เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ขุนนางผู้นี้ไม่เคยขาดแคลนเงิน

บทที่ 21 ขุนนางผู้นี้ไม่เคยขาดแคลนเงิน

บทที่ 21 ขุนนางผู้นี้ไม่เคยขาดแคลนเงิน


บทที่ 21 ขุนนางผู้นี้ไม่เคยขาดแคลนเงิน

** ขอแก้จากผู้ว่าการมณฑลเป็นเจ้าเมืองนะครับ **

เสียงดังสนั่นจนคนในจวนของเจ้าเมืองต่างพากันออกมาดู

บรรดาชายฉกรรจ์ที่ฟางหยวนพามาล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ทุกคนสามารถทำหน้าที่เป็นองครักษ์ได้

ชายฉกรรจ์กว่าสามสิบคนยืนเรียงกันอยู่ด้านหลังของฟางหยวน ส่งผลให้สมุนของฉินเหลียงไฉที่ก่อนหน้านี้ส่งเสียงโหวกเหวกเริ่มเงียบลง

ประชาชนที่เดิมกำลังพูดคุยกันเสียงดัง เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็พากันเงียบลงอย่างรวดเร็ว สายตาที่มองไปทางฟางหยวนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

ไม่ว่าเวลาใด หากฝ่ายใดมีจำนวนคนมากกว่าก็ย่อมได้เปรียบในด้านอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้นฟางหยวนยังเป็นถึงเจ้าเมืองเหลียวโจว

"ท่านเจ้าเมืองฟางคิดจะเหยียบย่ำกฎหมาย ใช้กำลังรังแกคนที่มีจำนวนน้อยกว่าเพื่อยึดครองบ้านเรือนของราษฎรอย่างนั้นหรือ?"

ชายตาหยีแสยะยิ้มเยาะ พร้อมทั้งส่งสายตาท้าทายไปที่ฟางหยวน

เขาต้องการยั่วยุให้ฟางหยวนโกรธ ยิ่งโกรธมากเท่าไรก็ยิ่งดี

"ไปตามพยานมา!"

ฟางหยวนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงเย็นชา

เขามองออกถึงเจตนาของอีกฝ่าย และไม่มีทางที่จะปล่อยให้อารมณ์พาไปในเวลานี้

"อะไรนะ?!"

รอยยิ้มของชายตาหยีพลันแข็งค้าง

ดวงตาที่ปกติแทบจะเป็นเส้นขีดเริ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง

เขาชะงักไปครู่หนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกต้องหรือไม่

"บอกให้ไปตามพยานในเอกสารมาไงเล่า เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร?!"

จางซานตะโกนลั่นใส่หน้าชายตาหยี น้ำลายกระเด็นเต็มใบหน้าอีกฝ่าย

เขาอดกลั้นกับเจ้าคนอ้วนคนนี้มานานแล้ว อยากจะเฉือนมันเป็นชิ้นๆ เสียจริง

"ท่านเจ้าเมืองฟางหมายความว่าอย่างไร?"

"หรือว่าจะไถ่ถอนคืน?"

"แต่ราคาตั้งสามพันก้วนเชียวนะ!"

ชายตาหยีหัวเราะเยาะ

สามพันก้วน สำหรับขุนนางที่ซื่อสัตย์และปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดแล้ว ชั่วชีวิตก็คงไม่มีโอกาสได้ครอบครองเงินมากขนาดนี้

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีฐานะดีหน่อยก็คงไม่ปล่อยให้ลูกหลานไปเป็นขุนนางในเหลียวโจวที่ห่างไกลเช่นนี้

หากฟางหยวนมีเงินจำนวนนี้เอง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเงินเหล่านั้นมาจากที่ไม่ชอบมาพากล

หากสอบสวนแหล่งที่มาของเงิน อนาคตของฟางหยวนอาจถึงคราวล่มสลาย

"ขุนนางเช่นข้าไม่เคยขาดแคลนเงิน"

"ไปตามพยานมา ข้าจะไถ่จวนเจ้าเมืองคืน"

"ระหว่างนี้หากยังกล้าส่งเสียงโวยวายที่หน้าประตูอีก ข้าจะลงโทษโบยหนึ่งร้อยไม้โทษฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของทางการ"

ฟางหยวนแค่นเสียงเย็นชา

เมื่อพูดประโยคสุดท้าย บรรยากาศรอบกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ราวกับแฝงไว้ซึ่งเจตนาสังหาร

ในเมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป และสถานการณ์ได้สงบลงแล้ว หากใครยังกล้าก่อกวนที่หน้าจวนเจ้าเมืองอีก ฟางหยวนก็จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการลงโทษพวกมัน

"นับถือๆ ขุนนางผู้เป็นเสมือนบิดามารดาของราษฎรกลับกล่าวว่าตนเองไม่เคยขาดแคลนเงิน"

"ท่านเจ้าเมืองฟางโปรดรอสักครู่ ข้าจะให้คนไปตามพยานมาให้"

ชายตาหยีประชดประชัน พร้อมทั้งจงใจเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ได้ยินกันถ้วนหน้า

ใบหน้าของชาวบ้านในที่นั้นพลันเปลี่ยนสี สายตาที่มองไปยังฟางหยวนเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

แม่น้ำตงใกล้กับเขตภายในของด่านกวาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนต่างใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก กินไม่อิ่มท้อง

แต่ตอนนี้พวกเขากลับได้ยินขุนนางของตนเองกล่าวว่า "ข้าร่ำรวย" ทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดในใจ และเริ่มโกรธแค้นที่ขุนนางเอาเปรียบและกอบโกยเพื่อตัวเอง

ฟางหยวนรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ แต่เขายังคงเงียบเฉย ไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้น ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หนึ่งก้านธูปผ่านไป

ชายชรา 3 คนเดินเข้ามาพร้อมกัน

พวกเขาคือพยานในสัญญาทั้งสาม

ทันทีที่พวกเขามาถึง ฝูงชนต่างพากันแตกตื่น เปลี่ยนสีหน้าไปทันที

"ไม่น่าเชื่อว่าเป็นพวกเขา!"

"เผยอิงหัวตระกูลเผยแห่งเหวินซี หลิวหย่งโซ่วตระกูลหลิวแห่งเจี๋ยเซี่ยน และเซวียเหวินป๋อตระกูลเซวียแห่งเฟินอิน ทั้งสามตระกูลใหญ่ในเหอตงมาพร้อมกัน"

"แม้ว่าพวกเขาจะเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ทรงเกียรติ แต่กิจการทั้งหมดในเหอตงถูกก่อตั้งโดยพวกเขาทั้งสาม แล้วทำไมพวกเขาถึงมาเป็นพยานได้?"

"ชู่! พูดเบาๆ หน่อย ถ้าโดนได้ยินเข้า เจ้าจะเดือดร้อนแน่"

เสียงฮือฮาดังขึ้นในฝูงชน

แต่เพียงไม่นาน ทุกเสียงก็เงียบลง

ทุกคนหลบสายตา ทั้งเกรงกลัวและให้ความเคารพ

ขณะที่ชายตาตี่ส่งยิ้มประจบต้อนรับทั้งสาม พร้อมกับเดินตามหลังไปอย่างว่าง่าย

ในที่สุด ชายชราทั้งสามก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟางหยวน

"พวกข้าน้อยขอคารวะท่านเจ้าเมือง"

ทั้งสามแสดงคารวะให้ฟางหยวน

แต่ท่วงท่ากลับดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง

"ทั้งสามท่านไม่ต้องมากพิธี"

ฟางหยวนยกมือทำท่าประคองเชิงสัญลักษณ์ กล่าวอย่างสงบนิ่ง

เขาเคยได้ยินเรื่องราวของสามตระกูลใหญ่แห่งเหอตง

พวกเขาคือขั้วอำนาจที่ฝังรากลึกนับพันปีในดินแดนนี้

ไม่เพียงแต่ในเหลียวโจว พวกเขายังมีอิทธิพลในพื้นที่อื่นๆ ของเหอตง และแม้กระทั่งนอกอาณาเขตเหอตงก็ตาม

ที่นี่ พวกเขาคือจักรพรรดิที่แท้จริง ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่

แม้แต่หลี่ซื่อหมินหากเสด็จมาที่นี่ ก็ยังต้องให้เกียรติพวกเขา

ขุนนางหลายคนก่อนหน้าต้องจบชีวิตลงอย่างลึกลับ

ต่อให้ไม่ใช่ฝีมือของพวกเขา อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องรู้เห็นเป็นใจ

"ท่านเจ้าเมืองยังหนุ่มแน่นนัก อายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ถือว่าเป็นกรณีที่พบได้ยากยิ่ง"

เผยอิงหัวยิ้มพลางกล่าว

ใบหน้าของเขาดูเมตตา ราวกับผู้อาวุโสที่เอ็นดูคนรุ่นหลัง

"ท่านพูดเกินไป เชิญนั่งเถิด"

ฟางหยวนยิ้มบางๆ พร้อมเชื้อเชิญให้พวกเขานั่ง

ก่อนหน้านี้ ตอนที่ชายตาตี่ออกไปตามคน ฟางหยวนก็ให้คนเตรียมเก้าอี้ไว้แล้ว

และยังตั้งโต๊ะอยู่ที่หน้าจวนเจ้าเมือง

หากพวกเขาคิดจะให้เขาอับอายต่อหน้าฝูงชน เช่นนั้นก็ให้ราษฎรเป็นพยานในการตอบโต้ของเขาเช่นกัน

"ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ คำว่าพูดเกินไปหมายความว่าอะไร?"

"พวกเจ้าพวกนักปราชญ์ชอบทำเป็นพูดสวยหรู ข้านี่ไม่น่าตามมาด้วยเลยจริงๆ"

เซวียเหวินป๋อแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

แม้อายุจะล่วงเลยมาถึงหกสิบเศษ แต่ร่างกายของเขายังคงแข็งแรงผิดกับอีกสองคน

"ฮ่าๆๆ ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ถือสา คนฝึกยุทธมักจะตรงไปตรงมาเช่นนี้แหละ"

เผยอิงหัวหัวเราะเบาๆ กล่าวปลอบ

จากนั้นเขาก็ผายมือเชื้อเชิญให้ฟางหยวนและชายตาตี่นั่งด้วยกัน

ฟางหยวนพยักหน้ารับ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก

การเจรจากับชาวยุทธย่อมง่ายกว่าการเจรจากับพวกนักปราชญ์

ชาวยุทธไม่ค่อยแทงข้างหลัง

แต่นักปราชญ์นอกจากแทงข้างหลังแล้ว ยังจะพูดอีกว่าทำเพื่อประโยชน์ของเจ้า

"วันนี้เชิญทั้งสามท่านมา ก็เพราะท่านเจ้าเมืองต้องการไถ่จวนคืน ขอให้เป็นพยานในเรื่องนี้"

"นี่คือคำปฏิญาณของพยาน"

"และนี่คือคำปฏิญาณของทั้งสามท่าน"

"ท่านเจ้าเมือง เงินพร้อมหรือไม่?"

ชายตาตี่วางเอกสารคำปฏิญาณลงบนโต๊ะ

เผยอิงหัวเพิ่งวางคำสัตย์ปฏิญาณลงบนโต๊ะเมื่อครู่นี้เอง

ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์พากันเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ประตูหน้าจวนเจ้าเมือง ถูกล้อมไว้แน่นหนา

ทุกคนหันไปมองฟางหยวน รอคอยการกระทำต่อไปของเขา

สามพันก้วนนั้นไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย

“ยกออกมา”

ฟางหยวนกล่าวอย่างสงบนิ่ง

จางซานที่อยู่ข้างหลังได้รับคำสั่ง จึงเรียกชายฉกรรจ์ในจวนมาช่วยกันขนย้าย

ทุกคนยิ่งรู้สึกสงสัยและเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ มองเข้าไปในจวนเจ้าเมือง เพื่อรอให้จางซานและคนอื่น ๆ กลับออกมา

ไม่นานนัก หีบขนาดใหญ่ก็ถูกยกออกมาทีละใบ ก่อนจะถูกวางลงบนพื้นเสียงดัง "โครม" แรงกระแทกทำให้พื้นสั่นสะเทือนเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าหีบแต่ละใบหนักมากเพียงใด

หีบยังไม่ได้ถูกเปิดออก จางซานและคนอื่น ๆ ยังคงเดินกลับเข้าไปในจวนเพื่อขนย้ายหีบที่เพิ่งนำเข้าไปเมื่อครู่นี้

เหรียญไคหยวนทงเป่าแห่งราชวงศ์ถัง แต่ละเหรียญหนักประมาณ 4 กรัม สามพันก้วนจึงเทียบเท่ากับ 24,000 ชั่ง ถ้าหีบแต่ละใบจุได้ 200 ชั่ง ก็ต้องใช้หีบถึง 120 ใบ

จางซานและพรรคพวกต้องวิ่งเข้าออกเจ็ดถึงแปดรอบ กว่าจะขนหีบครบ 120 ใบ ออกมาวางเต็มหน้าประตูจวนเจ้าเมือง

ชาวบ้านที่มุงดูต่างยืดคอมองด้วยความตกตะลึง

หีบพวกนี้ทั้งหมด...ไม่น่าจะเป็นเงินทั้งหมดใช่ไหม?!

“ท่านเจ้าเมือง โปรดเปิดหีบเถิด”

ชายตาตี่สูดลมหายใจลึก พลางพูดเสียงเข้ม

วันนี้เขาอาจไม่สามารถทำให้เจ้าเมืองคนใหม่เสียหน้าได้ก็จริง

แต่ไม่เป็นไร ที่มาของเงินก้อนนี้จะถูกตรวจสอบแน่นอน และสุดท้ายเขาจะต้องพบจุดจบที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

“เปิดหีบ!”

ฟางหยวนสังเกตเห็นสีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสามแห่งเหอตง ดูไม่สู้ดี

โดยเฉพาะเซวียเหวินป๋อ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสู้ คล้ายจะมีแววละอายแฝงอยู่ในแววตา

หีบถูกเปิดออก

เหรียญเงินจำนวนมากปรากฏต่อหน้าทุกคน

ชาวบ้านที่มุงดูต่างฮือฮา ดวงตาสะท้อนภาพเหรียญที่กองอยู่เป็นพะเนิน

“ท่านเจ้าเมือง ช่างร่ำรวยเสียจริง เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเงินพวกนี้มาจากไหนเท่านั้นเอง”

“พวกเรา! ปิดหีบซะ แล้วเรียกเกวียนมาขนเงินกลับไปที่หอการค้า”

ชายตาตี่กล่าวเสียงประชดประชัน พร้อมดันเอกสารสัญญาสองฉบับมาตรงหน้าฟางหยวน

เขาลุกขึ้นเตรียมเดินออกไป

ผู้อาวุโสทั้งสามแห่งเหอตง ก็ลุกขึ้นตามเพื่อเตรียมจากไปเช่นกัน

แต่ฟางหยวนยังคงนั่งอยู่ เขาหยิบเอกสารสองฉบับขึ้นมาอ่านอย่างผ่าน ๆ

“เดี๋ยวก่อน ข้ายังมีบางเรื่องที่อยากขอคำชี้แนะจากท่านทั้งหลาย”

จบบทที่ บทที่ 21 ขุนนางผู้นี้ไม่เคยขาดแคลนเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว