาจนุ่นหลังอยู่

ใบหน้าของฉางจี้เปลี่ยนไปทันที “ฉันให้โอกาสนายแล้วนะ!!” ฉางจี้เคยถามคณะกรรมการผู้ตัดสินทางการเมืองของอำเภอแล้วเพื่อขอให้เขาได้เลื่อนขั้น เขาคิดว่าจะให้คนของตัวเองย้ายไปที่แผนกใหม่ด้วย หากเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งในปีหน้า การนำคนของตัวเองไปยังที่ทำงานใหม่มันจะทำให้เขาทำงานง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลที่เขาต้องการดึงดงซูบินไปด้วย แต่ดงซูบินกับปฏิเสธเขา และเขารู้สึกว่าเขาเสียหน้ามากๆ

ดงซูบินลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า:“ผมขอขอบคุณสำหรับข้อเสนอของพี่ แต่ผม……”

ฉางจี้ยืนขึ้นทันทีพร้อมกับหน้าตาบูดบึ้ง:“นายกำลังทิ้งสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของนายไป!” ดงซูบินปฏิเสธฉางจี้สำเร็จแต่มันทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก

ดงซูบิน ตบหน้าผากของเขา และพูดอยู่ภายในใจของเขา ‘ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ฉันก็มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเสียแล้ว’

14.00 น.

ฉางจี้เดินออกจากห้องของหัวหน้าโจว และเดินตรงไปที่โต๊ะของดงซูบิน เขาได้ขว้างเอกสารไปทีโต๊ะของดงซุบิน:“คัดลอก 5 ชุด อย่าสลับหน้ากันล่ะ ฉันต้องการมันก่อน 16.00 น.” น้ำเสียงของฉางจี้ เป็นเหมือนผู้บังคับบัญชาที่กำลังสั่งลูกน้องด้วยความดุดัน

ทุกคนในสำนักงานมองข้าม พวกเขาทุกคนสงสัยว่าดงซูบินไปทำอะไรให้ฉางจี้ผิดใจรึยังไง

ดงซูบินโกรธจัด เขาแสดงสีหน้าที่แท้จริงออกมา ซึ่งมันมีความหมายว่าเขาอยากจะซัดหน้าฉางจี้สักหนึ่งที่

‘ถ้าฉันติดตามนาย ฉันก็จะเป็นลูกน้องของนาย ถ้าฉันไม่ติดตามนาย ฉันก็ยังต้องทำงานของนายอยู่ดี ฉันมีทางเลือกอื่นอะไรอีก? ฉันไม่เคยเห็นใครที่ไร้เหตุผลเท่านี้มาก่อนเลย’ ดงซูบินแค่พูดในใจเท่านั้น

มันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากๆ

หลังจากนั้นไม่นาน ฉางจี้ก็ไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำ  ต้าหลิงเหม่ยและจ้วงจื้อ ถามว่า:“ซูบิน! เกิดอะไรขึ้น?”

ดงซูบินตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝืนๆของเขา:“ไม่มีอะไร”

ทั้งคู่เห็นว่าดงซูบินไม่เต็มใจที่จะพูด และพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการบังคับให้ซูบินพูด พวกเขากลับไปทำงานของพวกเขา

เกาแพนเหว่ยที่กำลังนั่งอยู่ใกล้ ๆ มองไปที่ดงซูบิน:“ซูบิน, นายยุ่งอยู่รึเปล่า?” เขาชี้ไปที่กล่องข้างๆเขา “ตอนนี้ฉันไม่ว่าง ช่วยฉันนำกล่องเหล่านี้ไปที่ฝ่ายการเงินให้หน่อยนะ”เกาแพนเหว่ยเห็นว่าดงซูบินอาจเป็นไอ้ไก่อ่อนที่ถูกรังแกได้ง่ายๆ เขาจึงคิดจะใช้โอกาสนี้นำงานของเขาให้ดงซูบินทำเสียเลย หลังจากนั้นเขาก็เข้าสำนักงานของหัวหน้าโจวเพื่อชงชาให้เขา

‘มันบ้ามาก!’

‘สิ่งนี้จะหยุดเมื่อใด’

ดงซูบินเกือบสาปแช่งเสียงดัง ‘ทั้งฉางจี้ และเกาแพนเหว่ย พวกนายนี้มันเป็นไอ้กลวกจริงๆ’

ในที่สุดดงซูบินก็เข้าใจว่า“การเป็นคนดีมักจะถูกกลั่นแกล้ง” เขากำมัดของเขาแน่น เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขเรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่เขาก็จะเป็นไก่อ่อนที่ถูกรังแกตลอดไป

จบบทที่ บทที่ 20

คัดลอกลิงก์แล้ว