- หน้าแรก
- การเกิดใหม่ของลูกสาวดาราสายแพทย์
- CH.64-66 จบการศึกษาแล้ว ก็พอใช้ได้/รูปชุดว่ายน้ำ/การปรากฏตัวที่น่าตะลึง
CH.64-66 จบการศึกษาแล้ว ก็พอใช้ได้/รูปชุดว่ายน้ำ/การปรากฏตัวที่น่าตะลึง
CH.64-66 จบการศึกษาแล้ว ก็พอใช้ได้/รูปชุดว่ายน้ำ/การปรากฏตัวที่น่าตะลึง
บทที่ 64 จบการศึกษาแล้ว ก็พอใช้ได้
ในฤดูร้อน นอกหน้าต่างสวนอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และต้นไม้ เสียงจักจั่นร้องระงมอยู่ไม่หยุดหย่อน
หนิงโหย่วกวงเปิดเครื่องปรับอากาศพลางนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง โดยมีหมอนไหมสีชมพูรากบัวสองใบรองรับแผ่นหลัง
เสียงโทรศัพท์ข้างกายดังขึ้น เธอจึงหยิบมันขึ้นมา
“พี่สาว” เสียงห้าวๆ ของเด็กหนุ่มดังมาจากปลายสาย
“สอบเป็นยังไงบ้าง?”
วันนี้เป็นวันที่ผลสอบเข้ามัธยมปลายออก
“ได้ 680 ครับ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเจือความผิดหวัง
“…”
คะแนนเต็มตั้ง 700 นี่นายกำลังถ่อมตัวแบบอวดๆ อยู่รู้ไหมเนี่ย?!
“แล้วพี่สาวสอบได้เท่าไหร่ครับ?” สือหวางเยว่ได้ยินเสียงในโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก็เอ่ยถามอย่างกังวลเล็กน้อย
“678” หนิงโหย่วกวงถอนหายใจ
“…” ถึงคราวเด็กหนุ่มเงียบบ้าง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “พี่สาวก็เก่งมากแล้วครับ”
“ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก” เด็กสาวแสร้งถอนหายใจ “เธอได้ 680 ยังว่าไม่ค่อยดีเลย แล้วฉันที่ได้ 678 จะกล้าพูดว่าดีได้อย่างไรกัน?” ทว่าดวงตาที่สดใสซึ่งเด็กหนุ่มมองไม่เห็นนั้น กลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
“งั้นผมก็คงพอใช้ได้สินะครับ”
“ไม่ใช่แค่พอใช้ได้ แต่ดีมากๆ เลยต่างหาก”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของเด็กสาวดังขึ้น ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มพลอยเบิกบานไปด้วย
หลังจากวางสายจากเด็กหนุ่ม หนิงโหย่วกวงก็หมดอารมณ์จะอ่านหนังสือต่อ เธอจึงลุกขึ้นแล้วลงไปยังชั้นล่าง ซึ่งในห้องนั่งเล่นนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง
คุณป้าเล็กพาฟางหานกับฟางหวยมาเยี่ยม
“คุณยายคะ คุณยายว่าฟางหวยตลกไหมคะ เขาชอบใช้เคสโทรศัพท์สีชมพูด้วยล่ะค่ะ”
“นี่มันลายซากุระนะ!” ฟางหวยแย้งอย่างฉุนเฉียว
“ถึงจะเป็นลายซากุระ แต่มันก็ยังเป็นสีชมพูอยู่ดีนั่นแหละ” ฟางหานหัวเราะเยาะ
“เด็กผู้ชายใช้สีชมพูมันดูไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละ” กู้ซีเหอหยิบเคสโทรศัพท์ของหลานชายมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้ว “จะเปลี่ยนเคสโทรศัพท์ไหมล่ะเสี่ยวหวย?”
“ไม่เปลี่ยนครับ ซากุระก็ต้องเป็นสีชมพูสิครับ” ฟางหวยทำแก้มป่อง รู้สึกว่าพี่สาวกับคุณยายไม่เข้าใจเขาเลย
เขาชอบเคสโทรศัพท์สีชมพูเสียที่ไหน? เขาชอบซากุระต่างหาก!
“พี่โหย่วโหย่ว” พอหันกลับมาเห็นคนที่กำลังเดินลงมาจากบันได ใบหน้าของเขาก็พลันเปล่งประกายด้วยความดีใจ
“หวยหวย” หนิงโหย่วกวงหัวเราะเบาๆ
ในวินาทีที่เธอหัวเราะ สีสันทั้งห้องก็พลันดูสดใสขึ้นมาทันที
ช่างงดงามจนน่าตกตะลึง
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ร่างกายของเด็กสาวสูงขึ้นราวกับต้นไผ่ ใบหน้าที่ขาวราวหยกก็ไร้ซึ่งแก้มยุ้ยๆ ในวัยเด็กอีกต่อไป เปรียบดั่งดอกแพร์ที่กำลังจะบานบนกิ่งไม้ในต้นฤดูใบไม้ผลิ พอถูกสายลมพัดผ่านก็บานสะพรั่งเต็มที่
เป็นความงามที่บริสุทธิ์และอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เครื่องหน้างดงามราวกับหยกแกะสลัก ขาเรียวยาว เอวบาง รูปร่างราวกับเทพธิดา บริสุทธิ์และงดงามจับตา
ยิ่งไปกว่านั้น เธอชอบสวมใส่เสื้อผ้าสีเรียบๆ ไม่โปรดปรานการตกแต่งที่มากเกินไป ทำให้ทั้งร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่บางเบาและว่างเปล่า ชวนให้ผู้ที่ได้พบเห็นยากที่จะลืมเลือน
ฟางหานเห็นแล้วก็ใจกระตุก ความคิดอิจฉาต่างๆ นานาผุดขึ้นมาในใจอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้เธอซึ่งปกติเมื่อมาบ้านคุณยายแล้วเจอหน้าลูกพี่ลูกน้องจะต้องรีบแสดงตัวตนออกมาเสมอ กลับทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ เป็นครั้งแรก
เธอรู้มาตลอดว่าตัวเองหน้าตาดี ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือในหมู่ญาติพี่น้อง ตั้งแต่เล็กจนโตก็มีแต่คนชมว่าหน้าตาสวย
และเธอก็ภูมิใจในเรื่องนี้มาตลอด
ด้วยฐานะทางบ้านและหน้าตาที่สวยงาม ทำให้ฟางหานในวัยสิบสี่ปีถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนมาโดยตลอด จนกลายเป็นนิสัยหยิ่งยโส ไม่ค่อยมีใครจะเข้าตาเธอได้ หรือมีคุณสมบัติพอที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับเธอ
แต่ทว่า วันนี้เมื่อได้พบหน้าลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้เจอกันนาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า คนบางคนนั้นหน้าตาดีเกินกว่าที่คำว่า "สวย" จะสามารถบรรยายได้ เป็นความงามที่หาที่เปรียบมิได้จริงๆ
หนิงเสียนเห็นหลานสาวก็ถึงกับตะลึงไปครู่หนึ่ง ไม่นานใบหน้าก็ปรากฏสีหน้าสงสาร “โหย่วโหย่วทำไมผอมลงขนาดนี้ ช่วงนี้ไม่ได้ทานข้าวดีๆ หรือจ๊ะ?”
“ทานค่ะ วันละสามมื้อ ไม่เคยขาดสักมื้อ” เด็กสาวผู้เลอโฉมนั่งลงข้างๆ ลูกพี่ลูกน้องของเธอ
ฟางหวยเองก็เริ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังดูเหมือนเด็กโตคนหนึ่ง เขาจ้องมองลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้เจอกันนาน ยิ้มจนตาหยี “พี่โหย่วโหย่วสูงขึ้นเยอะเลยนะครับ”
“ปีที่แล้วสูงขึ้นเยอะหน่อยน่ะ” เสียงของเด็กสาวช่างไพเราะ นุ่มนวลราวกับสายลมที่พัดเอื่อยๆ
“อา ผมจะสูงเท่าพี่โหย่วโหย่วได้เมื่อไหร่กันนะ” ฟางหวยอิจฉามาก “ถ้าผมโตขึ้นสูงเท่าพี่โหย่วโหย่วก็คงจะดี”
“ถ้าเธอโตขึ้นสูงเท่าโหย่วโหย่ว พ่อแม่เธอคงจะกลุ้มใจแย่” กู้ซีเหอถูกหลานชายตัวน้อยของเธอทำเอาหัวเราะไม่หยุด
ฟางหานตั้งสติได้ก็เอ่ยว่าน้องชาย “โง่จริงๆ”
“เสี่ยวหวยยังเด็กอยู่ จะไปเข้าใจอะไรมากมาย” กู้ซีเหอปกป้องหลานชาย
“เด็กที่ไหนกันคะ แค่น้อยกว่าหนูสองปีเอง” ฟางหานมองน้องชายที่กำลังสนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้องอย่างดูถูก
“เด็กผู้หญิงจะโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย เด็กผู้ชายตอนเล็กๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีก็ดีขึ้นเอง” กู้ซีเหอกล่าว
ทางด้านนั้น สายตาของหนิงเสียนก็จับจ้องอยู่ที่หลานสาวตลอดเวลา “ช่วงนี้มีเวลามาหาคุณปู่คุณย่าเหรอ?”
“เธอมาอยู่เป็นอาทิตย์แล้วล่ะ บอกว่าปิดเทอมแล้ว ก็เลยมาอยู่เป็นเพื่อนพวกเรา” กู้ซีเหอหัวเราะตอบ
หลายปีมานี้ แม้หลานสาวจะไม่ได้อยู่ข้างกาย แต่ทุกปีเธอก็จะมาพักอยู่ด้วยหลายช่วงเวลา เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนตนเองและคนในครอบครัว
ปกติเมื่อเห็นอะไรสนุกๆ หรืออร่อยๆ ก็จะส่งมาที่บ้านเสมอ ถึงแม้จะไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่ความห่วงใยครอบครัวนี้ ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างแท้จริง
บวกกับเธอที่ฉลาดมาตั้งแต่เล็ก ทั้งเงียบขรึม และเชื่อฟังอย่างดี
หลายปีที่ได้ใช้เวลาร่วมกันมา กาลเวลาก็ได้ลบเลือนความไม่พอใจที่เธอเลือกบ้านตระกูลเซี่ยไปจนหมดสิ้น
เด็กคนนี้ เป็นเด็กที่ทำให้คนอดที่จะชอบไม่ได้จริงๆ
อย่างไรเสียก็เป็นหลานสาวแท้ๆ
“อา พี่สาวปิดเทอมแล้ว แต่พวกเรายังไม่ปิดเลย” ฟางหวยรู้สึกหดหู่มาก
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ซีเหอลึกขึ้น “พวกเธอก็ใกล้จะปิดแล้วนี่นา ส่วนพี่โหย่วโหย่วของเธอเพราะจบ ม.3 แล้ว ปิดเทอมเลยยาวหน่อย”
“ใช่เลยค่ะ แม่ไม่พูด ฉันก็เกือบลืมไปแล้วว่าโหย่วโหย่วจบ ม.3 แล้ว”
หลานสาวอายุน้อยกว่าลูกสาวครึ่งปี แต่กลับจบชั้น ม.3 แล้ว
หนิงเสียนซึ่งเดิมทีก็รู้สึกว่าลูกสาวของตัวเองดีทุกอย่าง พอเอาเด็กสองคนมาเทียบกัน ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
แม้ในใจจะไม่สบายใจเพียงใด แต่ใบหน้าก็ต้องไม่แสดงออกมา “แล้วโหย่วโหย่วสอบเป็นอย่างไรบ้าง ครึ่งปีหลังจะไปเรียนมัธยมปลายที่ไหนหรือจ๊ะ?”
“ก็พอใช้ได้ค่ะ” หนิงโหย่วกวงแย้มยิ้มตอบกลับ
หนิงเสียนได้ยินเธอตอบอย่างใจเย็น ก็คิดว่าคงจะสอบได้ไม่ดีเท่าไหร่ จึงยังคงยิ้มถามต่อไปว่า “พอใช้ได้คือเท่าไหร่เหรอ? สอบไม่ดีหรือจ๊ะ? ไม่เป็นไร นะ บอกป้าเล็กหน่อยสิ บางทีป้าเล็กอาจจะให้คำแนะนำที่ดีกว่าตามคะแนนของเธอก็ได้นะ”
ฟางหานที่อยู่ข้างๆ ก็ตั้งใจฟัง
“678 ค่ะ”
“…” หนิงเสียน
ฟางหานถึงกับแข็งทื่อไปเลย
“โอ๊ย 678 นี่เป็นคะแนนที่ดีมากเลยนะ ไม่ใช่แค่พอใช้ได้ซะหน่อย” กู้ซีเหอก็ตกใจเช่นกัน หลังจากตกใจแล้วก็ดีใจเป็นอย่างมาก “โหย่วโหย่วเอ๊ย ถึงแม้คนเราจะต้องถ่อมตน แต่บางครั้งก็ถ่อมตัวเกินไปไม่ได้นะ ดีก็คือดี เข้าใจไหมลูก หลานสอบได้ดี ก็พูดออกมาดังๆ คนในบ้านจะได้พลอยดีใจไปด้วย เดี๋ยวย่าจะโทรไปหาคุณปู่กับป้าใหญ่แล้วก็ลุงเขย ให้พวกเขากลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน เรามาฉลองกันดีๆ ย่าจะให้พวกเขาเตรียมของขวัญให้หลานด้วย”
“นั่นก็ดีเลยค่ะ” หนิงเสียนฝืนยิ้ม “โหย่วโหย่วคะแนนดีขนาดนี้ มัธยมปลายยังจะเรียนโรงเรียนรัฐบาลต่อไหม? มีความคิดจะย้ายมาเรียนที่ตี้อินไหเรึเปล่า เธอเรียนดี ถ้ามาเรียนที่ตี้อิน บางทีอาจจะสามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังระดับนานาชาติได้โดยตรงเลยนะ”
ฟางหานที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นว่า “แม่คะ ตี้อินในระดับมัธยมปลายเป็นหลักสูตรสองภาษา เธอเรียนโรงเรียนรัฐบาลมาตลอด กลัวว่าจะไม่ชินนะคะ”
พูดจบ เธอก็มองไปที่ลูกพี่ลูกน้อง หนิงโหย่วกวงยิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะคุณป้าเล็ก หนูตั้งใจจะเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศก่อน เรียนจบแล้วค่อยไปเรียนต่อต่างประเทศค่ะ”
ไม่ได้บอกว่าจะไปตี้อิน และก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปตี้อิน
ทำเอาหนิงเสียนกับฟางหานไม่รู้ว่าเธอจะไปหรือไม่ไป
“โหย่วโหย่วมีความคิดเป็นของตัวเองจริงๆ อายุเท่านี้ก็คิดถึงเรื่องมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่เหมือนเสี่ยวหวยกับหานหาน อะไรก็ต้องให้ฉันเป็นห่วง เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
“คุณป้าเล็กเก่งนี่คะ” หนิงโหย่วกวงชม
ในที่สุดหนิงเสียนก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ฟางหานกลับไม่พอใจ
“แล้วหนูต้องให้แม่เป็นห่วงตรงไหนคะ แม่จะว่าฟางหวยก็ว่าไปเถอะ อย่ามาลากหนูเข้าไปด้วยสิคะ?”
“ลูกไม่อยากให้แม่เป็นห่วง แล้วทำไมครูของลูกถึงโทรมาหาแม่ว่าช่วงนี้ลูกผลการเรียนตกล่ะ?”
“ที่ไหนกันคะ?!”
ฟางหานในวัยสิบสี่ปีคุ้นเคยกับการถูกชมมาโดยตลอด เธอไม่ชอบที่สุดคือการที่คนอื่นพูดถึงข้อเสียของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าคนอื่น แม้จะเป็นแม่แท้ๆ ก็ตาม
“ก็แค่สอบครั้งที่แล้วไม่ดีเองไม่ใช่เหรอคะ? แม่จะพูดอีกกี่ครั้งกัน? ผ่านไปนานขนาดนั้นแล้ว จะเอามาพูดอะไรนักหนาอีก แล้วอีกอย่าง ผลการเรียนของหนูที่ตก ก็ไม่ใช่ว่าเพราะช่วงก่อนหน้านี้ต้องไปแข่งไวโอลินนานาชาติหรอกหรอคะ ใครกันที่บอกให้หนูพักเรื่องเรียนไว้ก่อน แล้วตั้งใจแข่งให้ดี?”
“ได้ๆๆ ตอนนี้แข่งเสร็จแล้ว ลูกก็ต้องตั้งใจเรียนแล้วนะ” พอได้ยินลูกสาวพูดถึงเรื่องการแข่งขัน เธอก็อารมณ์ดีขึ้นบ้าง “ต้องพยายามให้เหมือนโหย่วโหย่ว สอบให้ได้คะแนนดีๆ อย่างน้อยก็ต้องติดสามอันดับแรกของโรงเรียน”
“แม่คิดว่าโรงเรียนของหนูเป็นโรงเรียนอะไรเหรอคะ? คนเก่งๆ ที่มีทรัพยากรก็เยอะแยะไปหมด แม่ยังจะให้หนูสอบติดสามอันดับแรกของโรงเรียนอีก แม่คิดว่าหนูเป็นยอดมนุษย์หรือไงคะ?” ฟางหานพูดอย่างฉุนเฉียวแล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป
“เด็กคนนี้โตแล้ว อารมณ์ก็โตตาม ว่าอะไรไม่ดีหน่อยก็ไม่ได้แล้ว” หนิงเสียนเห็นลูกสาวอารมณ์เสียขนาดนี้ ก็ปวดหัวพลางบ่นกับกู้ซีเหอ
“ลูกสาวโตแล้ว ก็ต้องรักษาหน้าบ้าง ต่อไปลูกจะว่าอะไร ก็ต้องปิดประตูว่า อย่ามาว่าต่อหน้าคนอื่น” กู้ซีเหอเพิ่งจะวางสาย อารมณ์กำลังดีอยู่
“ที่นี่ก็ไม่มีคนนอกซะหน่อย” หนิงเสียนพูดไม่ออก ก่อนจะหันไปใช้ลูกชาย “ฟางหวย ไปดูสิว่าพี่สาวลูกไปไหน”
“ไม่ไปครับ ผมจะเล่นกับพี่โหย่วโหย่ว” ฟางหวยไม่อยากจะไปหาพี่สาวเลย
“ให้หลานอยู่คนเดียวสักพักก่อนเถอะ อยู่ในบ้านไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวตอนกินข้าวฉันจะไปง้อเธอเอง” กู้ซีเหอสั่งคนงาน “ทำปูหิมะให้หน่อย หานหานชอบกิน”
“คุณยายครับ ผมอยากกินกุ้งครับ” ฟางหวยได้ยินว่ามีของอร่อยก็ดีใจ “แล้วพี่โหย่วโหย่วอยากกินอะไรครับ อยากกินกุ้งไหม?”
“กินได้นิดหน่อย” หนิงโหย่วกวงตอบ
“กุ้งหลานกินไปเถอะ โหย่วโหย่วชอบกินผัก” กู้ซีเหอสั่งคนงานให้ทำอาหารมังสวิรัติที่หลานสาวชอบเพิ่มอีกสองสามอย่าง
“อา ผักมีอะไรอร่อยกัน” ฟางหวยเบิกตากว้างมองลูกพี่ลูกน้องด้วยความประหลาดใจ
เขากับพี่สาวชอบกินอาหารทะเลที่สุด ส่วนผักนั้นไม่ชอบกินเลย
“ผักอร่อยมากนะ กินผักเยอะๆ ถึงจะสูง ถึงจะดูดี” หนิงโหย่วกวงหลอกลูกพี่ลูกน้อง
เธอไม่สามารถบอกเขาได้ว่า การกินอาหารทะเลมากเกินไปไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายเย็นง่าย
แต่เรื่องความงามกับความสูงนั้น ใครๆ ก็ชอบ
แน่นอนว่าฟางหวยตาเป็นประกาย “ถ้างั้นที่พี่โหย่วโหย่วสวยขนาดนี้ ก็เพราะกินผักเยอะเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว” หนิงโหย่วกวงหัวเราะพลางยื่นเชอร์รี่ให้เขา “แล้วก็ผลไม้ด้วย”
กู้ซีเหอเห็นแล้วก็หัวเราะไม่หยุด
หลังจากคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง หนิงเสียนก็เอ่ยขึ้นว่า “ป้าไม่ได้เจอพ่อเธอมานานแล้ว ช่วงนี้เขายุ่งอะไรอยู่เหรอ?”
“น่าจะยุ่งเรื่องถ่ายหนังมั้งคะ ครั้งที่แล้วได้ยินว่าไปถ่ายทำที่เมืองไทย”
“น้องชายฉันก็มีความสามารถนะ แต่ใจชอบอยู่ข้างนอก” หนิงเสียนมองหลานสาวอย่างมีความหมาย
เพราะหนิงอี้ ในช่วงสองสามปีมานี้เธอจึงได้รู้จักเพื่อนในวงการบันเทิงบ้าง ทำให้บ้านตระกูลฟางได้ลิ้มรสความหวานจากวงการภาพยนตร์อยู่บ้าง
แต่เค้กก้อนที่ดีที่สุด เช่น “อี้กวงเหนียน” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตอนนี้ บ้านของเธอกลับไม่ได้หุ้นส่วนดั้งเดิมเลย
พอนึกถึงฉากที่ “อี้กวงเหนียน” เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อครึ่งปีแรก และราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันในช่วงสองสามเดือนนี้ ในใจเธอก็รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกว่าหนิงอี้ลำเอียงกับเธอซึ่งเป็นพี่สาวรอง
ระหว่างทางกลับจากบ้านตระกูลหนิง นอกจากฟางหวยที่ไม่มีอะไรในใจแล้ว ฟางหานกับหนิงเสียนต่างก็มีบรรยากาศที่ค่อนข้างจะอึดอัด
“แม่บอกลูกแล้วไง ว่าช่วงนี้ให้ตั้งใจเรียนหน่อย ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น ถึงแม้จะเทียบกับโหย่วโหย่วไม่ได้ ก็อย่าให้ดูแย่เกินไปนัก” หนิงเสียนพูดกับลูกสาวด้วยสีหน้าเย็นชา
“โหย่วโหย่วดีขนาดนั้น แม่ก็ไปเป็นแม่ของเธอสิ!” ฟางหานโกรธจนหันหน้าไปอีกทาง
“แม่เป็นป้าของเธอ จะไปเป็นแม่ได้ยังไงกัน?!” หนิงเสียนโกรธจนเอากระเป๋าตีลูกสาว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็พูดขึ้นอีกว่า “อีกสองวันแม่จะไปบ้านตระกูลเซี่ยถามเซี่ยไห่ถัง ดูสิว่าพวกเขาจ้างครูสอนพิเศษที่ไหน แม่ก็จะจ้างมาที่บ้านให้ลูกด้วย”
“ได้ค่ะ” ในที่สุดสีหน้าของฟางหานก็ดีขึ้นบ้าง
…
บ้านตระกูลสือ
ในช่วงหนึ่งปีมานี้ สือหม่านชวนมักจะรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจ เขาจึงค่อยๆ ลดงานในมือลง และมีเวลาว่างอยู่ที่บ้านมากขึ้น
หลังจากที่ลูกชายคนโตเสียชีวิต แม้เขาจะไม่ได้ไปส่งที่เมรุ แต่ในใจก็ใช่ว่าจะไม่มีความรู้สึกและรู้สึกผิด
แต่ความรู้สึกผิดนั้น ก็เป็นเพียงแค่แวบเดียว ก่อนจะถูกงานที่ยุ่งเหยิงและคนรอบข้างที่กระฉับกระเฉงชะล้างไปจนหมดสิ้น
ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายและประสิทธิภาพมาโดยตลอด
แต่พอคนในบ้านรองกับบ้านสามย้ายออกไป เวลาค่อยๆ ผ่านไป ตัวเองก็มักจะรู้สึกว่าเรี่ยวแรงไม่พอ ก็อดที่จะรู้สึกเหงาไม่ได้
เด็กหนุ่มที่เงียบขรึมคนนั้น ในบ้านที่ว่างเปล่าก็ยิ่งดูโดดเด่นขึ้นมา
“หวางเยว่” ในวันนี้ หลังอาหารเที่ยง สือหม่านชวนได้เรียกเด็กหนุ่มที่กำลังแบกกระเป๋าหนังสือสีดำและรีบจะออกจากบ้านไว้
“คุณปู่ครับ” เด็กหนุ่มหยุดฝีเท้าอย่างสงสัย
“จะรีบออกไปไหนเหรอ?”
“ก็ไม่เชิงครับ”
“มานี่หน่อย” สือหม่านชวนเรียกเด็กหนุ่ม ใบหน้าของเขาปรากฏสีหน้าที่อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “จะไปทำอะไรล่ะ?”
“ไปเรียนฟันดาบครับ” เด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างๆ ผู้สูงอายุ รูปร่างสูงโปร่ง ราวกับต้นไผ่เขียว สง่างามและสดใส
“เรียนกี่โมง?”
“บ่ายสองโมงครึ่งครับ”
สือหม่านชวนดูเวลา “ยังอีกสักพัก นั่งสิ” เขาชี้ไปที่ที่นั่งว่างตรงข้าม
สือหวางเยว่นั่งลงตามคำสั่งของเขา
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 65 รูปชุดว่ายน้ำ
ใบหน้าของเด็กหนุ่มหล่อเหลา เครื่องหน้างดงาม แม้จะไม่พูดไม่จาก็ยังมีบุคลิกที่โดดเด่น
เขาช่างดูคล้ายกับพ่อของเขาราวกับแกะ
สือหม่านชวนมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบๆ สีหน้าดูเหม่อลอยไปเล็กน้อย
“ก่อนหน้านี้ได้ยินพ่อบ้านบอกว่าเธอสอบเข้ามัธยมปลายได้ดีมาก”
“ก็พอใช้ได้ครับ” เด็กหนุ่มตอบอย่างใจเย็น
สามขวบดูเล็ก เจ็ดขวบดูโต เด็กหนุ่มไม่หยิ่งยโส เติบโตขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
พอนึกถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นที่เกือบจะทอดทิ้งเขาไป สือหม่านชวนก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า “เรียนฟันดาบกับหยางหยางด้วยกันใช่ไหม?”
“ครับ”
“แล้วเธอเข้ากับหยางหยางได้ดีไหม?”
“ก็ดีครับ”
หากไม่คาดหวังอะไรจากใครเลย แน่นอนว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ย่อมดีทั้งนั้น
“ชอบฟันดาบไหม?”
“…” เด็กหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าที่หล่อเหลา ทำให้คนมองเห็นความไร้เดียงสาที่ยังคงอยู่
“เป็นอะไรไป ไม่ชอบเหรอ?”
“ไม่มีชอบหรือไม่ชอบครับ แค่รู้สึกว่าเสียเวลาไปหน่อย” เสียงของเด็กหนุ่มอ่อนลง ราวกับกำลังลำบากใจ
แต่ในใจกลับเย้ยหยันอยู่เงียบๆ
เขาชอบกีฬาประเภทการแข่งขันหลายอย่าง และก็ชอบฟันดาบด้วย
แต่เขาไม่ชอบเรียนกับสือทงหยาง เพราะเมื่อเรียนกับเขา เขาก็ไม่สามารถทุ่มเทได้อย่างเต็มที่
เขาเบื่อหน่ายความรู้สึกที่ถูกพันธนาการเช่นนี้เหลือเกิน
“ถ้าอย่างนั้นจะปรับแผนการเรียนนอกเวลาหน่อยไหม? ต่อไปเธอเรียนมัธยมปลาย ส่วนหยางหยางยังอยู่มัธยมต้น บทเรียนของพวกเธอก็ไม่เหมาะที่จะเหมือนกันแล้ว”
ก่อนหน้านี้บทเรียนก็ไม่เหมือนกัน ทำไมไม่มีใครบอกให้เขาปรับแผนการเรียนนอกเวลาล่ะ?
“ผม…จะได้เหรอครับ?” ใบหน้าที่ขาวสะอาดของเด็กหนุ่มปรากฏความดีใจระคนกังวล
“แน่นอน” สือหม่านชวนพอใจกับความดีใจบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม “แม่ของเธอความรู้น้อย มีหลายเรื่องที่ดูแลไม่ถึง ต่อไปถ้าเธอมีความต้องการก็บอกพ่อบ้านได้ เขาจะช่วยเธอ”
“ขอบคุณครับคุณปู่” เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าดีใจ แต่ในใจกลับเฉยเมย
“มัธยมปลายมีโรงเรียนที่อยากจะเข้าไหม?”
“คุณปู่หมายถึง…” เด็กหนุ่มเอ่ยถามอย่างลองเชิง
“เด็กบ้านเรา นอกจากเธอที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลมาหลายปีแล้ว เด็กคนอื่นๆ ก็เรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่เล็ก พอเรียนจบมัธยมปลายก็ต้องไปต่างประเทศกันทุกคน แล้วเธอล่ะ อยากจะไปต่างประเทศไหม?” นี่คือจุดประสงค์หลักที่สือหม่านชวนเรียกเด็กหนุ่มมาในวันนี้
หวางเยว่เข้าใจในทันที ครั้งนี้เขาจึงเงียบไป
ยากที่จะมีสักครั้งที่คุณปู่ผู้ซึ่งปกติจะสนใจแต่เรื่องใหญ่ๆ และไม่เคยเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา จะยอมแบ่งเวลามาให้แม่ลูกพวกเขา ไม่ว่าจะเพราะรู้สึกผิดหรือเพราะเห็นคุณค่าในความสามารถก็ตาม
ความดูแลเล็กน้อยนี้ อาจจะเป็นหนึ่งในโอกาสที่ไม่มากนักในชีวิตของเขา
เขาโชคไม่ดี โอกาสที่ตกมาถึงตัวมีไม่มาก นานๆ ทีจะได้รับการดูแล ก็ต้องรีบคว้าโอกาสที่หาได้ยากนี้ไว้
ถึงแม้จะไม่ต้องการ เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้ดี แต่ใครจะให้เขาอยากได้ของที่ล้ำค่าเกินไปเล่า จุดเริ่มต้นในตอนนี้สูงขึ้นหน่อยก็ดี แบบนี้เขาถึงจะสามารถคู่ควรได้เร็วขึ้น
พี่สาวเคยบอกไว้ว่า “อะไรก็ตาม ถ้าคนคนหนึ่งอยากจะได้มัน ก็ต้องทำให้ตัวเองคู่ควรกับมันก่อน”
“ลำบากใจเหรอ? ถ้าเป็นห่วงแม่ของเธอ เธอก็สบายใจได้ ตราบใดที่เธอเก็บไว้กับตัว บ้านตระกูลสือก็จะดูแลเธอให้สุขสบาย”
ถ้าที่บ้านใส่ใจพวกเขามากกว่านี้หน่อย กลัวว่าคุณปู่คงจะพูดแบบนี้ออกมาไม่ได้แล้วล่ะมั้ง
เด็กหนุ่มยังคงเงียบ ในใจคิดอย่างเย้ยหยัน
สือหม่านชวนพูดต่อว่า “เวลายังมีอีกเยอะ เธอคิดดูสักพัก ถ้าตัดสินใจจะไปต่างประเทศ มัธยมปลายก็แน่นอนว่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลต่อไม่ได้ คิดดีแล้วก็บอกการตัดสินใจของเธอให้ฉันรู้”
“ได้ครับ ขอบคุณครับคุณปู่” เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าซาบซึ้ง มองดูผู้สูงอายุตรงหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพรัก
สือหม่านชวนเสียงอ่อนลงอีก พร้อมกับกำชับว่า “ไปเรียนเถอะ ตอนเย็นคิดแผนการเรียนที่อยากจะเรียนต่อแล้วก็บอกพ่อบ้านนะ”
…
ณ บาหลี ทะเลกว้างหาดทรายละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าใส
บนหาดทรายสีทอง ข้างเก้าอี้ชายหาดสีขาว เด็กสาวในชุดว่ายน้ำสีเงินกับเด็กหนุ่มในกางเกงว่ายน้ำลายดอกไม้ ต่างก็มองดูเด็กสาวที่นอนหลับอยู่บนเก้าอี้ชายหาด พลางพูดเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถ
“โหย่วโหย่ว เราไปดำน้ำกันเถอะ สนุกมากเลยนะ อุตส่าห์มาเที่ยวทั้งที เธอก็เอาแต่นอนอ่านหนังสือเงียบๆ ในโรงแรม ไม่ก็มานอนเหม่ออยู่บนหาดทราย ใช้ชีวิตเหมือนคนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบเลย เงียบเกินไปแล้วนะ”
เซี่ยเป้ยพูดกับลูกพี่ลูกน้องจนพูดไม่ออกแล้ว
ทั้งครอบครัวมาเที่ยวเพื่อฉลองที่เธอกับลูกพี่ลูกน้องสอบได้คะแนนดี แต่ลูกพี่ลูกน้องกลับทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้าน เงียบจะตายอยู่แล้ว
“ใช่แล้ว เหมือนยายแก่เลย” เซี่ยไต้ก็ถอนหายใจ
“ฉันดูพวกเธอเล่นก็พอแล้ว ฉันไม่ชอบลงไปต้มเกี๊ยวในทะเลกับคนเยอะๆ หรอก” เด็กสาวในชุดกระโปรงยาวลูกไม้สีขาวหัวเราะ
ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตมาแล้วสี่สิบปีในมิติเวลา เธอจึงยากที่จะเหมือนเด็กหนุ่มสาวจริงๆ ที่จะหลงใหลในการเล่นสนุกจนลืมตัว
เสียงดังเกินไป ทนไม่ไหว
มาเที่ยวได้ แต่ขอแค่ดูวิวเงียบๆ ก็พอ อย่าลากเธอไปที่ที่มีคนเยอะๆ เลย ปวดหัว
“ดูพวกเธอเล่นก็มีอะไรน่าสนใจดีออก” เธอเสริม
“ดูพวกเราเล่นมีอะไรสนุกกัน” เด็กหนุ่มในกางเกงว่ายน้ำที่ผิวคล้ำขึ้นสองระดับจากตอนอยู่ที่บ้านกลอกตา “ไม่อย่างนั้น เธอเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ แล้วลงไปว่ายน้ำในทะเลก็ได้นะ”
“ใช่แล้ว เธอสวยขนาดนี้ ก็ควรจะไปให้คนอื่นดูเยอะๆ สร้างประโยชน์ให้คนทั้งโลก รู้ไหม?!” เซี่ยเป้ยก็ยุยงอยู่ข้างๆ
“ก็ได้ๆ รอเดี๋ยวนะ” หนิงโหย่วกวงถูกสองคนรบเร้าจนจนปัญญา ในที่สุดจึงลุกขึ้นไปเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“มา ดูทางนี้ มือยกสูงหน่อย” เซี่ยเป้ยนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ถือกล้องถ่ายรูปให้หนิงโหย่วกวงที่ยืนอยู่ริมทะเลในชุดว่ายน้ำสีเขียวถั่ว
“ขายืดไปข้างหน้าอีกนิด” เซี่ยไต้ที่อยู่ข้างๆ ก็ถือโทรศัพท์ถ่ายรูปอยู่
“…” หนิงโหย่วกวงที่ถูกบังคับให้ทำงานได้แต่พูดไม่ออก
ที่แท้พี่สาวกับลูกพี่ลูกน้องให้เธอเปลี่ยนชุดว่ายน้ำลงทะเล ไม่ใช่ว่าหวังให้เธอว่ายน้ำจริงๆ แต่เพื่อจะถ่ายรูปให้เธอนั่นเอง
…
หลายพันลี้ห่างออกไปในประเทศ
ในอากาศอบอวลไปด้วยความชื้นที่ร้อนอบอ้าว ราวกับมีหมอกลง
ในห้องที่มืดมิด หน้าต่างกระจกสะท้อนแสงไฟถนนที่อยู่ไกลๆ เข้ามา ทำให้ยามค่ำคืนยิ่งดูเงียบสงบ
เด็กหนุ่มนอนหงายอยู่บนเตียง มองดูรูปในโทรศัพท์ รู้สึกเหมือนทั้งตัวถูกย่างอยู่บนกองไฟ
เขาดูเพียงไม่กี่แวบ ก็ไม่กล้าดูต่อแล้ว
ไม่นาน โทรศัพท์ก็ถูกเขากดไว้ที่หน้าอกแน่น
ในคืนที่เงียบสงบ เด็กหนุ่มฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง นานมากถึงจะหลับลงได้
26 กรกฎาคม 2014 บนเวยป๋อ
คนธรรมดาคนหนึ่ง: “ฟ้าคือทะเลกลับหัว ทะเลคือฟ้ากลับหัว”
รูปประกอบ: รูปหลังของเด็กสาวในชุดว่ายน้ำเก้ารูป
แม้ว่าภาพเหล่านั้นจะเป็นเพียงภาพด้านหลัง แต่ทุกภาพกลับงดงามจนมิอาจละสายตาได้
คนในรูปผมสีดำมัดเป็นมวยสูง เผยให้เห็นลำคอที่เรียวยาว เธอสวมชุดว่ายน้ำสีเขียวถั่วนั่งอยู่ริมทะเล ชุดเปิดหลังเผยให้เห็นส่วนโค้งที่สมบูรณ์แบบของแผ่นหลัง สายบางๆ คล้องคอ ทุกส่วนล้วนเต็มไปด้วยเสน่ห์
สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือ ภายใต้แสงแดดที่สดใส ผิวของเธอขาวราวหิมะ ผิวราวกับไขมันที่แข็งตัว ใสราวกับคริสตัล
ขาวบริสุทธิ์กว่าหยกมันแพะที่ขาวที่สุด และสวยงามชุ่มชื้นกว่าคริสตัลที่ใสที่สุด
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 66 การปรากฏตัวที่น่าตะลึง
บนเวยป๋อ "คนธรรมดาคนหนึ่ง" เป็นแอคเคาท์ใหญ่ หลังจากเปิดใช้งานมาจนถึงตอนนี้ ก็มีผู้ติดตามมากกว่าหนึ่งล้านคนแล้ว
เธอเป็นผู้ใช้เวยป๋อกลุ่มแรกๆ ที่ลงทะเบียน เนื้อหาในบัญชีของเธอตั้งแต่เริ่มต้นก็มีทิศทางที่ชัดเจน โดยเนื้อหาที่เผยแพร่ล้วนเกี่ยวข้องกับร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ทุกโพสต์ล้วนทำให้คนรู้สึกได้ถึงคุณค่าทางความรู้ในเนื้อหา รวมถึงสติปัญญาและพลังบวกในชีวิต
นอกจากนี้ รูปของเธอก็สวยมาก ทั้งหมดเป็นภาพที่เธอถ่ายเอง บางครั้งเป็นรูปของใช้ในบ้าน บางครั้งเป็นดอกไม้ต้นไม้ บางครั้งเป็นหนังสือ บางครั้งเป็นรูปวิว หรือบางครั้งเป็นรูปศิลปะ…
เจ้าของบล็อกต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแน่นอน
เรื่องนี้ เมื่อได้ดูเนื้อหาในเวยป๋อของเธอแล้ว ยากที่จะมีใครปฏิเสธได้
แต่เธอไม่เคยเปิดเผยใบหน้า มีเพียงรูปมือ เท้า หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่เผยให้เห็นเป็นครั้งคราว ทำให้คนดูออกว่าเจ้าของบล็อกเป็นเด็กสาว
ในเมื่อเจ้าของบล็อกมีความสามารถขนาดนี้แล้ว ทุกคนก็ไม่ได้คาดหวังว่าหน้าตาของเธอจะสวยงามสักเท่าไหร่
แต่ทว่า วันนี้บล็อกเกอร์ด้านจิตวิทยาคนนี้กลับโพสต์รูปชุดว่ายน้ำขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก ทำให้แฟนๆ ทั้งตกใจและดีใจ
ทันใดนั้น แฟนๆ ก็พากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้อย่างล้นหลาม:
“อ๊าาาาา สวยมาก!”
“แผ่นหลังนี้ สวยสุดๆ!”
“วันนี้เซอร์ไพรส์มาก!”
“…”
ประโยคเดียว เก้ารูป โพสต์เวยป๋อของบล็อกเกอร์คนหนึ่งบนแพลตฟอร์มเวยป๋อทำสถิติใหม่ในการกดไลค์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็น ยอดการเข้าถึงพุ่งสูงถึง 50 ล้าน
เพียงแค่โพสต์นี้โพสต์เดียว วันนั้น "คนธรรมดาคนหนึ่ง" ก็มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น 500,000 คน ซึ่งแฟนๆ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับที่ชื่นชอบในรูปลักษณ์
หลังจากนั้น แฟนคลับกลุ่มนี้ก็เริ่มตั้งตารอให้เจ้าของบล็อกโพสต์รูปสวยๆ เพิ่ม หรือโพสต์รูปเซลฟี่หรือรูปหน้าตรงเยอะๆ เหมือนบล็อกเกอร์สายความงามคนอื่นๆ
แต่พวกเขารอมานานก็ไม่เห็นรูปสวยๆ ของเจ้าของบล็อก แม้แต่รูปด้านหลังก็ไม่มี ไม่ต้องพูดถึงรูปชุดว่ายน้ำหรือรูปเซลฟี่หน้าตรงเลย
ด้วยเหตุนี้ แฟนคลับคนหนึ่งซึ่งมีไอดีว่า "ขอให้อินเทอร์เน็ตมีดราม่าน้อยลง" และเริ่มติดตามเพราะรูปด้านหลัง จึงได้แสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ล่าสุดของเจ้าของบล็อกด้วยความฉุนเฉียวว่า “คงไม่ใช่เจ้าของบล็อกเองหรอกนะ ดูจากด้านหลังแล้วอาจจะทำให้คนนับพันหลงใหล แต่พอหันกลับมา อาจจะทำเอาคนนับล้านขวัญผวาก็ได้”
ชาวเน็ตคนนี้อาจจะพูดแทนใจแฟนๆ หลายคนก็เป็นได้ ไม่นานความคิดเห็นนี้ก็มีคนกดไลค์เกิน 3,000 ครั้ง
แน่นอนว่า บล็อกเกอร์ด้านจิตวิทยาก็มีแฟนคลับที่มีเหตุผลมากมายเข้ามาแสดงความคิดเห็นโต้ตอบชาวเน็ตคนนั้นว่า “@ขอให้อินเทอร์เน็ตมีดราม่าน้อยลง: เจ้าของบล็อกก็ไม่ใช่บล็อกเกอร์สายความงามอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยใบหน้าไม่ใช่เหรอ?”
“@ขอให้อินเทอร์เน็ตมีดราม่าน้อยลง: ใช่แล้ว เขาใช้ความสามารถ ไม่ได้ใช้หน้าตา”
“@ขอให้อินเทอร์เน็ตมีดราม่าน้อยลง: รักจะดูก็ดู ไม่ดูก็ไปไกลๆ!”
“…”
วันนั้นใต้โพสต์ล่าสุดของบล็อกเกอร์จิตวิทยาไอดี "คนธรรมดาคนหนึ่ง" แฟนคลับกับแอนตี้แฟนก็ทะเลาะกันอย่างดุเดือด
ในนั้น มีตำแหน่งที่ไม่เด่นชัดตำแหน่งหนึ่ง ปรากฏไอดีชื่อ "คนที่ชอบความธรรมดา" แสดงความคิดเห็นว่า “@ขอให้อินเทอร์เน็ตมีดราม่าน้อยลง: เหอะ”
…
เดือนกันยายน ความร้อนแรงของฤดูร้อนจางหายไป ฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นสบายและงดงามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
บรรดาคุณครูของโรงเรียนนานาชาติตี้อินกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องเปิดเทอม เพราะวันนี้เป็นวันที่นักเรียนใหม่มารายงานตัว
โรงเรียนนานาชาติตี้อินเมืองจิ่นเฉิงเป็นโรงเรียนนานาชาติสองภาษาแบบโรงเรียนประจำ ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมปลาย ก่อตั้งมาสิบห้าปี รับนักเรียนอายุ 6 ถึง 18 ปี
โรงเรียนปฏิบัติตามหลักสูตรแห่งชาติของประเทศ แต่ก็ผสมผสานองค์ประกอบการศึกษานานาชาติ ใช้รูปแบบการสอนที่ทันสมัย จ้างครูต่างชาติและครูชั้นนำในประเทศมากมาย บุคลากรทางการศึกษามีความสามารถสูง จนได้ชื่อว่าเป็นบันไดสู่มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก
ที่นี่จึงเป็นตัวเลือกแรกสำหรับครอบครัวที่ร่ำรวยและชนชั้นสูงในจังหวัด แต่ค่าเล่าเรียนก็แพงมากเช่นกัน
โรงเรียนนี้ตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมปลาย สามารถเลื่อนชั้นได้โดยตรง พอถึงมัธยมปลาย ตราบใดที่เป็นนักเรียนของโรงเรียน คะแนนสอบเข้าก็จะต่ำกว่ามาก
ในนั้นยังแบ่งเป็นห้องเรียนหลายประเภท มีห้องเรียนธรรมดา ห้องเรียนพิเศษ และห้องเรียนนานาชาติ
นักเรียนที่ได้คะแนนสอบเข้าตามเกณฑ์สามารถเลือกห้องเรียนได้อย่างอิสระ
ผลการสอบเข้ามัธยมปลาย หากคะแนนวิชาภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ นักเรียนมัธยมต้นของโรงเรียนก็สามารถเลื่อนชั้นเข้าห้องเรียนนานาชาติของมัธยมปลายได้โดยตรง ซึ่งห้องเรียนนี้มีแต่นักเรียนที่เลื่อนชั้นโดยตรง และมุ่งเน้นการไปเรียนต่อต่างประเทศ
ห้องเรียนนานาชาติเป็นจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติตี้อิน ที่นี่รวบรวมบุคลากรทางการศึกษาชั้นนำของประเทศ และรับแต่นักเรียนจากครอบครัวที่ร่ำรวย
พอได้ยินชื่อห้องเรียนนานาชาติ ก็เป็นที่รู้กันว่านักเรียนทั้งห้องล้วนมุ่งหน้าไปศึกษาต่อต่างประเทศ ผลการเรียนจะดีหรือไม่จึงไม่สำคัญ เพราะอย่างไรเสียที่บ้านก็ฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว ให้เงินอย่างไม่อั้น ครูจึงไม่ค่อยเข้มงวดนัก ตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลาย บรรดาคุณครูต่างดูแลพวกเขาประดุจบรรพบุรุษ เมื่อดูแลเป็นอย่างดีแล้ว พอครบสามปีก็จะส่งพวกเขาไปต่างประเทศทั้งหมด ในอนาคตเมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นฝ่ายคุณครูเองที่ต้องไปขอให้พวกเขาช่วยหางานให้ก็เป็นได้
ห้องเรียนพิเศษก็อยู่คู่กับห้องเรียนนานาชาติ
ห้องเรียนพิเศษเป็นที่รวมของนักเรียนที่เรียนดีที่สุดของโรงเรียนนานาชาติตี้อิน โดยรวบรวมนักเรียนที่เรียนดีที่สุด 35 คนของทั้งระดับชั้น
ห้องเรียนนี้ก่อนหน้านี้ไม่มี แต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อสามปีก่อนโดยฝ่ายบริหารของโรงเรียน เพื่อที่จะเพิ่มอัตราการเข้าศึกษาต่อของโรงเรียน และเพื่อให้สามารถโฆษณาว่ามีนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้
นักเรียนทั้งห้องเรียนฟรี สามอันดับแรกยังมีทุนการศึกษาตอนเข้าเรียน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย เริ่มต้นที่หกหลัก
พอจบ ม.3 แล้ว หากในห้องมีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศได้ โรงเรียนก็จะมอบทุนการศึกษาที่มากมายอีกด้วย
ดังนั้นโรงเรียนนานาชาติตี้อินนอกจากจะมีลูกคนรวยแล้ว ก็ยังมีนักเรียนอัจฉริยะจากครอบครัวที่ยากจนในจังหวัดหลายคนมาสอบเข้าที่นี่ พวกเขาก็มาเพื่อทุนการศึกษาก้อนโตและค่าเล่าเรียนฟรีนั่นเอง
บุคลากรในห้องเรียนพิเศษไม่คงที่ และการแข่งขันก็ดุเดือดมาก ผลการเรียนดีต้องคงที่
แต่เข้าไปแล้วก็อย่าเพิ่งดีใจเกินไป
ถ้าในเทอมนี้สอบหลายครั้งแล้วคะแนนรวมไม่ผ่านเกณฑ์ ก็จะถูกเชิญออกไปอย่างไม่ปรานี แล้วจึงหานักเรียนที่เรียนดีจากห้องอื่นมาแทน
เพื่อที่จะได้ลดค่าเล่าเรียนและขอทุนการศึกษาต่อไป นักเรียนอัจฉริยะในห้องเรียนพิเศษจึงต้องเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย
…
ตอนนี้ ที่ห้องพักครูชั้น ม.4 ของโรงเรียนนานาชาติตี้อินค่อนข้างจะคึกคัก ครูทุกคนกำลังพูดคุยเกี่ยวกับนักเรียนใหม่ที่จะเข้าเรียนในปีนี้
หัวข้อที่น่าสนใจที่สุดคือสองนักเรียนใหม่ที่โรงเรียนทุ่มเงินสองเท่าเพื่อดึงตัวมา คนหนึ่งคือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในการสอบเข้ามัธยมปลายของเมืองปีนี้ อีกคนหนึ่งคือผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับสอง
ทั้งสองคนนี้ก่อนหน้านี้เป็นนักเรียนโรงเรียนซานจง
ว่ากันว่าเป็นเด็กอัจฉริยะทั้งคู่ พวกเขาเคยเรียนข้ามชั้นตอนประถม และยังสามารถรักษาอันดับหนึ่งของโรงเรียนได้ทุกปี ผลการเรียนจึงคงที่มาก
“ปีนี้แปลกจัง ทุ่มเงินหนักดึงตัวนักเรียนอัจฉริยะมาพร้อมกัน ทำไมที่สองมาอยู่ห้องเรียนพิเศษของเรา แต่ที่หนึ่งกลับไปอยู่ห้องเรียนนานาชาติของพวกเธอ?” ครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษชั้น ม.4 ของโรงเรียนนานาชาติตี้อินปีนี้เป็นครูผู้ชายหนุ่มที่ใส่แว่น ดูสุภาพมาก
“อาจจะเป็นเพราะที่หนึ่งของเราไม่สนใจมหาวิทยาลัยในประเทศ แต่อยากจะไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างประเทศมากกว่ามั้ง?”
ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติชั้น ม.4 เป็นครูผู้หญิงสาวสวยที่ดูเป็นผู้ใหญ่และทันสมัย
เธอแต่งตัวทันสมัย แต่งหน้าสวยเผ็ด ดูจากภายนอก ไม่ว่าจะหน้าตาหรือบุคลิกก็ดูไม่เหมือนครู แต่เหมือนพนักงานออฟฟิศหญิงระดับสูงที่ทำงานในตึก CBD ใจกลางเมืองจิ่นเฉิงมากกว่า
แต่เธอเป็นครูจริงๆ และยังเป็นครูที่มีความสามารถในการสอนดีมาก ทั้งยังมีพื้นฐานการเรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
การเป็นครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติของโรงเรียนนานาชาติตี้อิน อย่างแรกต้องมีพื้นฐานการเรียนจบจากต่างประเทศ
โรงเรียนนานาชาติตี้อินมีชื่อเสียง ค่าเล่าเรียนแพง นักเรียนดี เงินเดือนครูก็สูงตาม
ทุกปีมีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยครูชั้นนำของประเทศมากมาย และนักเรียนที่กลับมาจากต่างประเทศอยากจะได้งานที่โรงเรียนนานาชาติตี้อิน
อย่างไรเสียก็เป็นครู ทำงานให้โรงเรียน มีความสามารถใครจะไม่อยากได้เงินเยอะๆ บ้างเล่า?
ดังนั้น ทีมครูของโรงเรียนนานาชาติตี้อินจึงเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่โรงเรียนนานาชาติตี้อินสามารถพัฒนาได้อย่างดีทุกปี
“เป็นไปได้” ครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษพยักหน้า
“ได้ยินว่าที่หนึ่งกับที่สองของเราอายุยังไม่ถึง 15 ปี ก่อนหน้านี้ก็เรียนโรงเรียนรัฐบาลมาตลอด มาโรงเรียนเราไม่รู้ว่าจะปรับตัวเข้ากับรูปแบบการสอนของเราได้ไหม” ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติกำลังดูข้อมูลนักเรียนใหม่ อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา
“หวังว่าจะตามทันนะ” ครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษก็กังวลเล็กน้อย เพราะเขารู้ดีถึงความดุเดือดของการแข่งขันในห้องของเขา
“ห้องของเธอก็ดีนะ มีแต่เด็กเรียนเก่ง คงจะช่วยดูแลน้องใหม่หน่อยล่ะมั้ง อ้อ ยังเป็นเด็กผู้หญิงด้วย ส่วนห้องของฉันก็… ไม่รู้ว่าที่หนึ่งจะรับมือไหวไหม…”
หวังว่าจะไม่ถูกรังแก
ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติพอนึกถึงกลุ่มเด็กเหลือขอที่บ้านรวยในห้อง ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ
“น่าจะดีนะ” ครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษนั่งใกล้ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติมากขึ้น พลางพูดเสียงเบาว่า “ได้ยินว่า คนที่ไปอยู่ห้องเธอคือลูกชายของเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมือง บางทีอาจจะรู้จักกับนักเรียนในห้องเธอมาตั้งแต่เล็กก็ได้นะ?”
“ใช่แล้ว บางทีฉันอาจจะคิดมากไปเอง” ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติก็ได้แต่หวังเช่นนั้น
ไม่อย่างนั้น หากที่หนึ่งถูกนักเรียนในห้องรังแก เธอก็คงช่วยอะไรไม่ได้
ในขณะที่ครูประจำชั้นสองคนกำลังคุยกันอยู่ ข้างหูก็พลันมีเสียงเด็กสาวที่อ่อนโยนดังขึ้นมาว่า “สวัสดีค่ะคุณครู พวกเรามารายงานตัวค่ะ ต้องยื่นเอกสารอะไรบ้างคะ?”
ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติกับครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษเงยหน้าขึ้น เห็นเด็กหนุ่มสาวตรงหน้า ก็ถึงกับตะลึงไปพร้อมกัน
พวกเขาไม่เคยพบเห็นเด็กหนุ่มสาวที่งดงามถึงเพียงนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติที่ปกติจะคิดว่าตัวเองสวย และก็เคยเห็นคนสวยมาเยอะแล้ว ตั้งแต่ในประเทศถึงต่างประเทศเห็นคนสวยมาหลายแบบ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตางดงามขนาดนี้
ใบหน้าขาวบริสุทธิ์ เครื่องหน้างดงามราวกับหยกแกะสลัก โครงหน้าเรียบเนียนไม่มีส่วนเกินแม้แต่น้อย ตาสีดำสนิทคู่หนึ่งใสราวกับน้ำ เปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียว เป็นใบหน้าที่ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นอัจฉริยะ…
คนสวยมีทั้งความงามจากกระดูกและความงามจากผิวพรรณ
เห็นได้ชัดว่า จากรูปร่างของเด็กสาวตรงหน้า เธอสวยทั้งผิวพรรณและกระดูก
ไม่ใช่ว่าในชีวิตจริงไม่มีคนสวยทั้งสองอย่าง แต่ความสวยของเด็กสาวตรงหน้ากับคนธรรมดามีความแตกต่างกัน ในวงการบันเทิงก็ไม่ค่อยมีให้เห็น
นางฟ้าตัวน้อยมาจากไหนกันนะ…
แล้วก็เด็กหนุ่มข้างๆ เธอ หน้าตาเด็กหนุ่มมาตรฐาน เจือความไร้เดียงสาเล็กน้อย เครื่องหน้าประณีตถึงระดับงานฝีมือ สวยหายากมาก
“คุณครูคะ?” หนิงโหย่วกวงเห็นครูสองคนตรงหน้ามองพวกเขาไม่พูดอะไร ก็ถามขึ้นอีกครั้งอย่างสงสัย
“อ๋อ นักเรียนใหม่มารายงานตัวใช่ไหม” ครูประจำชั้นห้องเรียนนานาชาติอดไม่ได้ที่จะแอบด่าตัวเองที่เห็นคนสวยแล้วก็ใจละลาย จากนั้นใบหน้าที่สวยงามก็ปรากฏรอยยิ้มที่อบอุ่น
(จบบท)