เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

CH.19-21 ปลาเค็มไม่ยอมนิ่งเฉย/เขาอยากจะตามพี่สาวให้ทัน/คนเสียสติ

CH.19-21 ปลาเค็มไม่ยอมนิ่งเฉย/เขาอยากจะตามพี่สาวให้ทัน/คนเสียสติ

CH.19-21 ปลาเค็มไม่ยอมนิ่งเฉย/เขาอยากจะตามพี่สาวให้ทัน/คนเสียสติ


บทที่ 19 ปลาเค็มไม่ยอมนิ่งเฉย

สือหวางเยว่ไม่รู้ถึงความตื่นเต้นในใจของหลิ่วซู่ซู่ ตรงกันข้าม เขากลับกำลังกังวลกับอีกปัญหาหนึ่ง

“แม่ครับ ต่อไปคุณอารองจะให้เงินแม่น้อยลงไหมครับ”

ความดีใจที่เพิ่งผลิบานในใจของหลิ่วซู่ซู่พลันมลายหายไปสิ้น ราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดถังใหญ่

“พรุ่งนี้เราไปยอมรับผิดแล้วก็ขอโทษเธอด้วยกันเถอะ”

เด็กน้อยมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด หากแต่เม้มริมฝีปากแน่น

ทำไมความสุขถึงอยู่ได้ไม่นานกว่านี้อีกสักหน่อยนะ?

โดยปกติแล้ว เด็กๆ ในครอบครัวฐานะดีของเมืองจิ่นเฉิงนั้น จะเริ่มเรียนรู้ทักษะต่างๆ ตั้งแต่เริ่มหัดเดิน แต่ทว่าบ้านตระกูลเซี่ยกลับไม่ได้กดดันถึงเพียงนั้น จึงนับว่าเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างผ่อนปรนกับลูกๆ

พวกเขาปล่อยให้เด็กๆ ในบ้านได้เล่นอย่างสบายใจจนถึงวัยเข้าอนุบาล พอเข้าโรงเรียนแล้ว จึงค่อยส่งไปเรียนในคอร์สฝึกอบรมต่างๆ ตามความสนใจของเด็กแต่ละคน

ชาติที่แล้วหนิงโหย่วกวงต้องเรียนทั้งคอร์สฝึกอบรมและเรียนพิเศษตัวต่อตัวจนแทบจะอาเจียน

เมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้ง ทักษะเหล่านี้ก็ไม่ได้เลือนหายไปไหน ในที่สุดเธอก็ได้รับการปลอบใจอยู่บ้าง และยังมีต้นทุนที่จะใช้ชีวิตแบบปลาเค็มได้มากขึ้นอีกด้วย

เซี่ยไห่ถังเองก็อยากจะส่งหนิงโหย่วกวงน้อยไปเรียนเหมือนเด็กๆ คนอื่นในบ้าน แต่เด็กกลับยืนกรานว่าไม่อยากเรียน

ในเมื่อไม่อยากเรียน ก็ไม่เป็นไร

ยังไงเสียเด็กก็ฉลาดพอตัวอยู่แล้ว ทั้งฐานะทางบ้านก็มั่นคง จึงไม่ต้องกลัวว่าโตขึ้นจะไม่มีกิน

ถึงแม้วันเกิดครบรอบห้าขวบจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นวันที่ควรค่าแก่การจดจำ

สือหวางเยว่ได้สัมผัสกับความสุขของการมีวันเกิดเป็นครั้งแรก และยังทำให้สือหม่านชวนนึกขึ้นได้ในที่สุดว่าเขายังมีหลานชายอีกคนหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ ทรัพยากรที่สือหวางเยว่ได้รับจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สือทงหยางได้เรียนอะไร เขาก็ได้รับอนุญาตให้ตามไปเรียนด้วยได้

ลูกชายของคนบ้านนอกกับคนปัญญาอ่อน กลับได้รับสิทธิ์ทางการศึกษาทัดเทียมกับลูกชายของเธอ

แม้จ้าวเฟยเอ๋อร์จะไม่เคยเห็นหลิ่วซู่ซู่กับลูกชายอยู่ในสายตา แต่ก็อดที่จะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาไม่ได้

และเมื่อเธอไม่พอใจ ชีวิตของหลิ่วซู่ซู่ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ครั้นเมื่อหลิ่วซู่ซู่ไม่สบายใจ สือหวางเยว่ก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ

เด็กแต่ละคนล้วนเป็นปัจเจกบุคคล มีทั้งพรสวรรค์ ความชอบ และคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป ดังนั้นสิ่งที่เหมาะจะเรียนและสิ่งที่สามารถเรียนได้ดีก็ย่อมไม่เหมือนกัน

สือทงหยางมีสิทธิ์เลือก แต่หวางเยว่เป็นเพียงตัวแถม เขาจึงไม่มีสิทธิ์เลือก

ทำได้เพียงแค่สือทงหยางเรียนอะไร เขาก็ต้องเรียนตามนั้นไปโดยปริยาย

นับตั้งแต่ลูกชายเป็นที่สนใจของพ่อสามี หลิ่วซู่ซู่ผู้ซึ่งเคยเป็นได้แค่คนถือรองเท้าให้จ้าวเฟยเอ๋อร์ แม้เวลาอยู่ต่อหน้าจะยังคงนอบน้อมถ่อมตน แต่ความปรารถนาที่จะเอาชนะซึ่งเคยถูกกดข่มไว้ ก็ได้พบจุดสมดุลใหม่บนตัวของลูกชายนั่นเอง

นับจากนั้นเป็นต้นมา หลิ่วซู่ซู่ก็ได้ใช้ความต้องการควบคุมอันแรงกล้าของเธอจัดการทุกอย่างให้ลูกชาย ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทาง ไปจนถึงการเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน เธอเฝ้าติดตามลูกชายอย่างใกล้ชิดด้วยเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือหวางเยว่จะต้องเก่งกาจกว่าสือทงหยางในทุกๆ ด้านที่เรียน

หลังจากที่สือหวางเยว่ชนะการแข่งขันและได้รางวัลที่หนึ่งโดยบังเอิญ ทั้งยังเป็นที่รับรู้และได้รับคำชมเชยจากสือหม่านชวน หลิ่วซู่ซู่ก็ยิ่งค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิต นั่นคือลูกชายของเธอจะต้องได้ที่หนึ่งในทุกสิ่งที่ทำ หากได้ต่ำกว่านี้ ก็ต้องพยายามให้มากขึ้นจนกว่าจะได้ที่หนึ่งมาครอง

ทว่าไม่ว่าเด็กคนไหนจะมีความสามารถโดดเด่นเพียงใด ย่อมต้องมีจุดอ่อนเป็นธรรมดา

สือหวางเยว่เป็นเด็กที่เชื่อฟังมาตั้งแต่เล็ก เขามีสมาธิดี มีความเข้าใจสูง และยังว่าง่าย เรียนอะไรก็ตั้งใจเสมอ ในขณะที่สือทงหยางมีพรสวรรค์ธรรมดา การที่เขาจะเรียนอะไรให้เก่งกว่าสือทงหยางจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะให้เขาได้ที่หนึ่งในทุกวิชานั้น จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก

เพราะบนโลกใบนี้ ไม่เคยขาดแคลนคนที่มีพร้อมทั้งเงินทอง ทรัพยากร พรสวรรค์ และยังขยันกว่า

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่แม่ตั้งไว้ เขาจึงสูญเสียเวลาเล่นสนุกทั้งหมดไป ในแต่ละวันนอกจากกินกับนอนแล้วก็มีแต่เรียน แม้แต่พ่อของเขาเอง หลิ่วซู่ซู่ก็ไม่ยอมให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกันมากนัก

ในค่ำคืนในฤดูร้อน

แม้มลภาวะจากฝุ่นในเมืองจะรุนแรงจนบดบังแสงดาว แต่ในสวนกลับอุดมไปด้วยพฤกษชาติเขียวชอุ่ม ทั้งยังได้ยินเสียงแมลงร้องระงมแว่วมา

บ้านของตระกูลเซี่ยเป็นคฤหาสน์เก่าแก่ทรงลานบ้านที่สร้างขึ้นในสมัยสาธารณรัฐจีน มีพื้นที่กว้างขวางและเก่าแก่

ในตอนนี้ ภายในสวนมีเก้าอี้โยกไม้ไผ่วางอยู่สองตัว เซี่ยหรงกับหนิงโหย่วกวงน้อยนอนอยู่บนเก้าอี้คนละตัว พลางโบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์

สิ่งที่แตกต่างกันเล็กน้อยคือ เซี่ยหรงถือพัดกระดาษ ส่วนหนิงโหย่วกวงน้อยถือพัดกลม

เพราะอากาศร้อน คนอื่นๆ ในบ้านตระกูลเซี่ยจึงหลบเข้าไปเปิดเครื่องปรับอากาศในบ้านกันหมด มีเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างหนิงโหย่วกวงน้อยและเซี่ยหรงที่เลือกจะออกมานั่งรับลมธรรมชาติในสวนเพื่อคลายร้อน

เมื่อหนิงโหย่วกวงเอ่ยถึงเรื่องของหวางเยว่น้อยในช่วงนี้ เธอก็อดที่จะรู้สึกหัวร้อนขึ้นมาไม่ได้

“เธอเสียสติไปแล้ว แต่ตัวเองกลับไม่รู้ตัว”

“ข้อเรียกร้องมันเข้มงวดไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละ”

“คุณตาคะ นี่เรียกว่าเข้มงวดเหรอคะ? นี่มันเป็นโรค ต้องรักษานะคะ! หนูหวังเหลือเกินว่าจะมีโรงเรียนสักแห่งที่สอนพ่อแม่ทุกคนถึงวิธีเลี้ยงลูก วิธีควบคุมอารมณ์ สอนเสร็จแล้วยังต้องมีการประเมินผลด้วย ผู้ใหญ่คนไหนที่สอบไม่ผ่าน ห้ามมีลูกเด็ดขาด”

เมื่อเห็นหลานสาวที่ปกติจะใจเย็นเสมอ บัดนี้กลับโกรธจนแก้มป่องเป็นปลาปักเป้าน้อย เซี่ยหรงก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเด็กโกรธถึงเพียงนี้ ก็ยังคงต้องปลอบใจเป็นอย่างดี “ตอนที่คุณตาเรียนหนังสือในสมัยก่อน คุณครูก็ถือไม้เรียวคอยกระตุ้นให้พวกเราเรียนทุกวันเหมือนกัน แค่มีอะไรไม่พอใจนิดหน่อย ก็จะโดนเฆี่ยนสองสามที ดูสิ พวกเราก็โตมาอย่างดีไม่ใช่เหรอ? ความกังวลของหลานน่ะตาเข้าใจได้ แต่ก็ไม่ต้องเครียดเกินไปหรอกนะ”

“คุณตาคะ สมัยของคุณตากับสมัยนี้ไม่เหมือนกันนะคะ ระดับจิตวิญญาณของเด็กสมัยนี้ไม่เท่ากัน จะใช้วิธีเลี้ยงดูแบบเดียวกันไม่ได้หรอกค่ะ มันง่ายที่จะทำให้เด็กมีปัญหาทางจิตใจนะคะ”

ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงไม่อยากให้เขาต้องซ้ำรอยเดิม เพราะในชาติที่แล้ว บอสใหญ่เองก็มีอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเช่นกัน

ในช่วงเลิกเรียนวันหนึ่ง หนิงโหย่วกวงได้เรียกหลิ่วซู่ซู่ที่มารับเด็กทั้งสองคนไว้ และฉวยโอกาสพูดคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว

ในสนามของโรงเรียนอนุบาลสองภาษาสายรุ้งนั้นเต็มไปด้วยเสียงจอแจ

เธอพาหลิ่วซู่ซู่ไปยังมุมที่ค่อนข้างเงียบ ส่วนสือทงหยางกับสือหวางเยว่ถูกเซี่ยหรงพาไปยืนรออยู่ไกลออกไป

ในตอนแรกหลิ่วซู่ซู่ไม่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร จนกระทั่งเธอเอ่ยถามถึงเรื่องการเรียนที่บ้านของลูกชาย เธอก็เข้าใจจุดประสงค์ของเด็กหญิงในทันที

“คุณน้าคะ คุณน้าคิดว่าการที่ลูกชายได้ที่หนึ่งสำคัญกว่า หรือการที่เขายังคงสนใจในการเรียนอย่างต่อเนื่องสำคัญกว่ากันคะ?”

ไม่ว่าจะมียศศักดิ์สูงส่งเพียงใด ก็ยังเป็นแค่เด็กหญิงอายุหกขวบอยู่ดี

จะไปเข้าใจอะไรได้?

สีหน้าของหลิ่วซู่ซู่ยังคงอ่อนโยน แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมาเสียแล้ว

“ในเมื่อเขาสามารถได้ที่หนึ่งได้ ก็ต้องเอาที่หนึ่งสิ”

“คุณน้าคะ แล้วคุณน้าจะรับประกันได้ไหมคะว่าลูกชายของคุณน้าจะสามารถได้ที่หนึ่งในทุกสิ่งที่ทำไปตลอดชีวิต?”

“ฉันสามารถทำให้เขาพยายามได้”

“แล้วถ้าพยายามแล้วก็ยังไม่ได้ที่หนึ่งล่ะคะ?”

“นั่นก็ต้องเป็นเพราะหวางเยว่พยายามไม่พอ”

“คุณน้าคะ หนูทราบดีว่าคุณน้าหวังดีกับหวางเยว่ แต่คุณน้าเคยลองคิดดูบ้างไหมคะ ว่าบนโลกใบนี้...หาใช่ทุกคนที่พยายามอย่างหนักแล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการ หรือบรรลุเป้าหมายของตัวเองเสมอไป เรื่องเดียวกัน บางคนใช้ความพยายามแค่สามส่วน ก็ได้ผลลัพธ์สิบส่วน แต่บางคน ต่อให้ใช้แรงทั้งหมด ก็ยังทำได้ไม่ถึงครึ่งของคนแรกเลย คุณน้ารู้ไหมคะว่าทำไม? นั่นก็เพราะมันต้องใช้พรสวรรค์ค่ะ นี่คือสิ่งที่อยู่ในยีนซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หวางเยว่เก่งมากก็จริง เขาสามารถทำได้ดีที่สุดในสิ่งที่เขาถนัด แต่เขาไม่สามารถทำได้ดีที่สุดในทุกๆ ด้านได้หรอกค่ะ คุณน้าคะ ต่อให้เป็นคุณน้าเอง ก็ทำไม่ได้ใช่ไหมคะ?”

ดังนั้น เรื่องที่ตัวเองทำไม่ได้ แล้วจะไปเรียกร้องให้ลูกชายทำได้อย่างไรกัน?

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 20 เขาอยากจะตามพี่สาวให้ทัน

“...” หลิ่วซู่ซู่เงียบไป

“ยิ่งไปกว่านั้น คุณน้าเคยคิดบ้างไหมคะ ว่าการที่คุณน้าตั้งมาตรฐานให้หวางเยว่ว่าต้องได้ที่หนึ่งเท่านั้นถึงจะนับว่าดีนั้น...จะส่งผลอย่างไร? ในอนาคต...หากเขาเกิดไม่ได้ที่หนึ่งในบางเรื่องขึ้นมา เขาก็จะรู้สึกผิดหวัง ไม่พอใจ และมองว่าตัวเองไม่ดีพอ จนเกิดความท้อแท้ในที่สุด สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับวิชาหรือทักษะที่เคยสร้างความผิดหวังให้เขาอีกต่อไป หรือหากเลวร้ายกว่านั้น เมื่อเขาต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น และไม่ได้ที่หนึ่งมากขึ้น เขาก็จะผิดหวังและไม่พอใจไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นเกลียดชังตัวเอง เขาจะค่อยๆ สูญเสียความรักในชีวิต สูญเสียความกระตือรือร้นต่อโลก สูญเสียความคาดหวังในการมีชีวิตอยู่...เขาจะตายนะคะ นี่คือผลลัพธ์ที่คุณน้าต้องการหรือคะ?”

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น” หลิ่วซู่ซู่ถูกคำพูดของเด็กหญิงตรงหน้าทำเอาสับสน เธอจ้องมองดวงตาที่แดงก่ำของเด็กหญิงแล้วโต้กลับอย่างตรงไปตรงมา “ไหนเลยจะร้ายแรงขนาดที่เธอพูด เด็กก็ควรจะตั้งใจเรียนสิ ไม่ตั้งใจเรียนแล้วโตขึ้นจะเป็นคนไร้ค่าหรือไง?”

“คุณน้าคะ ไม่ใช่ว่าเด็กไม่ควรตั้งใจเรียน แต่ต้องรู้จักพอดี หลักการที่ว่าแข็งเกินไปย่อมแตกหักง่าย คุณน้าคงจะไม่ทราบ”

ชาติที่แล้วหลังจากที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านจิตวิทยา คนประเภทปากแข็งเถียงข้างๆ คูๆ อย่างหลิ่วซู่ซู่นี้ หนิงโหย่วกวงเคยเจอมานับไม่ถ้วน

ถึงแม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลี้ยงดูและค่านิยมของอีกฝ่าย แต่เพื่อให้เด็กน้อยได้มีชีวิตที่ดีขึ้น หนิงโหย่วกวงก็มีความอดทนมากพอ

สือหวางเยว่อยากรู้มากว่าพี่สาวคุยอะไรกับแม่ แต่เขามักจะเป็นคนประเภทที่ถ้าคนอื่นไม่พูด เขาก็จะไม่ถาม สามารถเก็บความสงสัยไว้ได้เป็นอย่างดี

แต่สือทงหยางกลับไม่ใช่ เขาอยากรู้อะไรก็ต้องรู้เดี๋ยวนั้น

หลังจากที่หลิ่วซู่ซู่กลับมาหาพวกเขา เขาก็รีบเข้าไปเกาะแกะถามทันทีว่าเพื่อนนักเรียนหนิงโหย่วกวงพูดอะไร

สือทงหยางในวัยหกขวบ จะเกลียดสือหวางเยว่ที่ได้เล่นกับหนิงโหย่วกวงเหมือนเด็กที่ถูกแย่งของเล่น แต่กลับไม่เกลียดสือหวางเยว่ที่เรียนหนังสือด้วยกัน

เพราะการเรียนก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร หวางเยว่อยากเรียนก็ให้เขาเรียนไปสิ ยังไงเรียนแล้วก็ยังช่วยตัวเองทำการบ้าน เป็นคู่ซ้อมให้ได้อีก

“เขาถามแม่ว่าพวกเธอเรียนวิชาอะไรกันบ้าง”

“เขาอยากจะเรียนกับพวกเราด้วยแล้วเหรอ?”

สือหวางเยว่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาทุกคำ แต่กลับไม่เชื่อคำพูดของแม่เลยแม้แต่น้อย

พี่สาวเคยบอกไว้ว่า สิ่งที่เธออยากเรียนก็ได้เรียนไปหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรมากมายขนาดนั้น

หลิ่วซู่ซู่จดจำคำพูดของคุณหนูตระกูลหนิงไว้ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงใช้แรงกดดันกับลูกชายต่อไป ไม่ยอมให้เขาผ่อนคลายแม้แต่น้อย

หนิงโหย่วกวงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ทำไมต้องเกิดใหม่ตอนอายุสี่ขวบด้วยนะ?

ทำเอาตอนนี้เธอที่เป็น “ผู้ใหญ่” แล้วก็ยังต้องอาศัยอยู่บ้านคุณตา ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ และก็ไม่สามารถพาหวางเยว่น้อยออกไปเล่นตามใจชอบได้

เธอจึงทำได้เพียงใช้เวลาช่วงเรียนหนังสือเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเด็กน้อยให้มากขึ้น ให้เขาได้ใช้เวลาเหล่านี้ในการผ่อนคลาย และพยายามถ่ายทอดแนวคิดการศึกษาที่ถูกต้องให้เขาในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน

ไม่นานนัก หลิ่วซู่ซู่ก็พบว่าลูกชายเริ่มไม่เชื่อฟังและควบคุมไม่ได้แล้ว

เขาไม่ยอมยึดถือมาตรฐานที่เธอตั้งไว้เป็นเป้าหมายอีกต่อไป เขาสามารถกำหนดเป้าหมายของตัวเองได้แล้ว และเมื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง เขาก็จะไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

การปรากฏขึ้นของสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้หลิ่วซู่ซู่แทบจะคลั่ง เธอจึงตีเขาอย่างรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง

แต่ทว่าทุกครั้งที่ลูกชายถูกตี เขาก็จะยืนนิ่งๆ ปล่อยให้เธอตี

พลางใช้ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองเธอไม่กระพริบ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

นัยน์ตาสีดำขลับของเขา เธอเห็นใบหน้าและสีหน้าของตัวเอง...ราวกับคนบ้าที่เป็นโรคประสาท

หลิ่วซู่ซู่ที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ได้สังเกตเลยว่าหลังจากที่ลูกชายไม่เชื่อฟังเธอแล้ว การเรียนของเขากลับดีขึ้น

และการดุด่าทุบตีของเธอก็ทำให้ลูกชายยิ่งเงียบขรึมต่อหน้าเธอมากขึ้นทุกที

หนิงโหย่วกวงไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นรอยแผลบนตัวของสือหวางเยว่ เมื่อเธอเห็นแล้ว เธอก็ครุ่นคิดทันทีว่าควรจะทำอย่างไรดี

แต่เด็กน้อยเองกลับดูไม่ใส่ใจกับรอยแผลเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

เธอมองดูสีหน้าที่สงบนิ่งไม่แยแสของเขาแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก

แต่เธอหารู้ไม่ว่า...ลึกๆ แล้วสือหวางเยว่กลับมีความสุขมาห

พี่สาวพูดถูก แม่ต่างหากที่ผิด!

เขายืนกรานที่จะทำตามสิ่งที่พี่สาวบอก และผลลัพธ์ก็คือ...เขาเรียนได้ดีขึ้นจริงๆ ทั้งยังไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าเดิมอีกด้วย

ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่สาวก็ไม่รู้เช่นกัน นั่นคือที่เขาพยายามเรียนอย่างหนัก อยากจะเรียนให้ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นเพราะเป้าหมายที่แม่ตั้งให้ แต่เป็นเพราะเขาอยากจะตามพี่สาวให้ทัน พี่สาวรู้หลายอย่าง เขาก็ต้องรู้หลายอย่างเช่นกัน เขายังทำไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องพยายามให้มากขึ้นไปอีก

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 21 คนเสียสติ

ลูกชายของเฉินจินสุ่ย...ตายแล้ว เขาจากไปในวัยสิบแปดปี ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย

ถ้าหากไม่ตาย ก็คงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จสิ้น และกำลังรอที่จะเข้าเรียน

นั่นคือลูกชายคนเดียวของเขา ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นแรงผลักดันทั้งหมดในชีวิตของเขา

คนที่รู้จักพ่อลูกเฉินจินสุ่ย มักจะพูดกันว่า เด็กคนนี้หน้าตาไม่เหมือนพ่อของเขาเลย ทั้งสูงทั้งหล่อแถมยังเรียนเก่งอีกด้วย

มิเช่นนั้นแล้ว คงไม่ใช่ว่าสุสานบรรพบุรุษของบ้านเฉินจินสุ่ยมีควันลอยขึ้นมาหรอกนะ ทำไมคนหน้าตาธรรมดาไม่มีความรู้อย่างเขาถึงได้มีลูกชายที่ดีถึงเพียงนี้?

แต่เฉินจินสุ่ยรู้ดีว่านี่คือลูกชายของเขา ลูกชายแท้ๆ ที่ไม่มีการปลอมแปลง

ลูกชายหน้าตาเหมือนแม่ของเขา ความฉลาดก็เหมือนแม่ของเขา...ภรรยาผู้ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วสิบปี

ภรรยาของเขาดีทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ร่างกายที่ไม่แข็งแรง ป่วยไข้มาตั้งแต่เด็ก เป็นคนขี้โรค ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ก็คงไม่ได้แต่งงานกับเขา

แต่ถึงแม้ภรรยาจะร่างกายไม่ดี ก็ยังให้กำเนิดลูกชายที่ดีให้เขา เขาจึงไม่เคยรังเกียจ และดูแลภรรยาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ตอนที่ภรรยายังอยู่ พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกก็รักใคร่กันดีมาก

ยังไงเสียเขาก็เป็นคนท้องถิ่น มีบ้านเป็นของตัวเอง ทั้งสำหรับอยู่อาศัยและให้เช่าได้ ตัวเขาเองก็มีงานที่มั่นคงในโรงงาน

หลังจากภรรยาเสียชีวิต เขาก็ไม่ได้คิดจะแต่งงานใหม่ เขามีทั้งลูกชายและบ้าน ชีวิตดีๆ ยังรออยู่ข้างหน้า

เขาพอใจกับชีวิตปัจจุบันที่ได้ทำงาน เก็บค่าเช่า และเลี้ยงลูกไปด้วย

เดิมที เขาหวังว่าชีวิตแบบนี้จะดำเนินไปจนแก่ แต่แล้วประกาศรื้อถอนกลับทำลายความสงบสุขของครอบครัวลง

เพื่อนบ้านเมื่อได้ยินว่าจะมีบ้านใหม่อยู่ แถมยังได้เงินสดอีกไม่น้อย ก็พากันย้ายออกไปอย่างมีความสุข

แต่พ่อลูกตระกูลเฉินกลับอาลัยอาวรณ์บ้านเก่า พวกเขาชอบที่จะอยู่ในบ้านหลังนี้ของตัวเอง ที่มีสวนหน้าบ้านหลังบ้านไว้ปลูกผักได้

ไม่ว่าผู้พัฒนาจะเสนอเงื่อนไขอะไรให้ พวกเขาก็บอกว่าไม่อยากย้าย

เมื่อบ้านเฉินไม่อยากย้าย ผู้พัฒนาก็ร้อนใจ

นับจากนั้น พวกเขาก็ยืดเยื้อกับบ้านเฉิน ใช้ทุกวิถีทางทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง

ในขณะที่เฉินจินสุ่ยใกล้จะทนไม่ไหวและยอมประนีประนอม และทั้งสองฝ่ายกำลังจะนั่งลงคุยกันดีๆ เรื่องราวกลับพลิกผันไปร้อยแปดสิบองศา

ลูกชายของเฉินจินสุ่ย ในคืนหนึ่งที่กลับบ้านดึกหลังเลิกเรียนพิเศษ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดถึงได้ตกลงไปในบ่อก่อสร้างข้างๆ และเสียชีวิตในที่สุด

ทันทีที่เฉินจินสุ่ยได้รับข่าว เขาก็เสียสติไปเลย

เขารู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของผู้พัฒนา ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาจะรื้อบ้าน สร้างบ้าน ลูกชายของเขาจะตกลงไปตายตอนกลางคืนได้อย่างไร

หลังจากจัดงานศพให้ลูกชายเสร็จสิ้นแต่เพียงลำพัง เขาก็เอาแต่นั่งซึมอยู่หน้าประตู ไม่กินไม่ดื่ม สายตาทอดมองไปยังไซต์ก่อสร้างข้างๆ ที่มีเสียงดังติ๊งๆ ต๊างๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนในที่สุด...ความคิดบ้าๆ ที่จะแก้แค้นก็ผุดขึ้นในใจ

เมืองจิ่นเฉิง ณ ศูนย์ฝึกอบรมฟันดาบสโก

ชายวัยกลางคนผิวคล้ำหยาบกร้านสามคนซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เตี้ยๆ ในบริเวณใกล้เคียง พลางจ้องมองเด็กชายสองคนที่เพิ่งเดินออกมาจากข้างใน

“ทำไมมีเด็กผู้ชายสองคน สือจิ่นหรงไม่ได้มีลูกชายคนเดียวหรอกเหรอ?”

“จินสุ่ย นายแน่ใจแล้วเหรอ”

“แน่ใจแล้วว่าเป็นลูกชายของสือจิ่นหรง”

ใกล้จะถึงวันหยุดฤดูร้อนแล้ว เพิ่งจะเรียนจบไปหนึ่งคาบ ถึงแม้ศูนย์ฟันดาบจะมีเครื่องปรับอากาศ แต่เจ้าอ้วนสือทงหยางก็ยังรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว

พอออกมาข้างนอกก็ยิ่งรู้สึกร้อนขึ้นไปอีก

“ร้อนจะตายอยู่แล้ว อยากกินไอศกรีม”

“นายจะเอารสอะไรล่ะ?” สือหวางเยว่มองไปที่ร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลแล้วถาม

“ช่างเถอะ ฉันไปเองดีกว่า นายรออยู่นี่แหละ” สือทงหยางรอไม่ไหวแล้ว เขาสะบัดกระเป๋าหนังสือใส่หวางเยว่ แล้วก็วิ่งไปยังร้านค้าเล็กๆ อย่างรวดเร็ว

ข้างๆ ศูนย์ฟันดาบคือศูนย์ฝึกอบรมภาษาสโก สือซิ่วเหยียนเพิ่งเลิกเรียนภาษาฝรั่งเศส พอออกจากโรงเรียนก็เห็นแค่ลูกพี่ลูกน้อง แต่กลับไม่เห็นน้องชายของตน

“น้องชายฉันล่ะ?”

สือซิ่วเหยียนปีนี้อายุ 10 ขวบ

เด็กผู้หญิงจะโตเร็วกว่าปกติ เธอสวมชุดกระโปรงสีขาว มีท่วงท่าของหญิงสาวที่งดงามแล้ว

“ไปซื้อไอศกรีมแล้ว”

“ทำไมเธอไม่ไปซื้อให้เขาล่ะ?” เธอถามด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

สือหวางเยว่ไม่อยากจะตอบคำถามแบบนี้ของเธอ จึงหันหน้าไปทางอื่นเล็กน้อย

ข้างพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่อยู่ไม่ไกล ชายคนหนึ่งเมื่อเห็นสือซิ่วเหยียนปรากฏตัว สีหน้าก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้น

“นั่นลูกสาวของสือจิ่นหรง”

“คราวนี้พวกเราต้องไม่พลาดเด็ดขาด” เฉินจินสุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แววตาฉายประกายแห่งความบ้าคลั่งออกมาวูบหนึ่ง น่าเสียดายที่คนข้างๆ ทั้งสองกำลังมัวแต่ตื่นเต้นและดีใจจนมิได้สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น

(จบบท)

จบบทที่ CH.19-21 ปลาเค็มไม่ยอมนิ่งเฉย/เขาอยากจะตามพี่สาวให้ทัน/คนเสียสติ

คัดลอกลิงก์แล้ว