- หน้าแรก
- การเกิดใหม่ของลูกสาวดาราสายแพทย์
- CH.52-54 น้องชายเกิดแล้ว 1/น้องชายเกิดแล้ว 2/น้องชายเกิดแล้ว 3
CH.52-54 น้องชายเกิดแล้ว 1/น้องชายเกิดแล้ว 2/น้องชายเกิดแล้ว 3
CH.52-54 น้องชายเกิดแล้ว 1/น้องชายเกิดแล้ว 2/น้องชายเกิดแล้ว 3
บทที่ 52 น้องชายเกิดแล้ว 1
บ่ายวันหนึ่งหลังเลิกเรียน สือหวางเยว่กับหนิงโหย่วกวงไม่ได้กลับบ้านในทันที แต่พากันไปนั่งรับประทานของหวานอยู่ที่ร้านขนมแห่งหนึ่ง
ในวัยสิบขวบ เด็กๆ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ปกครองคอยรับส่งทุกวันอีกต่อไป ยามเมื่ออยู่ที่โรงเรียน นอกจากหนิงโหย่วกวงแล้ว สือหวางเยว่ก็ไม่นับว่าสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ ในฐานะนักเรียนที่สอบเลื่อนชั้นขึ้นมา เขาจึงกลายเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1
แม้ว่าหนิงโหย่วกวงจะยังอายุน้อย แต่เธอกลับมีบุคลิกของผู้นำที่สุขุมเยือกเย็นติดตัวมาแต่กำเนิด ขอเพียงได้ใช้เวลาร่วมกับเธอสักพัก เพื่อนๆ ก็ยากที่จะมองเธอเป็นเพียงเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้
ในทางกลับกัน สือหวางเยว่กลับแตกต่างออกไป ด้วยรูปร่างที่ผอมบางและนิสัยที่ไม่ค่อยพูดจา ในตอนแรกเพื่อนๆ จึงรู้สึกว่าเขาค่อนข้างสันโดษและอยากจะชวนมาเล่นด้วยกัน ทว่าเมื่อชวนอยู่หลายครั้งหลายครา ก็พบว่าเขาดูจะไม่ค่อยเข้ากับใครสักเท่าไหร่ ในเวลาต่อมาทุกคนจึงคุ้นชินกับการที่เขาไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ และคุ้นชินกับการที่เขาคลุกคลีอยู่กับหนิงโหย่วกวงเพียงลำพัง
ก็แน่ล่ะ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเขาทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันมาตั้งแต่อนุบาล กระทั่งได้มาเป็นเพื่อนร่วมชั้น แถมยังสอบเลื่อนชั้นและฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาด้วยกัน ด้วยเหตุนี้เรือมิตรภาพลำน้อยของพวกเขาย่อมต้องแข็งแกร่งเป็นธรรมดา
นับตั้งแต่ที่แม่ของเขาไม่ค่อยได้มารับที่โรงเรียนบ่อยนัก ประกอบกับที่เขาได้สมัครเรียนศิลปะการต่อสู้กับหนิงโหย่วกวง เขาก็ได้เริ่มต้นชีวิตประจำวันหลังเลิกเรียนด้วยการกลับบ้านและฝึกซ้อมไปพร้อมๆ กับหนิงโหย่วกวงและเซี่ยไต้
เนื่องจากบ้านตระกูลเซี่ยอยู่ใกล้โรงเรียนมากกว่า ในวันที่มีเรียนศิลปะการต่อสู้ สือหวางเยว่ก็จะไปเข้าเรียนพร้อมพี่สาวหลังเลิกเรียน ส่วนในวันที่ไม่มีเรียน เขาก็จะกลับบ้านไปพร้อมกับพี่สาวและลูกพี่ลูกน้องของเธอ โดยจะไปส่งทั้งสองคนกลับถึงบ้านก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางกลับบ้านของตนเอง
แรกเริ่มเดิมที เซี่ยไต้เคยรู้สึกว่าเพื่อนของน้องสาวคนนี้ช่างดูแปลกประหลาด ทั้งๆ ที่น้องสาวก็มีเขาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว เหตุใดจึงต้องมีเด็กคนนี้คอยเดินตามอีก
“บ้านเขาอยู่ไกลตั้งขนาดนั้น ไม่รีบกลับบ้านก่อน ยังจะอ้อมมาทางบ้านฉันอีก”
เขาเคยบอกสือหวางเยว่ไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ ไม่จำเป็นต้องตามมาก็ได้ เพราะน้องสาวของเขามีพี่ชายอย่างเขาคอยปกป้องอยู่แล้ว ให้วางใจกลับบ้านไปได้เลย
แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด น้องชายที่ชื่อสือหวางเยว่ผู้นี้ถึงได้ชอบกลับบ้านพร้อมกับพวกเขานัก พูดอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง
“เฮ้อ…” เด็กชายเซี่ยไต้ที่บัดนี้ตัวยืดสูงขึ้นจนไม่ใช่เจ้าอ้วนกลมคนเดิมอีกต่อไป ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่ายหน้าถอนหายใจ
ครั้นเมื่อเวลาผันผ่าน เขาก็เริ่มคุ้นชินกับการมีสือหวางเยว่เดินกลับบ้านมาด้วยกันจนกลายเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสือหวางเยว่กับน้องสาวได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นเพื่อนร่วมห้องของเขา เขากับสือหวางเยว่จึงได้กลายเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย…
“พวกเราคงเป็นเพื่อนกันแล้วล่ะมั้ง” เด็กชายเซี่ยไต้เกาศีรษะแกรกๆ
ในบางครั้งที่เขามีธุระในช่วงบ่ายหรือออกไปเล่นกับเพื่อนฝูงจนไม่สามารถกลับบ้านพร้อมน้องสาวได้ เขาก็จะฝากฝังให้สือหวางเยว่ช่วยกลับบ้านเป็นเพื่อนเธอแทน
และในวันนี้ ก็เป็นวันที่เด็กชายเซี่ยไต้ได้นัดหมายกับเพื่อนๆ ไว้ว่าจะไปเล่นด้วยกันหลังเลิกเรียนพอดี
หนิงโหย่วกวงตักภูเขาไฟบลูเบอร์รี่เย็นชื่นใจเข้าปากไปหลายคำ ก่อนจะเอ่ยกับสือหวางเยว่อย่างมีความสุขว่า “หวางเยว่น้อย แม่ของฉันกำลังจะคลอดน้องแล้วนะ เป็นน้องชายล่ะ”
สือหวางเยว่ชะงักไปเล็กน้อย เขาค่อยๆ ละเลียดไอศกรีมบลูเบอร์รี่ในปากพลางถาม “พี่สาวรู้ได้อย่างไรครับว่าเป็นน้องชาย?”
“พี่ก็ต้องรู้สิ” ก็เคยเจอมาแล้วในชาติก่อนยังไงล่ะ
“พี่สาวไม่กลัวเหรอครับ?” สือหวางเยว่หยุดรับประทานของหวาน เขาลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม
“กลัวอะไรหรือ?”
“กลัวว่าเขาจะมาแย่งความรักจากแม่ของพี่ไป”
“ไม่กลัวหรอก” หนิงโหย่วกวงแย้มยิ้ม “ความรักเป็นสิ่งที่แย่งชิงกันไม่ได้ การมาถึงของน้องชายหมายถึงชีวิตใหม่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น พี่ดีใจมาก อีกทั้งแม่กับคุณลุงต่างก็ตั้งตารอคอยการเกิดของเขาเช่นกัน”
น่าจะเป็นเขาคนนั้นสินะ? แม้ว่าจะเร็วกว่ากำหนดไปบ้างก็ตาม
หนิงโหย่วกวงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากเป็นเขาคนนั้นจริง…เจ้าเด็กนั่นนับเป็นตัวแสบคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่กระนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ในชาติที่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขานับว่าค่อนข้างขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รักเธอมาก เพียงแต่ในเวลานั้น ทั้งเธอและเขาต่างก็ไม่รู้วิธีที่จะแสดงความรู้สึกของตนเองออกมา
ในฐานะพี่สาว เธอไม่รู้เลยว่าจะรับมือกับน้องชายที่อายุห่างกันสิบกว่าปีคนนี้ได้อย่างไร จึงทำได้เพียงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้าและตั้งใจตีตัวออกห่างจากเขา
แล้วเจ้าเด็กน้อยคนนั้นเล่า? ตอนยังเล็ก ด้วยความไม่รู้อะไร เขาก็ชอบที่จะเกาะติดเธอแจ บางครั้งเธอก็รู้สึกว่าเขาน่ารักมาก แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาน่ารำคาญเหลือเกิน
พอโตขึ้นมาอีกหน่อย เพราะแม่กับคุณลุงต่างก็ยุ่งวุ่นวายเกินไป ส่วนใหญ่จึงทิ้งเขาไว้กับคุณย่าที่แก่แล้วและพี่เลี้ยงอีกหลายคน ทำให้เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกตามใจจนเสียคน กลายเป็นเด็กเกเรที่ไม่มีใครเอาอยู่ และไม่มีใครสอนให้เขารู้วิธีที่จะแสดงความรู้สึกของตนเองออกมาอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ แม้ในใจของเขาจะยังคงชอบเธอเหมือนครั้งวัยเยาว์ แต่กลับมักจะแสดงออกมาด้วยวิธีการที่ผิดๆ จนทำให้เธอเข้าใจผิดว่าเขาไม่ชอบเธอ และยิ่งอยากจะอยู่ห่างจากเขามากขึ้น…จนกระทั่งได้อยู่ห่างกันจริงๆ
เมื่อทานบลูเบอร์รี่ลูกสุดท้ายในถ้วย หนิงโหย่วกวงก็กล่าวกับหวางเยว่น้อยต่อไปว่า “อีกไม่กี่วันน้องชายก็จะเกิดแล้ว พอเขาเกิดมา พี่จะเล่นกับเขาดีๆ เลยล่ะ”
และจะต้องสอนให้เขาพูดจาดีๆ อย่าให้ปากหนักเหมือนเดิมอีก ที่จริงแล้วในใจก็ชอบ แต่กลับชอบพูดจาให้คนฟังไม่สบายใจและแสดงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจออกมา
…
ในชาตินี้ หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจากชาติที่แล้ว
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ได้พบกับคุณกู้เฉิงและเซี่ยโยวชิงที่ร้านอาหารส่วนตัวแห่งนั้น หนิงโหย่วกวงเคยคิดว่าพวกเขาจะยังคงดำเนินไปตามเส้นทางเดิมเหมือนในชาติก่อน ทั้งคบหา แต่งงาน และหย่าร้าง แต่กลับไม่คาดคิดว่าในชาตินี้ ทั้งสองคนซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าชาติที่แล้ว กลับเลิกรากันเร็วกว่าเดิมเสียอีก
การเลิกราของพวกเขาสร้างความประหลาดใจให้แก่หนิงโหย่วกวงอยู่พักใหญ่ทีเดียวเมื่อได้ทราบข่าว
“เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน” หนิงโหย่วกวงครุ่นคิด
คุณกู้เฉิงคนนั้น หากจะว่าไปแล้ว เขาก็ปฏิบัติต่อเซี่ยโยวชิงดีมากจริงๆ ทั้งหน้าตาดี มีความสามารถ และมีพื้นเพครอบครัวที่ไม่ธรรมดา สำหรับเซี่ยโยวชิงแล้ว เรียกได้ว่าต้องการเงินก็ได้เงิน ต้องการทรัพยากรก็ได้ทรัพยากร และที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นคือ เขาสามารถมอบมูลค่าทางอารมณ์ที่ชายผู้มั่งคั่งโดยทั่วไปไม่อาจให้ได้แก่เธอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายเช่นนี้ ผู้หญิงคนใดก็ล้วนมีความเสี่ยงที่จะตกหลุมรักเขาได้ทั้งสิ้น อย่าว่าแต่เซี่ยโยวชิงในชาตินี้ที่เป็นโสดอยู่แล้วเลย
ในชาติที่แล้ว หลังจากที่เซี่ยโยวชิงหย่ากับหนิงอี้ได้ไม่นาน เธอก็เข้าพิธีวิวาห์กับกู้เฉิง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงก็คือ การแต่งงานของพวกเขากลับคงอยู่ได้เพียงสามเดือนเท่านั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะคุณกู้เฉิงดีพร้อมทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่เรื่องความเจ้าชู้เกินไป
เดิมที ตอนที่คบหากับเซี่ยโยวชิง ข้างกายของเขาก็ไม่เคยขาดแคลนผู้หญิงคนอื่น ครั้นเมื่อแต่งงานแล้วก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ก่อนหน้านี้เซี่ยโยวชิงก็ไม่รู้ ทว่าเมื่อเธอได้ล่วงรู้ความจริง ด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของเธอแล้ว จะทนได้อย่างไร? เธอจึงเรียกคนไปพังบ้านของคุณกู้เฉิงจนเละไม่มีชิ้นดี แล้วก็หย่า!
เป็นที่รู้กันดีในแวดวงสังคมของปักกิ่งว่าคุณชายใหญ่กู้เป็นนักสะสมของเก่าตัวยง การกระทำของเซี่ยโยวชิงในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการพังทลายลงบนหัวใจของเขาพอดี ชายที่ปกติอารมณ์ดีมาโดยตลอดถึงกับหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคน ทะเลาะกับเซี่ยโยวชิงจนแทบเป็นแทบตาย หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เซี่ยโยวชิงเอ่ยถึงกู้เฉิง ก็ไม่ใช่ “พี่เฉิง” อีกต่อไป แต่เป็น “ไอ้หมากู้” แทน
ครั้งที่ “นักแสดงหญิงเซี่ย” กับ “ไอ้หมากู้” หย่าร้างกันนั้น เรื่องราวก็ใหญ่โตอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ทั้งสองกลับกลายเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง และทุกครั้งที่กู้เฉิงได้พบกับหนิงโหย่วกวง เขาก็ยังคงเรียกเธอว่า “ลูกสาว ลูกสาว” อยู่เช่นเดิม จนกระทั่งเมื่อหนิงโหย่วกวงเติบโตขึ้นและเริ่มเข้าสังคม หลายคนในแวดวงจึงเข้าใจผิดว่ากู้เฉิงคือพ่อแท้ๆ ของเธอ เรื่องนี้ทำเอาผู้กำกับหนิงโกรธจนแทบจะระเบิด ต้องโทรศัพท์ไปต่อว่ากู้เฉิงกับเซี่ยโยวชิงอยู่หลายครั้งหลายครา
เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่และได้พบเห็นไอ้หมากู้กับเซี่ยโยวชิงอยู่ด้วยกันอีกครั้ง หนิงโหย่วกวงจึงรีบฉวยโอกาสสนทนากับเซี่ยโยวชิงในประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ของคู่รักและคู่สามีภรรยาทันที แม้ว่าในตอนนั้นเธอจะไม่ได้เอ่ยถึงกู้เฉิงโดยตรง แต่จากผลลัพธ์ที่ตามมา ก็เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโยวชิงได้นำบทสนทนาในครั้งนั้นไปขบคิด
“ที่แท้...ที่คนทั้งสองเลิกกันเร็วถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะเธออีกแล้วอย่างนั้นเหรอ?” เธอนี่มันช่างเป็นมือวางอันดับหนึ่งในการทำลายคู่จิ้นเสียจริง
หนิงโหย่วกวงถอนหายใจในใจอย่างเงียบงัน ก่อนจะสั่งพุดดิ้งนมถั่วแดงมาเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย
“พี่สาว พี่จะแบ่งให้ผมหน่อยไหมครับ?” สือหวางเยว่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นความอยากอาหารที่ผิดปกติไปของพี่สาว
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 53 น้องชายเกิดแล้ว 2
ภายในวิลล่าหรูหราที่โอ่อ่าราวกับคฤหาสน์ บนชั้นสอง ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดแบรนด์เนมใหม่เอี่ยมกำลังเช็ดเหงื่อไม่หยุดหย่อน พลางเอ่ยกับเด็กหญิงในชุดกระโปรงสีขาวซึ่งมีใบหน้าขาวผ่องราวกับกระเบื้องเคลือบว่า
“โหย่วโหย่ว มานี่สิ นี่คือห้องที่คุณลุงจ้างนักออกแบบชื่อดังมาตกแต่งให้โดยเฉพาะเลยนะ ใช้วัสดุที่แพงที่สุด รับรองว่าไม่มีกลิ่นแปลกๆ เลยแม้แต่น้อย หนูดูสิว่าชอบไหม?”
หนิงโหย่วกวงสำรวจห้องตรงหน้าอย่างเงียบๆ ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมาก ตกแต่งด้วยโทนสีชมพูและสีขาว ผนังทั้งสี่ด้านถูกทาด้วยสีชมพู ผ้าม่านทำจากผ้าไหมสีชมพูสลับกับผ้าลูกไม้สีขาว ตู้เสื้อผ้าก็เป็นสีชมพูสลับขาว… อีกทั้งยังมีของตกแต่งและตุ๊กตาอีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นสีชมพูอ่อนๆ เป็นสไตล์เจ้าหญิงสาวแสนหวานที่เธอไม่โปรดปราน แต่กลับเป็นรูปแบบที่ชายวัยกลางคนโดยทั่วไปมักจะคิดว่าเด็กผู้หญิงน่าจะชื่นชอบ
“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณลุง” อย่างไรเสีย เธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาพักบ่อยๆ อยู่แล้ว
ของทุกชิ้นในห้องล้วนเป็นของดีมีราคา เพียงแต่ว่ามันไม่เข้ากันเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อชายวัยกลางคนเปิดตู้เสื้อผ้าให้ดูอย่างตื่นเต้น หนิงโหย่วกวงก็อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจว่า “รสนิยมของคุณลุงเซี่ย คงจะถูกนำไปใช้กับการชื่นชมคนสวยจนหมดสิ้นแล้วละมั้ง ด้านอื่นๆ ยังคงเดิมสิบปีไม่เคยเปลี่ยน ชวนให้คนอยากจะวิจารณ์เสียจริง”
หนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงกำหนดคลอดของแม่ เด็กหญิงหนิงโหย่วกวงก็ได้เดินทางมาถึงบ้านหลังใหม่ของเธอ ชายร่างท้วมท่าทีเอาอกเอาใจเล็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าคือพ่อเลี้ยงของเธอ และยังเป็นพ่อของน้องชายที่กำลังจะลืมตาดูโลกในไม่ช้า ชื่อของเขาคือ เซี่ยเป่าเซิง นี่คือการพบกันเป็นครั้งที่สามของพวกเขาทั้งสองในชาตินี้
ในชาติที่แล้ว เธอสนิทสนมกับเขามาก เซี่ยเป่าเซิงเป็นหนึ่งในบรรดาสามีและอดีตสามีมากมายของเซี่ยโยวชิงที่เธอสนิทสนมด้วยมากที่สุด และเขายังเป็นคู่ชีวิตเพียงคนเดียวของเซี่ยโยวชิงนอกเหนือจากหนิงอี้ที่มีลูกด้วยกัน
แม้จะเป็นเถ้าแก่เหมืองแร่ แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนฉลาดซื่อตรงและมีน้ำใจยิ่งนัก มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน ราวกับพระสังกัจจายน์ ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาก็เรียบง่าย นอกจากแม่ที่แก่แล้วและใจดี กับลูกชายคนโตที่เกิดกับภรรยาเก่าซึ่งไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ก็มีเพียงญาติที่บ้านเกิดที่ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันนัก
ในชาติก่อน เขาเป็นสามีคนที่สี่ของเซี่ยโยวชิง ทว่าในชาตินี้ เขากลับกลายเป็นสามีคนที่สองของเธอ
ที่หนิงโหย่วกวงตั้งใจจะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ในช่วงคลอดครั้งนี้ ก็เพราะในชาติที่แล้ว ตอนที่แม่คลอดน้องชายนั้น เกือบจะต้องสิ้นใจ เลือดออกไม่หยุดถึงสามวันจึงจะฟื้นคืนสติได้ นับว่าต้องลำบากอย่างแสนสาหัส และด้วยเหตุนี้เอง เซี่ยโยวชิงจึงไม่ค่อยสนิทสนมกับลูกชายของเธอเท่าไหร่นัก
เดิมทีเซี่ยโยวชิงก็เป็นคนที่ขาดความอดทนในการดูแลและอยู่เป็นเพื่อนลูกอยู่แล้ว เธอจึงไม่ใช่แม่ที่ได้มาตรฐานในสายตาของคนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ตอนที่คลอดหนิงโหย่วกวงนั้นยังนับว่าดีอยู่บ้าง เพราะในตอนนั้นเธอยังอายุน้อย ร่างกายแข็งแรง การคลอดเป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งร่างกายและรูปร่างจึงฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ได้ลำบากอะไร
พอถึงคราวคลอดลูกชาย อาจเป็นเพราะทำงานในวงการบันเทิงมาหลายปี ต้องเผชิญกับความกดดันและภาระหนักหน่วง อีกทั้งยังต้องควบคุมอาหารอยู่เป็นนิจ ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร การคลอดจึงไม่ราบรื่นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ในระหว่างตั้งครรภ์ เธอไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะคลอดยาก
เพราะเคยมีประสบการณ์คลอดลูกมาแล้วคนหนึ่ง แต่กลับไม่คาดคิดว่า หลังจากเจ็บท้องไปโรงพยาบาลแล้ว เจ็บปวดทรมานอยู่หนึ่งวันเต็มก็ยังไม่สามารถคลอดลูกออกมาได้ หมอเห็นว่าน้ำคร่ำของเธอไหลไม่หยุด เกรงว่าทารกในครรภ์จะเป็นอันตราย จึงได้เจรจากับคนรอบข้างและตัวเธออยู่นาน กว่าจะยอมให้ผ่าตัดนำเด็กออกมา หลังจากนั้น เพราะลูกอยู่ในท้องแม่นานเกินไปจนร่างกายขาดออกซิเจนไปบ้าง จึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก พอออกมาก็ถูกนำไปไว้ในตู้อบ ต้องเลี้ยงดูอยู่นานกว่าจะแข็งแรงขึ้น
ในชาตินี้ หนิงโหย่วกวงจึงกังวลว่าเซี่ยโยวชิงอาจจะประสบอุบัติเหตุใดๆ ตอนคลอด ด้วยเหตุนี้เธอจึงเดินทางมาอยู่เป็นเพื่อนที่บ้านของพ่อเลี้ยงแต่เนิ่นๆ
ในฐานะพ่อเลี้ยง เมื่อเซี่ยเป่าเซิงได้รับโทรศัพท์จากเด็กหญิงโหย่วโหย่วว่าเธออยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่เพื่อรอน้องชายลืมตาดูโลก เขาก็ดีใจจนบอกไม่ถูก หลังจากวางสาย เถ้าแก่เซี่ยก็สั่งการทันที ให้ส่งขบวนรถหรูไปรับลูกเลี้ยงที่บ้านของพ่อตา
หลังจากชมห้องพักเรียบร้อย หนิงโหย่วกวงก็เดินตามเซี่ยเป่าเซิงลงมายังชั้นล่าง ที่นั่นมีคุณย่าเซี่ยร่างท้วมกำลังถือชามซุปไก่อยู่ในมือ พอเห็นพวกเขา เธอก็ดีใจพลางเอ่ยเรียกหนิงโหย่วกวงว่า
“โหย่วโหย่ว มานี่สิจ๊ะ มาดื่มซุปไก่หวานๆ หน่อย ย่าตุ๋นไว้ตั้งแต่เช้าเลยนะ ตามธรรมเนียมบ้านเรา แขกผู้มีเกียรติมาเยือนต้องได้กินซุปไก่หวานๆ ไก่นี่ก็เป็นไก่ที่ย่าเลี้ยงเองเลยนะ หนูชิมดูสิว่าอร่อยไหม ถ้าอร่อยนะ ตอนบ่ายย่าจะให้เป่าไปจับที่สวนหลังบ้านมาอีกตัว พรุ่งนี้เราจะได้กินกันต่อ”
“ได้ค่ะ” หนิงโหย่วกวงรับชามซุปไก่จากมือของคุณย่าเซี่ย วางลงบนโต๊ะกาแฟอย่างแผ่วเบา แล้วจึงประคองคุณย่าเซี่ยให้นั่งลงบนโซฟา รอจนกระทั่งท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว เธอจึงยกชามซุปไก่ที่หวานจนเลี่ยนขึ้นมาดื่ม
ยังคงเป็นรสชาติที่คุ้นเคย ทั้งลำไยแห้ง พุทราจีน ถั่วลิสง น้ำตาลแผ่นเก่า ไข่ไก่สิบกว่าฟอง และไก่ทั้งตัวที่คุณย่าเซี่ยตื่นแต่เช้าตรู่ไปตุ๋นในครัวด้วยตนเอง ทั้งหม้อนี้ล้วนเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เป็นพิธีการและความเคารพที่หญิงชราผู้เรียบง่ายคนนี้มีต่อเธอ
“ซุปไก่หวาน” ในชาติที่แล้ว ครั้งแรกที่เธอได้ลิ้มลองที่บ้านตระกูลเซี่ย เกือบจะอาเจียนออกมาด้วยรู้สึกว่าซุปนี้ช่างไม่อร่อยเอาเสียเลย เธอเคยกินซุปไก่รสหวานที่ไหนกันเล่า? มีแต่เคยกินรสเค็มเท่านั้น
แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่มาเยือนบ้านตระกูลเซี่ย เธอก็จะได้ลิ้มลองซุปไก่หวานชามนี้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครั้งหนึ่งเธอได้ล่วงรู้โดยบังเอิญว่าซุปไก่หวานทุกชามที่เธอได้กินที่บ้านตระกูลเซี่ย ล้วนเป็นซุปที่คุณย่าเซี่ยไม่ยอมให้ผู้ใดช่วยเหลือ แต่ลงมือตุ๋นให้เธอดื่มด้วยตนเองทุกครั้ง เธอกินไปกินมาก็เริ่มคุ้นชิน จนกระทั่งในเวลาต่อมา ทุกครั้งที่มาเยือนบ้านตระกูลเซี่ย หากไม่ได้ลิ้มลองซุปไก่หวานชามนี้ ก็กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยไปเสียแล้ว
เฉกเช่นเดียวกับในชาตินี้ หลายปีผ่านพ้นไป เมื่อได้ลิ้มลองซุปไก่หวานที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักของคุณย่าเซี่ยอีกครั้ง แม้จะยังคงหวานจนเลี่ยน แต่เธอก็ยังคงดื่มจนหมดชามด้วยความยินดี พร้อมทั้งเอ่ยชมฝีมือของคุณย่าว่า “ซุปไก่ที่คุณย่าตุ๋นอร่อยจริงๆ ค่ะ”
เด็กสาวที่ทั้งสวยทั้งน่ารักคนนี้ พอมาถึงครั้งแรกก็เรียกตนเองว่าย่าอย่างไม่รู้สึกแปลกแยกแม้แต่น้อย หัวใจของคุณย่าเซี่ยก็…เบิกบานจนยิ้มไม่หุบ เธอนั่งอยู่ข้างๆ พลางยิ้มมองดูหนิงโหย่วกวงดื่มซุปไก่ในถ้วยจนหมดสิ้น แล้วก็เตรียมจะลุกขึ้นไปเติมให้อีกถ้วย
เซี่ยเป่าเซิงรีบรับถ้วยมา แล้วส่งให้คนงานที่อยู่ข้างๆ “แม่ครับ อากาศร้อนขนาดนี้ เด็กกินถ้วยเดียวก็พอแล้วครับ อย่าให้เธอทานอีกเลย ให้เธอเหลือท้องไว้บ้างสิครับ เดี๋ยวตอนเที่ยงผมให้คนเตรียมทั้งปูขน กุ้งมังกร ของอร่อยๆ อีกตั้งเยอะแยะเลยนะครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาเจ็ดนาฬิกา
“โหย่วโหย่ว นี่แตงกวา ย่าเด็ดให้หนูกินนะ อ่อนๆ เลย” คุณย่าเซี่ยเห็นเด็กหญิงหนิงโหย่วกวงเดินชมสวนผักไปมา ก็ยิ้มพลางเด็ดแตงกวาลูกหนึ่งที่ดูสดใหม่ส่งให้เธอ
“ขอบคุณค่ะคุณย่า” หนิงโหย่วกวงรับมาอย่างยินดี นำไปล้างด้วยน้ำจากก๊อกที่อยู่ใกล้ๆ แล้วก็กัดเข้าไปคำใหญ่ “แตงกวานี้อร่อยจังเลยค่ะ”
“อร่อยใช่ไหมล่ะ ที่นี่มีมะเขือเทศสีแดงๆ ลูกหนึ่งด้วย ให้หนูนะ” คุณย่าเซี่ยกล่าวอย่างดีใจ
บ้านตระกูลเซี่ยคงต้องนับเป็นบ้านที่แปลกที่สุดในย่านวิลล่าหรูแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย สวนหลังบ้านที่มีราคาแพงดั่งทองในใจกลางเมือง แทนที่จะนำไปปลูกดอกไม้ราคาแพงนำเข้าหรือต้นไม้สวยงาม กลับนำมาทำเป็นสวนผัก ปลูกผักก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยังเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดอีกด้วย ทำให้สวนหลังบ้านของพวกเขาดูไม่ต่างจากชนบท มีแต่ไก่บินหมาวิ่งวุ่นวายไปหมด
“คนบ้านนอกโดยแท้ ไม่เคยเห็นโลกกว้าง” เพื่อนบ้านผู้ชื่นชอบความหรูหราที่อยู่ข้างเคียงมักจะรู้สึกพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา
แต่เถ้าแก่บ้านนอกอย่างเซี่ยเป่าเซิงหาได้สนใจไม่ สวนหลังบ้านเป็นของเขา แม่ของเขาไม่ชอบปลูกดอกไม้แต่ชอบปลูกผัก แล้วจะทำไมล่ะ? การปลูกผักนั้นดีจะตายไป ทั้งเขียวขจี เป็นออร์แกนิก ปลอดสารพิษ พอโตแล้วก็เก็บกินได้ แถมยังสดใหม่เสียอีก! ภรรยาของเขารักสวยรักงาม ก็ต้องกินของดีๆ เช่นนี้แหละ
ยามดึกสงัด เซี่ยโยวชิงตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ก็พบว่าน้ำคร่ำของเธอแตกเสียแล้ว เซี่ยเป่าเซิงตกใจจนรีบร้อนลุกขึ้นมาเรียกผู้คนเป็นการใหญ่ วิลล่าของบ้านตระกูลเซี่ยจึงคึกคักขึ้นมาในทันที ทั้งคนขับรถ พี่เลี้ยง และพี่เลี้ยงเด็กแรกเกิดต่างก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว พอได้รับคำสั่งก็รีบเก็บข้าวของเตรียมจะเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยกัน
หนิงโหย่วกวงที่ได้ยินเสียงจึงออกมาเปิดประตู ก็ได้เห็นเซี่ยเป่าเซิงกำลังอุ้มเซี่ยโยวชิงวิ่งลงบันไดมาอย่างร้อนรน ก็รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
“คุณลุงคะ คุณวางชิงชิงลงให้เธอเดินเองเถอะค่ะ อุ้มเธอลงบันไดแบบนี้อันตรายมากนะคะ”
เซี่ยเป่าเซิงเองก็เริ่มจะอุ้มไม่ไหวแล้ว พอได้ยินคำพูดของเธอจึงรีบวางเซี่ยโยวชิงลง
“โหย่วโหย่ว น้ำคร่ำของแม่หนูแตกแล้ว ลุงกลัวว่าจะเสียเวลาน่ะสิ”
“ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” หนิงโหย่วกวงกับเซี่ยเป่าเซิงช่วยกันประคองเซี่ยโยวชิงเดินลงบันไดไป
คุณย่าเซี่ยซึ่งหูไวตาไว ได้ยินเสียงก็รีบแต่งตัวมารออยู่ที่ชั้นล่างตรงบันไดแล้ว
“แม่ครับ แม่ตื่นขึ้นมาทำไมครับ?”
“แม่จะไปด้วย”
“แม่จะตามไปทำไมครับ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว รีบกลับไปนอนเถอะครับ พวกเราดูแลแม่ไม่ไหวนะ” เซี่ยเป่าเซิงร้อนใจจนเหงื่อแทบจะไหลออกมา
“คุณย่าคะ คืนนี้น้องชายยังไม่คลอดหรอกค่ะ พรุ่งนี้เช้าคุณย่าตื่นนอนรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็ต้มซุปไก่โสมให้ชิงชิงสักหม้อหนึ่ง แล้วค่อยให้คนขับรถไปส่งที่โรงพยาบาลก็ได้ค่ะ ถึงตอนนั้นน้องชายก็น่าจะใกล้คลอดแล้ว พอดีเลยใช่ไหมคะ?”
หนิงโหย่วกวงกลับใจเย็นกว่าเซี่ยเป่าเซิงมากนัก เธอเอ่ยกับคุณย่าเซี่ยดีๆ เพียงสองสามประโยค ท่านก็ไม่ดื้อดึงที่จะไปโรงพยาบาลด้วยแล้ว
…
โรงพยาบาลเหม่ยจงเจียเหอเป็นโรงพยาบาลสูติกรรมเอกชนระดับไฮเอนด์ที่เซี่ยเป่าเซิงกับเซี่ยโยวชิงได้เลือกไว้แต่เนิ่นๆ โรงพยาบาลแห่งนี้มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ปาปารัสซี่ไม่อาจย่างกรายเข้ามาได้ การบริการก็ดีเยี่ยม สิ่งแวดล้อมก็งดงาม มีสวนเป็นของตนเอง ด้านหลังตึกยังมีสวนดอกไม้ เมื่อเข้าไปแล้วไม่ให้ความรู้สึกเหมือนโรงพยาบาล แต่เหมือนสวนสวยส่วนตัวมากกว่า
พอถึงโรงพยาบาล ท้องของเซี่ยโยวชิงก็เริ่มเจ็บถี่ขึ้นเรื่อยๆ และก็เป็นดังที่หนิงโหย่วกวงได้คาดการณ์ไว้ พอถึงรุ่งเช้า เด็กก็ยังไม่คลอดออกมา
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณย่าเซี่ยแต่งกายเป็นพิเศษเพื่อความเป็นสิริมงคล ถือซุปไก่โสมที่ตุ๋นไว้มาที่โรงพยาบาล ในตอนนั้นปากมดลูกของเซี่ยโยวชิงยังไม่เปิดเลยแม้แต่เซนติเมตรเดียว แต่กลับเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนร้องไห้ไม่หยุดและกลิ้งไปมาบนเตียง หมอแจ้งว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วปากมดลูกยังไม่เปิด ถือว่าช้าเกินไป
หนิงโหย่วกวงถือซุปไก่โสมที่คุณย่าเซี่ยนำมา ค่อยๆ ป้อนให้เซี่ยโยวชิงทีละคำ เธอมองดูใบหน้าที่ซีดขาวของแม่สลับกับเซี่ยเป่าเซิงแล้วจึงเสนอขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น หากถึงเก้าโมงแล้วปากมดลูกยังไม่เปิด เราก็ผ่าเอาออกมาดีไหมคะ?”
เซี่ยเป่าเซิงกล่าวว่า “ผมว่าได้นะ” เขาหันไปถามความเห็นจากหมอ “คุณหมอครับ คุณหมอว่าอย่างไรครับ?”
หมอตอบว่า “ได้ครับ หากพวกคุณตัดสินใจจะผ่าคลอดแล้ว เราก็จะดำเนินการให้ครับ”
เซี่ยโยวชิงเพิ่งจะได้รับประทานซุปไก่โสมเข้าไป ในที่สุดก็พอจะมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง “ผ่าคลอดจะมีแผลเป็นนะ น่าเกลียดจะตายไป” พูดจบเธอก็ร้อง “อ๊า” ออกมาอีกหลายครั้ง เสียงร้องนั้นโหยหวนยิ่งนัก ฟังแล้วช่างน่าสงสารสำหรับเซี่ยเป่าเซิง
“แต่เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหานะคะ”
หนิงโหย่วกวงยังคงป้อนซุปไก่ให้เซี่ยโยวชิงอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะหันไปถามหมอต่อว่า “คุณหมอคะ ถ้าคนไข้เป็นเช่นนี้ต่อไป จนถึงตอนเที่ยงปากมดลูกก็ยังไม่เปิด เด็กจะเป็นอันตรายไหมคะ?”
หมอมองดูทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์แล้วจึงกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ครับ”
เมื่อถึงตอนเที่ยง เซี่ยโยวชิงก็เจ็บจนร้องไม่ออกแล้ว ในปากของเธอเคี้ยวโสมแก่ชิ้นหนึ่งอยู่เพื่อประคองสติ โสมแก่ชิ้นนี้เป็นของที่เด็กหญิงโหย่วโหย่วนำมาจากบ้านตระกูลเซี่ย ใต้ร่างของเธอมีหมอนสูงรองอยู่ และน้ำคร่ำก็ไหลแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เริ่มกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทั้งทารกและคนไข้ จึงได้ปรึกษากับสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ย ในที่สุดเมื่อถึงตอนเที่ยง คนไข้ก็ถูกเข็นเข้าสู่ห้องผ่าตัด
ณ บริเวณนอกห้องผ่าตัด หนิงโหย่วกวงได้แต่ภาวนาในใจเงียบๆ ขอให้ทั้งแม่และน้องชายปลอดภัย ในขณะที่เซี่ยเป่าเซิงร้อนใจจนเดินไปเดินมาไม่หยุดหย่อน
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงกว่า หนิงโหย่วกวงก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ที่ใสแจ๋วดังเล็ดลอดออกมาจากห้องคลอด เซี่ยเป่าเซิงถึงกับทรุดตัวลงที่หน้าประตูห้องคลอดในทันที ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ คุณย่าเซี่ยดีใจมาก พึมพำไม่หยุดว่า “พระโพธิสัตว์คุ้มครอง พระโพธิสัตว์คุ้มครอง” พลางประคองลูกชายให้ลุกขึ้น “เป่าเป่าเอ๋ย ปลอดภัยแล้วนะลูก”
ไม่กี่นาทีต่อมา หมอก็อุ้มทารกน้อยที่ตัวแดงก่ำ ผิวหนังเหี่ยวย่นออกมา “ยินดีด้วยครับคุณเซี่ย เป็นเด็กผู้ชายสุขภาพแข็งแรงดี น้ำหนัก 6.2 ชั่งครับ”
คุณย่าเซี่ยรีบหยิบอั่งเปาซองใหญ่ออกมาจากกระเป๋าถือยัดใส่มือหมอที่อุ้มเด็กอยู่ แล้วจึงเข้าไปดูทารกน้อยใกล้ๆ “เป็นเด็กที่น่ารักน่าชังจริงๆ” เธอยิ้มไม่หุบ
เซี่ยเป่าเซิงกับหนิงโหย่วกวงรีบเข้าไปในห้องคลอดทันที พอดีกับที่หมอเข็นเซี่ยโยวชิงออกมา
“ที่รัก คุณเหนื่อยแล้วนะ” เซี่ยเป่าเซิงกระซิบข้างหูเซี่ยโยวชิง
“คุณหมอคะ ชิงชิงคลอดราบรื่นดีไหมคะ?” หนิงโหย่วกวงเอ่ยถามหมอ ครั้งนี้แม่เข้าห้องผ่าตัดเร็ว ออกมาก็เร็ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เธอคาดเดาในใจพลางสังเกตสีหน้าของเซี่ยโยวชิง พอเห็นว่าสภาพของแม่หลังคลอดดีกว่าในชาติที่แล้วมาก เธอก็วางใจลง
“คนไข้ตอนแรกมีอาการเลือดออกเล็กน้อย แต่ก็หยุดได้เร็วมากครับ เรายังต้องสังเกตอาการของคนไข้อีกสองชั่วโมง ถึงจะแน่ใจได้ว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว สองชั่วโมงนี้อย่าให้เธอหลับนะครับ”
ฤทธิ์ยาชาของเซี่ยโยวชิงยังไม่หมดสิ้น เธอได้ยินเสียงคนข้างนอกพูดคุยกัน แต่กลับไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ถนัดถนี่ คำพูดที่หลุดออกมาล้วนเป็นเพียงเสียงลมแผ่วเบา
“หนาว…” เธอรู้สึกง่วงงุนอยากจะหลับเต็มที แต่กลับรู้สึกหนาวไปทั้งสรรพางค์กาย
“เป็นอะไรไปที่รัก เธอพูดอะไร?” เซี่ยเป่าเซิงถาม
“คุณลุงคะ ชิงชิงบอกว่าหนาวค่ะ” หนิงโหย่วกวงตอบ
“เพิ่งจะผ่าตัดเสร็จ คนไข้จะอ่อนแอลงเล็กน้อย ก็จะรู้สึกหนาวเป็นธรรมดาครับ” หมออธิบายเสริม
เมื่อเซี่ยโยวชิงถูกย้ายไปยังห้องพักผู้ป่วยสุดหรู แม้บนตัวจะมีผ้าห่มขนเป็ดหนาๆ ถึงสองผืน เธอก็ยังคงบอกว่าหนาวไม่หยุด ตัวสั่นไปหมด หนิงโหย่วกวงสอดมือเข้าไปในผ้าห่มเพื่อลูบตัวของเธอ ก็พบว่าทั้งร่างของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
เมื่อเห็นเซี่ยโยวชิงมีท่าทีง่วงซึมจะหลับใหล หนิงโหย่วกวงกับเซี่ยเป่าเซิงทั้งสองคนจึงคอยเตือนเธออยู่ข้างๆ ไม่ให้เธอหลับไป กระทั่งหลังจากที่เซี่ยโยวชิงไม่รู้สึกหนาวจนตัวสั่นอีกต่อไป และร่างกายดีขึ้นบ้างแล้ว พวกเขาจึงได้ยอมให้เธอหลับพักผ่อน
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยาบาลและพี่เลี้ยงเด็กแรกเกิดกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เซี่ยโยวชิง หนิงโหย่วกวงจึงพอจะมีแก่ใจไปเยี่ยมน้องชายที่อยู่ในตู้อบชั้นบน คุณย่าเซี่ยนับตั้งแต่ที่หลานชายออกมา ก็เฝ้าอยู่ข้างตู้อบไม่ยอมละสายตาไปจากเขาเลยแม้แต่น้อย พอเห็นเด็กหญิงหนิงโหย่วกวงมา เธอก็ยิ้มพลางเอ่ยกับเธอว่า
“โหย่วโหย่ว น้องชายหน้าเหมือนแม่ หล่อมากเลย”
หนิงโหย่วกวงรู้ดีว่าคุณย่าเซี่ยกับเซี่ยเป่าเซิงนั้นเหมือนกัน คือเป็นพวกคลั่งไคล้คนหน้าตาดี จึงเอ่ยชมตามน้ำไปว่า “หูกับหน้าผากเหมือนคุณลุงเซี่ย ก็ดีเหมือนกันค่ะ”
“ใช่แล้ว หูกับหน้าผากเหมือนเป่าของย่าเลย ต่อไปจะมีบุญวาสนาดี” คำชมของหนิงโหย่วกวงประโยคนี้ เรียกได้ว่าชมได้ถูกใจคุณย่าเซี่ยโดยตรง คุณย่าเซี่ยถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังทันที
หนิงโหย่วกวงก็ยิ้มเช่นกัน เธอเกาะตู้อบ ทอดสายตามองน้องชายที่นอนหลับไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก้นโด่งอยู่ภายใน พินิจพิจารณาเครื่องหน้าเล็กๆ ของเขาอย่างละเอียด ก็พบว่าเหมือนกับน้องชายในชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
เจ้าเด็กแสบคนนี้หน้าตาดีจริงๆ เครื่องหน้าของพ่อมีเพียงหน้าผากกับใบหูที่งดงาม เขาก็เลือกรับมาแค่สองส่วนนั้น ส่วนที่เหลือก็ถอดแบบมาจากแม่ทั้งหมด
เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานยีนเด่นของพ่อแม่ได้อย่างลงตัว ในที่สุดก็สามารถปรับปรุงยีนของตระกูลเซี่ยให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นเขาจึงน่ารักน่าเอ็นดูมาตั้งแต่ยังเล็ก พอเติบใหญ่ขึ้นก็ไม่เสียรูปโฉม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดต่อมาแม้เขาจะทำตัวเกเรเพียงใด ก็ยังคงเป็นที่รักของคุณย่าและพ่อของเขาอย่างสุดซึ้ง
เมื่อเซี่ยเป่าเซิงว่างเว้นจากการดูแลภรรยาและขึ้นมาดูลูกชาย หนิงโหย่วกวงจึงเอ่ยถามว่า “คุณลุงคะ น้องชายชื่ออะไรหรือคะ?”
“เซี่ยอีจุน” เซี่ยเป่าเซิงถูฝ่ามือหนาๆ ของตนเอง “ฮิๆๆ ฉันกับย่าของเขา แล้วก็แม่ของเธอ ตั้งใจไปหาอาจารย์ให้ตั้งให้โดยเฉพาะเลยนะ เพราะไหมล่ะ?”
“เพราะค่ะ” หนิงโหย่วกวงแย้มยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม เป็นเขาจริงๆ ด้วย
“ยังไม่ได้ตั้งชื่อเล่นเลย ไม่รู้จะให้ชื่อว่าอะไรดี”
“เรียกว่าอีอีดีไหมคะ คุณลุง” ในชาติก่อน เขาก็ชื่อเล่นว่าอีอี แต่ผู้ที่ตั้งให้คือเซี่ยโยวชิง ไม่ใช่เธอ
“อีอี… อีอีดีนะ” เซี่ยเป่าเซิงเรียกซ้ำอยู่หลายครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าชื่อเล่นนี้ช่างไพเราะนัก
…
บ่ายวันนั้นเมื่อมีเวลาว่าง หนิงโหย่วกวงก็เปิดหน้าเวยป๋อในโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แก้ไขข้อความแล้วจึงส่งออกไปว่า “ในวินาทีที่เจ้าลืมตาดูโลก ราวกับการจุติอันงดงาม” พร้อมแนบรูปมือเล็กๆ ของอีอีไปด้วย
หลังจากส่งเวยป๋อออกไปได้ไม่นาน ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างรวดเร็ว
เทพเจ้าแห่งโชคลาภ: “ยินดีด้วย ยินดีด้วยครับ” ประหลาด: “ยินดีกับเจ้าของโพสต์ด้วยที่มีสมาชิกใหม่” ส้ม: “มือน่ารักจังเลยค่ะ เป็นลูกของเจ้าของโพสต์หรือคะ?” ประธานอุจจาระ: “สวยจังเลยค่ะ องค์ประกอบของภาพนี้”
คนธรรมดาคนหนึ่งตอบกลับชาวเน็ตส้ม: “@ส้ม เป็นน้องชายค่ะ”
ไอดีเวยป๋อของหนิงโหย่วกวงคือ “คนธรรมดาคนหนึ่ง” เธอสมัครใช้งานเมื่อปีที่แล้ว และปัจจุบันมีผู้ติดตามแล้วถึงแปดหมื่นคน ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอรักษาวินัยในการโพสต์เวยป๋อวันเว้นวันอย่างสม่ำเสมอ เนื้อหาในเวยป๋อของเธอนั้นมีความเฉพาะทางสูง โดยจะแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา ปรัชญา และศาสตร์แขนงอื่นๆ ส่วนรูปภาพที่ใช้ก็เป็นภาพที่เธอถ่ายเองและมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ สำหรับชาวเน็ตแล้ว จึงนับว่ามีทั้งคุณค่าและคุณภาพ
ด้วยความที่เริ่มใช้งานเวยป๋อเร็ว ประกอบกับประสบการณ์จากยุคสมัยถัดมา เวยป๋อของหนิงโหย่วกวงจึงโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่รู้วิธีการใช้เวยป๋อเพื่อสร้างแบรนด์ให้กับตนเอง ดังนั้นจึงสามารถดึงดูดแฟนคลับได้เป็นอย่างดี อีกทั้งแฟนคลับยังมีความเหนียวแน่นอีกด้วย
ด้วยความคุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟนและการสลับไปมาระหว่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ตลอดสองปีที่ผ่านมา หนิงโหย่วกวงจึงคอยติดตามการพัฒนาของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียออนไลน์ในประเทศอยู่เสมอ เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เวยป๋อเริ่มเปิดให้ทดสอบภายใน เธอก็ให้พ่อซื้อสมาร์ทโฟนให้เครื่องหนึ่งแล้วจึงสมัครใช้งานทันที แม้ว่าในปัจจุบันจำนวนผู้ใช้เวยป๋อจะยังไม่มากนัก แต่หนิงโหย่วกวงก็ล่วงรู้ถึงศักยภาพในการพัฒนาในอนาคตของมันเป็นอย่างดี และได้ตัดสินใจที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์เพื่อปูทางให้กับอาชีพในอนาคตของเธอแต่เนิ่นๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 54 น้องชายเกิดแล้ว 3
ในวันที่สองหลังจากที่น้องชายอีอีคลอดอย่างปลอดภัยและแน่ใจว่าร่างกายของเซี่ยโยวชิงพ้นขีดอันตรายแล้ว หนิงโหย่วกวงก็ได้เดินทางกลับบ้านพร้อมกับผู้ใหญ่ของบ้านตระกูลเซี่ยที่มาเยี่ยมเยียน ในการมาครั้งนี้ เพื่อที่จะอยู่เป็นเพื่อนเซี่ยโยวชิงในตอนคลอด เธอจึงได้ลาโรงเรียนเป็นเวลาเจ็ดวัน แต่เนื่องจากอีอีคลอดก่อนกำหนด เธอจึงได้กลับไปโรงเรียนในวันที่สี่ของการลา
วันที่กลับไปเรียน เธอเดินทางไปถึงห้องเรียนค่อนข้างสาย พอเดินเข้าไปก็พบว่าเพื่อนส่วนใหญ่มากันแล้ว ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาในห้องเรียน เพื่อนๆ บางคนกำลังรับประทานอาหารเช้า บ้างก็กำลังดื่มนม ส่วนใหญ่กำลังพูดคุยกันอย่างคึกคัก
เมื่อเห็นเธอปรากฏตัวขึ้นที่ห้องเรียน เพื่อนๆ ก็แสดงความดีใจออกมา
“หนิงโหย่วกวง อรุณสวัสดิ์” “อรุณสวัสดิ์จ้ะ”
ตรงที่นั่งแถวที่สองริมหน้าต่าง เด็กชายร่างเล็กผู้เงียบขรึมซึ่งเดิมทีกำลังถือปากกาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงก็พลันหันมามองเธอ คิ้วที่เคยขมวดอย่างเย็นชาก็คล้ายกับถูกสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ธารน้ำแข็งในฤดูหนาวก็ค่อยๆ ละลายกลายเป็นสายธารแห่งความอ่อนโยน
เขาเอนตัวเล็กน้อย แล้วดึงเก้าอี้ข้างๆ ออกมาให้เธอ
“หวางเยว่น้อย อรุณสวัสดิ์” หนิงโหย่วกวงนั่งลงบนเก้าอี้ที่เขาเพิ่งจะดึงให้
“อรุณสวัสดิ์ครับ” เสียงของเด็กชายแผ่วเบาเจือไปด้วยความยินดี
เขามองดูเธอจัดกระเป๋าหนังสือและเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยถามเสียงเบาๆ ว่า “น้องชายเกิดหรือยังครับ?”
“อืม เกิดแล้วล่ะ” หนิงโหย่วกวงพยักหน้าพลางยิ้ม ใบหน้าที่ขาวนวลราวกับหยกเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“เขาชื่ออะไรครับ?”
“ชื่อจริงว่าเซี่ยอีจุน ชื่อเล่นว่าอีอี”
“พี่สาวชอบเขามากไหมครับ?”
“ใช่แล้ว เขาตัวเล็กมาก น่ารักมากๆ เลย”
มุมปากของเด็กชายยกขึ้นเล็กน้อย เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหนังสือที่โต๊ะ แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมา
“พี่สาวครับ ของขวัญชิ้นนี้ พี่ช่วยผมส่งให้อีอีได้ไหมครับ?”
“นี่อะไรหรือ?” หนิงโหย่วกวงถามอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “ฉันเปิดดูได้ไหม?”
“ได้สิครับ เป็นกุญแจอายุยืน หวังว่าเขาจะอายุยืนและปลอดภัยครับ” ก็พี่สาวตั้งตารอการเกิดของน้องชายมากไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นผมก็จะสนับสนุนพี่สาวด้วย
“ว้าว หวางเยว่น้อยช่างใส่ใจจริงๆ เลยนะ” หนิงโหย่วกวงหัวเราะออกมา เธอเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงในมือแล้วก็ถึงกับตะลึงไป “ทำไมถึงมีกุญแจอายุยืนสองอันล่ะ?”
“อันหนึ่งเป็นเงิน อีอีตอนนี้ใส่ได้ครับ ส่วนอีกอันเป็นทอง รออีอีครบขวบแล้วค่อยใส่ ผมไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาแล้ว เขาบอกว่าถ้าเด็กอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ ก็ไม่ควรจะให้กุญแจทองโดยตรง ควรจะให้กุญแจเงินก่อน แบบนี้ถึงจะช่วยเสริมดวงชะตาได้ และหลีกเลี่ยงไม่ให้กุญแจทองทำลายดวงชะตาของเด็ก ถ้าเด็กอายุเกินหนึ่งขวบแล้ว เราก็สามารถให้กุญแจทองได้ ยังไงอีอีก็อีกไม่นานก็โตถึงหนึ่งขวบแล้ว ผมก็เลยให้ไปพร้อมกันเลยครับ”
เมื่อเห็นเด็กน้อยทำหน้าจริงจังเคร่งขรึมราวกับกำลังทำข้อสอบ หนิงโหย่วกวงก็ถึงกับหัวเราะจนฟุบลงบนโต๊ะ ท้องแข็งไปหมด ท่ามกลางสายลมยามเช้า เสียงหัวเราะที่ใสดังกังวานของเธอลอยไปไกลแสนไกล
“พี่สาวครับ ผมให้ผิดไปเหรอครับ?” ของขวัญชิ้นนี้ เขาเริ่มเตรียมการตั้งแต่ตอนที่พี่สาวบอกเขาว่าเธอกำลังจะมีน้องชาย เขาค้นหาข้อมูลอยู่นาน ไปเลือกดูที่ร้านจิวเวลรี่อยู่นาน ถึงได้ตัดสินใจ คงจะไม่ให้ผิดหรอกนะ… เด็กชายรู้สึกกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่มีผิดหรอกจ้ะ พี่ดีใจมากที่ได้รับของขวัญจากหวางเยว่น้อยแทนน้องอีอี ของขวัญของเธอนี้ยอดเยี่ยมมาก ครั้งหน้าฉันไปเจอเขาจะเอาไปให้เขาเลย พอเขาโตขึ้นอีกหน่อย ฉันจะพาเธอไปพบเขานะ”
“ได้ครับ” น้องชายของพี่สาว เขายินดีที่จะไปพบ
“ตอนนี้เขายังเล็กอยู่มาก เหมือนลิงแดงตัวน้อยๆ พอครบเดือนแล้วก็จะน่ารักมาก เธอคงจะชอบเขาแน่ๆ”
“ครับ” ขอเพียงพี่สาวชอบ ผมก็ชอบ
ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง หนิงโหย่วกวงถือล็อกเกตทองคำและเงินสองอันที่หนักอึ้งอยู่ในมือ พลางเอ่ยกับเด็กน้อยข้างๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจว่า “ล็อกเกตสองอันนี้หนักขนาดนี้ คงจะทำให้คลังสมบัติของหวางเยว่น้อยว่างเปล่าแล้วมั้ง?”
“ไม่กี่หยวนเองครับ” เด็กน้อยตอบอย่างสบายๆ แล้วก็เปิดตำราขึ้นมาอ่านอย่างเงียบๆ
…
ในยามดึกสงัด สือหวางเยว่ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเปิดคอมพิวเตอร์และล็อกอินเข้าสู่โปรแกรม QQ เมื่อเห็นว่าในรายชื่อผู้ติดต่อมีรูปโปรไฟล์หลายรูปกำลังกระพริบอยู่ เขาก็เปิดดูข้อความทีละข้อความ
“ท่านเทพ อยู่ไหมครับ?” “เจ้านาย ช่วยดูหุ้นตัวนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ?” “พี่ชาย ขอคำชี้แนะหน่อยครับ!!!” “…”
เขากวาดสายตาดูข้อมูลที่กระโดดไปมาบนหน้าจออย่างรวดเร็ว แล้วจึงเลือกตอบกลับไปอย่างสบายๆ ว่า “688668 ภายในสามวันให้ขายทั้งหมด”
คนทางนั้นดูเหมือนจะรออยู่ที่หน้าจอมาโดยตลอด จึงตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า “ท่านเทพครับ แต่หุ้นตัวนี้ตอนนี้กำลังทำกำไรอยู่นะครับ…ผมเพิ่งจะแนะนำให้ญาติกับเพื่อนๆ ไป ถ้าขายภายในสามวัน ทุกคนก็ไม่ได้กำไรสิครับ?”
ดวงตาสีดำขลับของเด็กชายยามเมื่อจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ดูเหมือนจะล้ำลึกกว่าปกติ เขาทอดสายตามองดูข้อความของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แล้วก็ปิดหน้าต่างไปโดยตรงโดยไม่ตอบกลับอีก
เขาเปิดข้อความ QQ อีกข้อความหนึ่งขึ้นมา “เจ้านายครับ รูปที่ถ่ายในสัปดาห์นี้ส่งไปที่อีเมลของคุณแล้วนะครับ มีเวลาว่างก็เข้าไปดูได้ครับ”
สายตาของเด็กชายจับจ้องไปที่ข้อความนี้เป็นเวลานาน นานจนกระทั่งแสงไฟในเมืองนอกหน้าต่างเริ่มหรี่ลงไปมากแล้ว เขาจึงค่อยๆ คลิกเปิดอีเมล QQ ที่ตั้งรหัสผ่านไว้ แล้วจึงเปิดรูปภาพขึ้นมาดู
ทันทีที่รูปภาพแรกปรากฏขึ้นต่อสายตา ทั้งร่างของเด็กชายก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ครู่ใหญ่ผ่านไป เขาจึงเริ่มดูรูปภาพต่อๆ ไป ทีละรูป ทีละรูป…จนกระทั่งดูรูปภาพทั้งหมดจบ ริมฝีปากบางของเด็กหนุ่มก็ถูกฟันขาวๆ กัดจนเลือดไหลออกมาเป็นสาย
สือหวางเยว่เป็นคนว่องไวมาแต่เล็ก ในเสี้ยววินาทีที่หยดเลือดหยดแรกกำลังจะหยดลงมา เขาก็เม้มปากแน่นๆ ดูดกลืนเลือดเข้าไปในปาก แล้วจึงกลืนลงคอไป
“เหมือนกับน้ำตา…เค็ม” ในวินาทีที่กลืนเลือดลงไป เขาคิดเช่นนี้
…
ไม่กี่วันก่อนจบการศึกษา เพื่อนๆ ในชั้น ป.6/1 ดูเหมือนจะอยากใช้เวลาสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกันในโรงเรียนให้เต็มที่ ต่างพากันพูดคุยในทุกเรื่องที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมา พวกเขาไม่มีแก่ใจจะเรียนอีกต่อไป ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปที่เรื่องจบแล้วจะไปฉลองที่ไหนดี ปิดเทอมฤดูร้อนจะไปเที่ยวที่ไหนกัน หรือที่บ้านได้จัดค่ายฤดูร้อนอะไรไว้ให้แล้วบ้าง
ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก มีเพียงที่นั่งริมหน้าต่างแห่งหนึ่งที่ดูเงียบเหงาอยู่บ้าง เด็กชายร่างผอมบางในเสื้อแขนสั้นสีขาวกำลังถือปากกาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง รอบกายอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่เย็นชาและโดดเดี่ยว
หนิงโหย่วกวงสัมผัสได้ว่าเด็กชายในช่วงสองสามวันนี้เงียบขรึมลงกว่าเดิมมาก เขามักจะมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ และยังเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง เธอจึงเริ่มชวนเขาคุยว่า “หวางเยว่น้อย จบแล้วมีแผนอะไรไหม?”
“หะ?” เด็กน้อยหันมามองเธอ สายตาของเขายังคงกระจัดกระจาย เห็นได้ชัดว่าใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
“ฉันถามว่าจบแล้วมีแผนอะไรไหมน่ะ ทุกคนกำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่ไม่ใช่หรือ เลยอยากจะถามเธอดู”
“ไม่มีแผนครับ พี่สาวมีเหรอครับ?” เด็กชายส่ายหน้า
“มีก็มีนะ แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า ต้องคุยกับคุณลุงรองกับคุณลุงอีกคนหนึ่งก่อนถึงจะรู้”
“แล้วมันคืออะไรเหรอครับ?” ในดวงตาของเด็กน้อยฉายแววสงสัย
“ไปเที่ยวขั้วโลกเหนือ” หนิงโหย่วกวงเอนตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย แล้วกระซิบกับเด็กน้อย
“ไปขั้วโลกเหนือเหรอครับ?” สือหวางเยว่ประหลาดใจ “ไปดูแสงเหนือเหรอครับ?”
“นอกจากหมีขั้วโลกแล้ว ยังมีกวางเรนเดียร์กับหมาป่าขั้วโลกด้วยนะ…”
เด็กน้อยไม่เคยเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาเช่นนี้ในดวงตาของพี่สาวมาก่อน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจขึ้นมา “ผมไปกับพี่สาวได้ไหมครับ?”
“ได้สิ” หนิงโหย่วกวงพยักหน้า “แต่หวางเยว่น้อยอาจจะต้องคุยกับคนที่บ้านก่อนนะ เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ต้องใช้เงินสองแสนกว่าเลย”
ในยุคสิบปีก่อน ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะสามารถนำเงินสองแสนกว่าหยวนให้เด็กคนหนึ่งไปเที่ยวขั้วโลกเหนือได้
“ได้ครับ ผมจะกลับไปคุยกับคนที่บ้านดู” เด็กหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย
ค่ำคืนนั้น สือหวางเยว่ได้สนทนากับหลิ่วซู่ซู่เกี่ยวกับเรื่องที่อยากจะไปเที่ยวขั้วโลกเหนือหลังจบการศึกษา พอหลิ่วซู่ซู่ได้ยินว่าต้องใช้เงินสองแสนกว่า เธอก็ปฏิเสธในทันที “หวางเยว่ ลูกเสียสติไปแล้วเหรอ ใช้สองแสนกว่าเพื่อจะไปเที่ยวแค่ครั้งเดียว รู้ไหมว่ามันมากแค่ไหน?”
สายตาของสือหวางเยว่จับจ้องไปที่ผ้าห่มแอร์สีชมพูบนตัวของเธอ เขาได้แต่ก้มหน้าฟังเธอพูดอยู่พักใหญ่ แล้วจึงค่อยๆ ถามขึ้นว่า “สองแสนกว่าหยวน เราไม่มีเหรอครับ?”
“แน่นอนว่าไม่มี! ต่อให้มีก็ไม่ให้เอาไปเที่ยวหรอกนะ เงินเยอะขนาดนั้น ลูกคิดว่าตัวเองเป็นหยางหยางหรือยังไง? พ่อของเขาเก่งเรื่องหาเงิน แต่พ่อของลูกน่ะหาเงินไม่เก่งนะ อย่าได้ยินว่าคุณหนูบ้านหนิงจะไปขั้วโลกเหนือ ก็คิดอยากจะไปด้วย คุณหนูหนิงเป็นใคร แล้วลูกล่ะเป็นใคร?”
“ทุกเดือนที่บ้านจะให้เงินค่าใช้จ่ายกับแม่สองแสน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพวกเราสามคนคือห้าหมื่น ทุกเดือนก็ยังคงเหลืออีกแสนห้าหมื่น”
สือหวางเยว่ไม่ได้รีบร้อนที่จะโต้แย้งคำพูดของหลิ่วซู่ซู่ แต่ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ แล้วจึงคำนวณบัญชีให้ฟังอย่างใจเย็น ในดวงตาของเขาซ่อนกระแสน้ำวนสีดำที่หลิ่วซู่ซู่มิอาจมองเห็นไว้
หลิ่วซู่ซู่ไม่ได้คิดอย่างอื่น พอได้ยินลูกชายเริ่มคำนวณบัญชีกับตน ก็พลันรู้สึกร้อนตัวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ในขณะเดียวกันความโกรธก็ปะทุขึ้นมาทันที เสียงของเธอแหลมขึ้นหลายส่วน
“ใครใช้ให้แกมาคำนวณบัญชีของบ้านเรา! นี่เป็นเรื่องที่แกควรจะเข้ามายุ่งหรือไง? อย่าคิดว่าเรียนเก่งหน่อยแล้วจะเหาะเหินเดินอากาศได้นะ! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ มาคำนวณบัญชีกับฉันเนี่ยนะ?”
“ผมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ตราบใดที่เป็นเรื่องของครอบครัว ผมก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะซักถาม” พี่สาวเคยสอนเรื่องการจัดการการเงินให้ผมมาก่อนแล้ว
หลังจากที่ได้รับการดูแลและชี้แนะอย่างดีจากหนิงโหย่วกวงมาเป็นเวลาหกปี สือหวางเยว่ก็ได้เรียนรู้ที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่ไม่ดีของผู้อื่นมามีอิทธิพลต่อตนเอง และไม่ถูกดึงเข้าไปในวังวนของอารมณ์ขยะเหล่านั้น ไม่ว่าหลิ่วซู่ซู่จะตื่นตกใจแค่ไหน เขาก็ยังคงพูดจาอย่างไม่รีบร้อน
“สิทธิ์เหรอ? แกจะไปรู้อะไรว่าสิทธิ์คืออะไร” หลิ่วซู่ซู่หัวเราะอย่างโกรธจัด “รอให้แกอายุครบสิบแปดแล้วค่อยมาคุยเรื่องสิทธิ์กับฉัน! ส่วนเรื่องไปเที่ยวขั้วโลกเหนือ ฉันไม่มีเงินให้แกไปหรอกนะ ถ้าแกอยากจะไปจริงๆ ก็ลองไปดูสิว่าใครจะยอมให้เงินแก มีเงินก็ไป ไม่มีเงินก็อยู่บ้านทบทวนบทเรียนของปีหน้าให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
พูดจบ เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งจะวางลงขึ้นมาเล่นต่อ “กลับไปนอนได้แล้ว ออกไปแล้วก็ปิดประตูด้วย”
(จบบท)