- หน้าแรก
- การเกิดใหม่ของลูกสาวดาราสายแพทย์
- CH.1-3 เกิดใหม่/รู้จักสมุนไพรแล้ว/รู้จักสมุนไพรแล้ว
CH.1-3 เกิดใหม่/รู้จักสมุนไพรแล้ว/รู้จักสมุนไพรแล้ว
CH.1-3 เกิดใหม่/รู้จักสมุนไพรแล้ว/รู้จักสมุนไพรแล้ว
บทที่ 1 เกิดใหม่
“ก็บอกแล้วไงว่ากองถ่ายยุ่งมาก ออกมาไม่ได้เลย ของขวัญที่เธออยากได้ก็ส่งให้แล้ว เธอยังจะไม่พอใจอะไรอีก?”
“คริสต์มาสมีแค่ของขวัญมันจะพอได้ยังไง? ถ้าสามีไม่อยู่ข้างๆ แบบนี้ จะเรียกว่าคริสต์มาสได้เต็มปากเหรอ? ถ้าอยากได้แค่ของขวัญ ฉันซื้อเองก็ได้ไหม?”
“เซี่ยโยวชิง เธออย่ามาทำเรื่องวุ่นวายได้ไหม? ตอนนี้ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว งานรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ยังจะให้กลับบ้านไปฉลองคริสต์มาสอีก เธอจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้หรือยัง?”
“ถ้าไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่กับฉัน ก็บอกมาตรงๆ สิ จะเอางานมาอ้างทำไม?”
“เธอ...”
“หยุดสักทีเถอะค่ะ!” หนิงโหย่วกวงพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงคนไข้อย่างยากลำบาก พลางมองดูพ่อแม่ตรงหน้าอย่างงุนงง...ทำไมทั้งสองคนดูเด็กกว่าปกติขนาดนี้
“ลูกรัก ตื่นแล้วเหรอ?” พอได้ยินเสียงลูกสาว หนิงอี้ก็รีบก้าวฉับๆ มาที่ข้างเตียงทันที
“ทำไมพวกคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้คะ?” หนิงโหย่วกวงยกมือขึ้นเคาะขมับเบาๆ พอรู้สึกเจ็บแปลบ ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีเข็มน้ำเกลือปักคาอยู่ที่หลังมือ และเพราะเธอขยับตัวแรงเกินไป เลยทำให้เลือดไหลย้อนกลับเข้ามาในสาย
“อย่าขยับนะลูก มีอะไรบอกพ่อ เดี๋ยวพ่อจัดการให้เอง มือของลูกยังมีเข็มคาอยู่เลยนะ” หนิงอี้รีบจับข้อมือของลูกสาวไว้แน่น เพราะกลัวว่าถ้าเธอขยับอีกจะเผลอดึงเข็มออกจนเจ็บตัว
“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ?”
แต่หนิงโหย่วกวงไม่ได้สนใจเข็มที่มือตัวเองเลย สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ เธอยังจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกำลังขับรถหนีแฟนคลับโรคจิตกับนักข่าวอยู่... ไม่สิ ตอนนั้นมีเด็กคนหนึ่งโผล่ออกมาตรงทางแยกพอดี เธอเลยหักพวงมาลัยหลบ แล้วรถก็พุ่งเข้าไปชนกับรถบรรทุกที่วิ่งสวนมาอย่างจัง
ถ้าอย่างนั้น...ก็หมายความว่าเธอได้เกิดใหม่เหรอ?
“บ่ายโมงกว่าแล้วจ้ะลูก หิวรึเปล่า เดี๋ยวพ่อไปซื้อโจ๊กให้ดีไหม?”
“หนูไม่ได้ถามเวลาค่ะ หนูถามว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร แล้วก็ปีอะไร”
“วันที่ 3 มกราคม ปี 2004 จ้ะลูกรัก ถามไปทำไมเหรอ?”
“อ๋อ...” หนิงโหย่วกวงหลุบตาลงเล็กน้อย งั้นตอนนี้เธอก็ยังอายุไม่ถึงห้าขวบดีสินะ มิน่าล่ะ มือถึงได้เล็กขนาดนี้... เฮ้อ
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เธอก็ตัดสินใจพูดขึ้น “หนูจะออกจากโรงพยาบาลค่ะ”
“ไม่ได้นะลูก ลูกยังไม่หายดีเลย”
“ไม่เอาค่ะ หนูจะออกเดี๋ยวนี้”
อาจเป็นเพราะประสบการณ์จากชาติก่อนละมั้ง ที่ทำให้ทุกครั้งที่เธอป่วยตั้งแต่เด็กจนโต ก็มักจะต้องนอนโรงพยาบาลคนเดียวเสมอ แม้ห้องพักจะหรูหราแค่ไหน แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยมาเยี่ยมสักครั้ง ถึงโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นของตระกูลเธอเอง และพยาบาลจะดูแลเป็นอย่างดี เธอก็ยังเกลียดความเหงาและความเย็นเยียบในห้องพักผู้ป่วยอยู่ดี
“รอให้หายดีก่อนแล้วค่อยออกได้ไหม?” เซี่ยโยวชิงเอ่ยกล่อมลูกสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่เอาค่ะ จะออกตอนนี้เลย นี่เป็นแค่ไข้ธรรมดา ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวจัดยาสักสองสามชุดมากินก็หายแล้ว”
“ว้าว ลูกพ่อเก่งจัง รู้จักจัดยาเป็นด้วยเหรอ?” หนิงอี้พูดพร้อมรอยยิ้มใจดี มองลูกสาวตัวน้อยที่น่ารักราวกับตุ๊กตาด้วยความเอ็นดู โดยคิดว่าเธอคงพูดเล่นไปตามประสาเด็ก
เมื่อเห็นท่าทีของทั้งสอง หนิงโหย่วกวงก็ขี้เกียจจะอธิบายอะไรอีก เธอนั่งนิ่งๆ แล้วย้อนนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กของชาติก่อนแทน
กว่าจะโตขึ้นมาได้ แต่กลับต้องย้อนมาเริ่มต้นชีวิตในวัยห้าขวบใหม่อีกครั้ง มันก็น่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย แต่เพราะเธอเป็นคนแบบนี้ ต่อให้โชคชะตาจะยื่นไพ่ที่แย่ๆ มาให้ เธอก็จะพยายามเล่นมันให้ดีที่สุดเสมอ
“แล้วป้าอวงล่ะคะ?”
“ป้าอวงลางานจ้ะ พอดีลูกสาวเขาคลอดลูก ป้าเขาก็เลยกลับไปดูหลาน อีกสักสองสามวันคงกลับมา ลูกคิดถึงเขาเหรอ?”
หนิงโหย่วกวงกลอกตาให้คุณพ่อผู้แสนดีราวกับเทพบุตรของเธอ “คิดถึงอะไรกันคะ? คิดถึงที่เขานั่งดูทีวีทั้งวันอยู่บ้านกับหนู หรือคิดถึงที่เขาทำบะหมี่ไข่มะเขือเทศให้กินทุกมื้อกันแน่?”
คำพูดนั้นทำเอาหนิงอี้กับเซี่ยโยวชิงถึงกับนิ่งอึ้งไป
“อย่ามองหนูเหมือนเห็นผีสิคะ ตอนพวกคุณไม่อยู่บ้าน หนูก็อยู่แบบนั้นแหละค่ะ ดูทีวี กินบะหมี่” ถึงว่าสิ ตอนเด็กถึงได้ขาดสารอาหารจนผอมแห้งราวกับถั่วงอก แต่ก็เพราะทั้งพ่อและแม่ต่างอยู่ในวงการบันเทิง ได้เจอแต่คนผอมบางร่างนางแบบทุกวัน เลยไม่เคยรู้สึกว่าลูกสาวของตนผอมเกินไปเลยสักนิด แถมยังถูกป้าอวงที่แสร้งทำหน้าหวานแต่ใจร้ายหลอกเอาได้ ทั้งให้เงิน ทั้งยังช่วยจัดหางานให้ลูกสาวของหล่อนอีกต่างหาก ตอนนั้นเธอยังเด็ก อยู่บ้านก็มีแค่พี่เลี้ยงเป็นเพื่อน เลยไม่รู้เลยว่าคนอย่างป้าอวงน่ะสมควรโดนไล่ออกไปตั้งนานแล้ว
ณ เมืองจิ่นเฉิง
ภายในเครือหมู่บ้านหยุนติ้งหลานซาน หนิงอี้กับเซี่ยโยวชิงพาลูกสาวกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ยังคงล่องลอย เหมือนกับว่าลูกสาวที่เพิ่งป่วยหนักได้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวไปแล้ว ระหว่างทางยังต้องจอดรถแวะร้านขายยาตามคำสั่งของเธอ เพื่อให้เธอได้จัดยาด้วยตัวเองอีกต่างหาก และตอนนี้ กลิ่นยาจีนขมๆ ก็ลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เพราะในครัวกำลังต้มยาอยู่
“เอาล่ะค่ะ ตอนนี้เรามาคุยเรื่องแผนต่อไปกันเถอะ” เด็กหญิงตัวน้อยที่มีใบหน้าน่ารักราวกับตุ๊กตา นั่งอยู่บนโซฟาอย่างมั่นอกมั่นใจ ในมือเล็กๆ ยังคงถือแก้วน้ำร้อนลายการ์ตูนไว้แน่น ภาพตรงหน้าน่าจะดูน่ารักจนใจละลายได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กน้อยคนนั้นกลับดูฉลาดและสุขุมเกินวัยจนน่ากลัว ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างเซี่ยโยวชิงกับหนิงอี้ต้องนั่งตัวตรง ทำหน้าจริงจังอยู่ฝั่งตรงข้ามแบบไม่กล้าหายใจแรง
“ลูกรัก ยังอยากได้อะไรอีกไหม?” หนิงอี้ถามลูกสาวอย่างระมัดระวังที่สุด
“ก่อนอื่นเลย โทรหาป้าอวง แล้วบอกว่าเธอโดนไล่ออกแล้วค่ะ”
“ได้ พ่อจะโทรให้เดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่ใช่ ‘จะ’ โทร แต่ให้โทรเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” หนิงโหย่วกวงพูดเสียงนิ่ง เธอไม่ชอบเรื่องยืดเยื้อ “ไม่ว่าเธอจะพูดจาดีแค่ไหนก็อย่าไปเชื่อ ถ้าเธอไม่ยอมรับ ก็แค่บอกไปว่า ‘งั้นเจอกันที่ศาลก็แล้วกัน’”
“โอเคๆ พ่อโทรตอนนี้เลย” หนิงอี้รีบร้อนควักมือถือออกมาโทรหาป้าอวงทันที
พอปลายสายรับ ก็มีเสียงอ่อนโยนแสนดีดังขึ้น แสดงความเป็นห่วงเป็นใยหนิงอี้ไม่หยุดหย่อน เพราะเป็นสายที่ลูกสาวสั่งให้โทร หนิงอี้เลยเปิดลำโพงไว้ ป้าอวงเคยทำแบบนี้กับพ่อแม่เธอเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะเป็นคนเอาใจเก่ง พูดจาดี เซี่ยโยวชิงเลยไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร แต่สำหรับหนิงโหย่วกวงแล้ว เธอรู้สึกขนลุกซู่ เสแสร้งจริงๆ เด็กกับผู้ใหญ่ใช้คนละหน้ากากกันชัดเจน เธอจึงส่งสายตาให้หนิงอี้เป็นนัยว่าอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระ ให้จัดการเข้าประเด็นเลย
แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด พอหนิงอี้บอกว่าจะเลิกจ้าง อีกฝ่ายก็ร้องห่มร้องไห้โวยวายแทบเป็นแทบตาย หนิงอี้นึกถึงเรื่องพฤติกรรมแย่ๆ สารพัดของป้าอวงที่ดูแลลูกสาวอย่างที่ได้ฟังบนรถ เขาจึงพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ แล้วพูดตามที่ลูกสาวสั่งเป๊ะๆ ผลก็คือ อีกฝ่ายเงียบกริบไปทันที
“ลูกรัก พ่อขอโทษนะ พ่อกับแม่ไม่รู้เลยว่าป้าอวงจะเป็นคนแบบนี้...”
“ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่างใช่ไหมล่ะคะ? ยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกคุณไม่รู้ แค่ไล่เธอออกตอนนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปตามสืบอะไรต่อให้เสียเวลาหรอกค่ะ” ใช่ ป้าอวงมันแย่ แต่สิ่งที่เธอทำก็ยังไม่ถึงขั้นถูกตีความว่าเป็นการทำร้ายเด็ก อย่างมากก็แค่ดูแลไม่ดีเท่านั้น หนิงโหย่วกวงคิดว่า ในเมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ทั้งที แค่จัดการไล่คนที่เคยทำร้ายวัยเด็กของเธอออกไป ก็ถือเป็นการหยุดความเสียหายไว้แค่นี้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องเสียดายอะไรกับนมที่หกไปแล้ว และไม่ควรเสียเวลากับคนไร้ค่าแบบนั้นอีก
“...” ถึงขั้นรู้จักคำว่า ‘ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง’ แบบนี้ ลูกสาวของเขาไม่ธรรมดาจริงๆ แต่หนิงอี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“เรื่องที่สอง หนูขอถามหน่อยค่ะ ว่าพวกคุณสองคนตั้งใจจะหย่ากันเมื่อไหร่?”
“โหย่วโหย่ว...ลูกรู้แล้วเหรอ?” เซี่ยโยวชิงถึงกับหายใจสะดุด
“ก็ไม่ใช่ว่าพวกคุณคิดจะหย่ากันอยู่แล้วเหรอคะ?” หย่าไปเลยจะได้จบๆ ยังดีที่ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นเละเทะ ยังไม่ได้นอกใจกันทั้งคู่ หรือเกลียดกันจนอยากจะแช่งให้อีกฝ่ายตายๆ ไปซะ
“ลูกรัก...อยากให้พ่อกับแม่หย่ากันเหรอ?” หนิงอี้สูดลมหายใจลึก เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าลูกสาวคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป แถมทุกคำพูดของเธอยังมีเป้าหมายแอบแฝงอยู่เสมอ
“ใช่ค่ะ ถ้าเลือกได้ หนูอยากให้พวกคุณหย่ากันตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องยื้อกันให้เปลืองแรง” ชาติที่แล้ว สถานะของสองคนนี้ก็เหมือนเล่นชิงช้าสวรรค์กันอยู่ตลอดเวลา หย่า–แต่ง–หย่า–แต่ง วนไปมา จนกลายเป็นหัวข้อข่าวฮิตของวงการบันเทิงเมืองจีนไม่หยุดหย่อน
ณ ลานจอดรถด้านหน้าสำนักงานทะเบียนราษฎร์ แม้จะทะเลาะกันทุกวันและพูดเรื่องหย่าทุกคืน แต่พอได้หย่ากันจริงๆ ทั้งหนิงอี้และเซี่ยโยวชิงกลับรู้สึกว่างเปล่าในใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั่งเงียบอยู่ในรถสักพัก หนิงอี้จึงถามขึ้น “ตอนนี้เราจะไปไหนกันต่อ?”
“แล้วโหย่วโหย่วล่ะ จะเอายังไง?” เซี่ยโยวชิงนึกถึงเรื่องนี้ “อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องเข้ากองถ่ายแล้ว” ในเมื่อพี่เลี้ยงก็เพิ่งโดนไล่ออกไป ลูกสาวก็ไม่มีใครดูแล
“พาหนูไปอยู่บ้านคุณตาเถอะค่ะ” หนิงโหย่วกวงคิดเรื่องนี้ไว้แล้วตั้งแต่ก่อนจะเริ่มจัดการทุกอย่าง
“แบบนั้นไม่ได้หรอก คุณปู่คุณย่าของลูกคงไม่ยอมแน่ๆ” หนิงอี้ถอนหายใจ
“ถ้าพวกเขาไม่ยอม ก็รบกวนคุณพ่อไปคุยกับเขาเองแล้วกันค่ะ” ยังไงเธอก็ไม่กลับไปบ้านคุณปู่คุณย่าแน่ๆ ที่นั่นไม่มีอิสระ ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเป็นตัวของตัวเอง
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 2 ไปบ้านคุณตา
เซี่ยโยวชิงพาลูกสาวกลับมาที่บ้าน พร้อมกับประกาศให้ทุกคนในตระกูลเซี่ยรู้ว่าเธอกับหนิงอี้หย่ากันแล้ว เมื่อคนในบ้านได้ยินข่าวก็ตกใจอยู่บ้าง...แต่ก็ไม่มากนัก เพราะในสายตาพวกเขา การแต่งงานของเธอก็เหมือนเล่นขายของอยู่แล้ว การที่เรื่องจะมาถึงจุดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เมื่อรู้ว่าเธอจะฝากลูกสาวไว้ให้ช่วยดูแลแทน พวกเขาก็เต็มใจอย่างยิ่ง แต่ก็อดแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้ “ทำไมไม่ส่งเด็กไปให้หนิงซื่อเจาเลี้ยงล่ะ?” คุณตาเซี่ยหรงถามอย่างงงๆ ในฐานะที่รู้จักกับเขยฝั่งนั้นดี เขาคิดว่าถ้าลูกสาวลูกเขยหย่ากัน ฝั่งบ้านหนิงที่มีหลานแค่คนเดียวแบบนี้ ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยให้หลานสาวสุดที่รักไปอยู่กับแม่แน่ๆ
“ให้ลูกอยู่กับฉัน พ่อว่ามันไม่เหมาะเหรอคะ?” เซี่ยโยวชิงถามกลับแบบไม่เข้าใจ แม้ตระกูลเซี่ยจะไม่ได้รวยเท่าตระกูลหนิง แต่ในฐานะตระกูลหมอเก่าแก่ ก็ไม่ใช่บ้านธรรมดาๆ เลย
ตอนนี้เธอเพิ่งดังมาจากซีรีส์เล็กๆ เรื่องหนึ่ง กระแสก็ดี ในมือเองก็มีบทละครรออยู่ห้าเรื่อง ไม่นับงานที่กำลังจะเข้า รับรองว่าอนาคตไม่มีปัญหาเรื่องเงินแน่นอน ถ้าพูดแค่เรื่องฐานะทางการเงิน เซี่ยโยวชิงมั่นใจว่าตัวเองเลี้ยงลูกได้ดีกว่าหนิงอี้แน่นอน ก็ในเมื่อเขาเอาแต่บ่นว่ายุ่งๆ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าวิ่งเต้นในกองถ่ายหรอก
เมื่อมีพร้อมทั้งฐานะและความรู้สึกก็จืดจางไปแล้ว ดังนั้นตอนที่ลูกสาวพูดว่า “หย่าเลย” เธอถึงได้คิดว่า งั้นหย่าซะตอนนี้แหละจะดีกว่า นอกจากนี้ ไม่ว่าเธอจะเป็นนักแสดง หรือหนิงอี้จะเป็นผู้กำกับ การไม่มีสถานะสมรสกับลูกติดก็ทำให้ดูโปรกว่าเยอะ
“ลูกยังเล็กแค่นี้ เธอจะไว้ใจให้ฉันเลี้ยงคนเดียวได้ยังไง?” คุณตาพูดด้วยสีหน้าที่ไม่แน่ใจ
“ทำไมจะไม่ไว้ใจล่ะคะ ก็ฉันเองก็โตมากับพ่อนี่นา?” เซี่ยโยวชิงถามหน้าตาเฉย
“แต่มันไม่เหมือนกันนะ...”
“ทำไมจะไม่เหมือนล่ะคะ เดี๋ยวพอฉันว่างก็จะแวะมาหาพวกพ่อเรื่อยๆ นั่นแหละ” เซี่ยโยวชิงหันไปหาพี่สะใภ้ “พี่คะ ฝากช่วยดูแลโหย่วโหย่วด้วยนะคะ เมื่อวานเราเพิ่งไล่พี่เลี้ยงออกไป ตอนนี้กำลังหาคนใหม่อยู่ พี่จูช่วยจัดการอยู่แล้วค่ะ ฉันจะเร่งให้เขาจัดการให้” ‘พี่จู’ ที่เธอพูดถึง ก็คือผู้ช่วยส่วนตัวของเธอเอง
“ไม่ต้องห่วงเลยจ้ะ ฉันจะดูแลโหย่วโหย่วให้แน่นอน” พี่สะใภ้เซี่ยไห่ถังยิ้มอย่างอ่อนโยน “แต่...เธอแน่ใจนะว่าจะไม่อยู่บ้าน? เด็กน้อยเพิ่งจะห้าขวบเองนะ เป็นวัยที่กำลังต้องการพ่อแม่อยู่ด้วยตลอดเวลาเลย”
“ฉันต้องทำงานหาเงิน ถ้าลูกอยู่กับฉันก็ยิ่งไม่ได้ทำอะไร ฉันไม่อยากให้ลูกต้องลำบาก ฉันจะต้องให้ลูกได้ทุกอย่างที่ดีที่สุดในโลก” ...ดีที่สุดในโลกในเรื่องวัตถุ แต่กลับขาดความรักและความผูกพัน
หนิงโหย่วกวงนั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ มองพวกเขาคุยกันไปเรื่อย
“ที่บ้านเราก็ไม่ได้ลำบากเรื่องเงินซะหน่อย” เซี่ยหรงเริ่มอารมณ์เสีย
“แต่นั่นมันไม่ใช่เงินที่ฉันหามาเองนี่คะ” เซี่ยโยวชิงเถียงกลับ
“นี่มันตรรกะอะไรกันเนี่ย? หนิงอี้ก็ไม่ได้ใช้เงินทางบ้านเหมือนกัน เขาหาเลี้ยงตัวเองด้วยงาน ส่วนลูก พ่อเคยไม่สนับสนุนลูกที่ไหน? ตั้งแต่เด็กจนโต อยากทำอะไรก็ได้ทำหมด” พอพูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยหรงก็อดรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจไม่ได้
ภรรยาของเขาเสียไปตั้งแต่เซี่ยโยวชิงอายุแค่เจ็ดเดือน มันเป็นความเจ็บปวดฝังลึกในใจที่ไม่มีวันลบไปได้ตลอดยี่สิบกว่าปี เขาทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ ทุ่มเททุกอย่าง เลี้ยงดูเธอด้วยความรักแบบไม่เคยขาด อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่เคยคิดเลยว่าการเลี้ยงดูแบบนั้น จะทำให้ลูกสาวกลายเป็นคนแบบนี้...
“ชิงชิง พี่ว่ายังไงเธอก็น่าจะลองคิดดูอีกหน่อยนะ” เซี่ยไห่ถังพูดพร้อมกับมองหลานสาวตัวน้อยที่นั่งนิ่งๆ ข้างน้องสาวอย่างน่ารัก “ในเมื่อหย่ากันไปแล้ว ก็ไม่ต้องเอาแต่ขัดแย้งกับเสี่ยวอี้แล้วด้วย คิดถึงความสุขของตัวเองดีกว่า”
“เขาเป็นใครกัน ฉันต้องไปโกรธเขาด้วยเหรอ? ไม่มีเขา ฉันอยู่ได้ดีกว่านี้อีก” หลังจากส่งลูกสาวมาที่บ้าน เซี่ยโยวชิงก็ย้ายไปอยู่ห้องพักที่บริษัทจัดไว้ให้ทันที
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ถูกเซี่ยไห่ถังจูงมือกลับเข้าบ้านจากสวนหลังบ้าน หนิงโหย่วกวงก็เห็นว่าคนงานกำลังทยอยจัดอาหารเช้าลงบนโต๊ะ
“เราไปล้างมือกันก่อนนะจ๊ะ ล้างเสร็จแล้วก็กินข้าวได้เลย”
“คุณป้าคะ...เมื่อกี้นี้ คุณป้าคิดว่าหนูหายไปใช่ไหมคะ?” ตอนเซี่ยไห่ถังออกมาตามเธอที่สวนหลังบ้าน ต่อให้พยายามทำท่าปกติแค่ไหน หนิงโหย่วกวงก็ยังจับความรู้สึกตื่นตระหนกและกลัวอยู่ลึกๆ ได้
“โหย่วโหย่วเก่งมากเลย ใช่แล้วจ้ะ เมื่อกี้ป้าตื่นขึ้นมาแล้วไปที่ห้องของหนู เห็นว่าหนูไม่อยู่ ตกใจแทบแย่เลยนะ”
“ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูไม่หนีไปไหนหรอกค่ะ” หนิงโหย่วกวงยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มนั้น ทำเอาใจเซี่ยไห่ถังอ่อนยวบลงเหมือนสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ แต่เธอก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกแบบนั้นว่ายังไงดี
เมื่อเห็นสีหน้าเธอเหมือนยังสับสนอยู่เล็กน้อย หนิงโหย่วกวงก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย จับมืออีกฝ่ายเดินไปยังห้องอาหารอย่างสงบนิ่ง
เธอไม่ใช่เด็กที่ร่าเริงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อาจเป็นเพราะนิสัย หรืออาจเพราะในชาติก่อนมีครอบครัวที่พังไม่เป็นท่า ทำให้ต้องเรียนรู้ที่จะโตเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าเด็กคนอื่น ทิ้งความเป็นเด็กไว้ข้างหลังตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ เธอก็รู้ตัวดี ว่าต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ไม่มีทางแสดงตัวเหมือนเด็กธรรมดาได้หรอก
เพราะงั้น ก็ไม่ต้องเสแสร้งเป็นใครให้เหนื่อย อยู่แบบที่เป็นนี่แหละ จะเงียบ จะแตกต่าง จะดูแปลกยังไง ก็ยังดีกว่าฝืนเป็นคนที่คนอื่นคาดหวัง เพราะแบบนี้ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา เธอเลยไม่เคยพยายามปิดบังความ “แตกต่าง” ของตัวเองเลยสักนิด
บนถนนในเมืองจิ่นเฉิง รถยนต์แน่นขนัดตลอดสาย ตึกสูงเรียงรายสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายสีทองระยิบระยับ คนขับรถหวังที่นั่งหน้ารถ แอบมองผ่านกระจกมองหลังไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลัง เขาอดสงสัยไม่ได้ เพราะเมื่อเช้าคุณชายตอนมาบ้านตระกูลเซี่ย ยังทำหน้าเครียดเงียบไม่พูดสักคำ แต่พอกลับออกมา ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดีเหมือนคนละคน
“คุณชายครับ คุณหนูตัวน้อยสบายดีใช่ไหมครับ?”
“ก็ดีนะ”
“ดีจริงๆ เลยครับ ดีจริงๆ” คุณหวังยิ้มแป้น “คุณชายยังหนุ่มขนาดนี้ แต่มีลูกสาวน่ารักเรียบร้อย เป็นบุญจริงๆ เลยนะครับ”
เพราะเรื่องหย่ามันเกิดขึ้นกะทันหัน หนิงอี้เลยยังไม่ได้บอกที่บ้าน คนขับรถหวังยังเข้าใจผิด คิดว่าเมื่อกี้พาคุณชายหอบของพะรุงพะรังไปบ้านพ่อตา ก็แค่ไปส่งของให้ลูกสาวที่ไปพักบ้านคุณตาแค่ช่วงสั้นๆ
หนิงอี้ก็รู้แหละว่าคนขับรถหวังไม่รู้ความจริง แต่ก็ไม่ได้คิดจะแก้ความเข้าใจผิดอะไร เพราะยังไงมันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกดีๆ ในใจเขาตอนนี้ลดลงเลย เขานึกถึงประโยคที่ลูกสาวพูดกับเขาตอนเดินไปส่งถึงหน้าบ้านเก่า ความกลัวในใจที่เคยฝังอยู่ตั้งแต่วันที่ลูกฟื้นจากไข้ ก็ค่อยๆ สลายหายไป
“พ่อคะ หนูเลือกอยู่กับคุณตา ไม่ใช่เพราะไม่รักพ่อ หรือไม่ชอบคุณปู่คุณย่า และก็ไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่หย่ากันแล้วหนูจะรู้สึกว่าเป็นความผิดของพ่อ หนูรู้ว่าพ่อก็เหนื่อยเหมือนกัน หนูก็แค่รู้ว่าทั้งพ่อทั้งแม่ต่างก็มีเรื่องต้องยุ่งอีกเยอะ เพราะงั้นให้หนูอยู่กับคุณตาสักพักก่อนนะคะ ถ้าวันไหนหนูต้องการพ่อ หนูจะบอกพ่อเองค่ะ”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 3 รู้จักสมุนไพรแล้ว
การได้กลับมาเป็นเด็กหญิงวัยสี่ขวบกว่าๆ อีกครั้ง แล้วตัดสินใจเลือกมาอยู่บ้านคุณตา หนิงโหย่วกวงเองก็ปรับตัวได้ไวมาก แต่ในขณะที่เธอผ่อนคลาย พวกผู้ใหญ่ในบ้านกลับยังไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่นัก
หลังจากที่เซี่ยไห่ถังคุยกับน้องสามีตัวเองทางโทรศัพท์แบบส่วนตัวไปแล้ว ทุกคนในบ้านก็เข้าสู่ช่วงเวลาการ "สัมภาษณ์พี่เลี้ยง" อย่างจริงจังอยู่หลายวัน
“คนนี้เสียงดังไปหน่อยค่ะ หนูไม่มีสมาธิเลย” หนิงโหย่วกวงพูดพร้อมกับส่งพี่เลี้ยงอีกคนกลับไปอย่างสุภาพ ขณะที่ดูดนมจากขวดไปพลาง แล้วก็พูดแบบนั้นกับเซี่ยหรงและเซี่ยไห่ถังที่นั่งเรียงกันอยู่บนโซฟา ฟังความคิดเห็นของเธออย่างตั้งใจ
“เด็กเล็กสมาธิสั้นง่าย อันนี้ไม่ผ่านแน่นอน” เซี่ยหรงพูดด้วยท่าทางจริงจัง
“?” เซี่ยไห่ถังขมวดคิ้วอย่างเหนื่อยใจ “นี่ก็คนที่หกแล้วนะคะ...”
เพราะเรื่องป้าอวงในครั้งก่อน เซี่ยโยวชิงเลยหาคนอย่างจริงจัง รอบนี้เธอเน้นย้ำกับพ่อกับพี่สะใภ้ไว้เลยว่าการหาพี่เลี้ยงให้ลูกต้องรอบคอบ แล้วก็ขอให้ฟังเสียงลูกให้มาก อันที่จริง ไม่ต้องรอให้เซี่ยโยวชิงพูดหรอก เซี่ยหรงกับเซี่ยไห่ถังก็รู้ดีว่าต้องเลือกพี่เลี้ยงอย่างระวังอยู่แล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้มีสิทธิ์ตัดสินใจเองได้ขนาดนี้ แต่ก็ยังพร้อมจะเคารพความเห็นของหลานอยู่ดี
“งั้นเดี๋ยวฉัน...” เซี่ยไห่ถังกำลังจะพูดว่าเดี๋ยวจะไปหาเพิ่ม แต่ยังพูดไม่ทันจบ หนิงโหย่วกวงก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ไม่ต้องมีพี่เลี้ยงได้ไหมคะ?”
“ไม่ได้หรอกจ้ะ ไม่มีคนดูแลหนูจะทำยังไง?”
“หนูไม่ต้องมีคนคอยอยู่ด้วยตลอดเวลาก็ได้ค่ะ” หนิงโหย่วกวงพูดพลางโยนขวดนมเปล่าลงถังขยะ
“ไม่ได้หรอกลูก”
“ไม่ลองไม่รู้นี่นา ว่าจะได้มั้ย?”
“...” เซี่ยไห่ถังถึงกับหันไปมองพ่อสามีด้วยแววตาลำบากใจ เพราะเรื่องนี้เธอไม่กล้าตัดสินใจเอง
“งั้นไม่ต้องหาแล้ว” เซี่ยหรงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พูดออกมา “ใกล้จะถึงตรุษจีนแล้ว พ่อจะเลื่อนกิจกรรมไปก่อน จะได้มีเวลาดูแลโหย่วโหย่วมากขึ้น ปีหน้าเปิดเรียน หนูจะได้ไปโรงเรียนกับไต้ไต้ ไม่มีพี่เลี้ยงก็พอไหว”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะพยายามเลื่อนงานที่เลื่อนได้เหมือนกันค่ะ จะได้มีเวลาอยู่กับโหย่วโหย่วมากขึ้น แต่ก่อนตรุษจีนช่วงนี้ฉันน่าจะยุ่งหน่อย คงต้องรบกวนคุณพ่อให้เหนื่อยเพิ่มแล้วล่ะค่ะ”
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งเซี่ยหรงและเซี่ยไห่ถังก็เริ่มรู้ตัวว่าหลายอย่างที่เคยคิดกังวลไว้มันก็แค่ “คิดมากไปเอง” เท่านั้น แล้วก็เริ่มจับทางได้บ้างว่าควรรับมือกับ “โหย่วโหย่ว” อย่างไรดี ไม่ใช่แค่นั้น… ยิ่งเด็กคนนี้อยู่ที่บ้านนานขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเห็นชัดว่า เธอเป็นเด็กที่พูดน้อยมาก...ถึงขั้นที่ว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่พูดเลย
แต่ละวันเธอก็อยู่เงียบๆ ของเธอ ถ้าไม่มีใครมาหา ก็สามารถนั่งตากแดดอยู่คนเดียวในลานบ้าน หรือไม่ก็ไปดูดอกไม้ ปลาตัวเล็กในบ่อ หรือต้นไม้ในสวนอย่างเงียบๆ ได้ทั้งวัน ฤดูหนาวที่เมืองจิ่นเฉิง อากาศหนาวเย็นและชื้นแฉะ ลมหนาวพัดแรงจนสะท้าน
แต่เด็กอายุสี่ห้าขวบคนนี้กลับไม่เคยอ้อนขอออกไปเล่นข้างนอกเลย จะมีก็แค่เอาผ้าห่มขนแคชเมียร์มาคลุม แล้วนั่งอยู่ข้างหน้าต่างมองหิมะ ฟังเสียงฝน หน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาหยก แต่สงบนิ่งจนน่าขนลุก เธอเงียบเกินไป...เงียบจนเหมือนมีโลกเป็นของตัวเอง ทำให้คนรอบข้างบางครั้งยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้ารบกวนเธอด้วยซ้ำ
หลังจากเฝ้าดูหลานสาวมาสักพัก ป้าหร่วนชิวหลานก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบกับคนอื่นเบาๆ ว่า
“เด็กคนนี้จะมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าหรือออทิสติกเทียมหรือเปล่า?”
แค่เธอพูดออกมาแบบนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านทุกคนก็ยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก แต่ไม่นานก็เริ่มสังเกตได้ว่า ถึงแม้เด็กคนนี้จะชอบอยู่เงียบๆ พูดน้อย แต่ก็ไม่ได้ไม่สื่อสารเลย ถึงเวลากินข้าวก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน เวลานอนเวลาตื่นเป๊ะเหมือนคนแก่ ว่านอนสอนง่ายกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้…จะถือว่าเป็น “ปัญหาทางจิตใจ” ไหมล่ะ?
น่าเสียดายที่ในบ้านมีหมอเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครเป็นจิตแพทย์เลยสักคน สองสาวในบ้านเลยกังวลยิ่งกว่าใคร คิดไม่ตกว่าควรจะอบรมเลี้ยงดูเด็กคนนี้ยังไงให้มีวัยเด็กที่ “มีความสุข” จริงๆ
หลังจากเฝ้าดูหลานสาวอยู่นาน เซี่ยหรงก็พูดสรุปกับลูกชายลูกสะใภ้ว่า
“ความนิ่งทำให้เกิดความมั่นคง ความมั่นคงทำให้เกิดปัญญา เด็กคนนี้ ต่อให้ไม่เหมือนใครก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเธอไม่ต้องเป็นห่วงเกินไป ให้พื้นที่ให้เธอเลือกทางเอง พยายามสนับสนุนเธอให้เต็มที่ก็พอดี…เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ” พอคุณตาพูดแบบนั้น สองพี่น้องกับภรรยาก็ไม่ต้องวิ่งวุ่นทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป
ในยุคนี้นั้น สมาร์ตโฟนยังไม่แพร่หลาย อินเทอร์เน็ตก็ไม่ใช่อะไรที่ใครๆ เข้าถึงได้ง่าย การติดต่อส่วนใหญ่เลยยังใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เซี่ยโยวชิงออกไปถ่ายละครทีนึงก็หายไปเป็นเดือนๆ เหมือนหายไปจากโลกนี้เลย พอฝากลูกไว้ที่บ้านพ่อแล้ว เธอก็สบายใจเต็มที่ มุ่งหน้าทำงานแบบไม่มีอะไรค้างคา อีกอย่าง เธอก็รู้แล้วว่าลูกสาวตัวเองไม่ใช่เด็กธรรมดา เธอเลยเลือกจะปฏิบัติกับลูกเหมือนผู้ใหญ่ไปเลย
แต่ผู้ใหญ่ในบ้านกลับสังเกตเห็นว่า หนิงโหย่วกวงจะโทรหาแม่เป็นประจำทุกสัปดาห์ พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ส่วนพ่อ...ก็เหมือนกัน เธอจะโทรไปหาสัปดาห์ละครั้งเป๊ะๆ ไม่มีพลาดแม้แต่ครั้งเดียว วินัยเป๊ะเหมือนตารางนอน แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ความแตกต่างก็ยังมีอยู่บ้าง
หนิงอี้ เวลาเขาคิดถึงลูกก็จะโทรมาที่บ้านเพื่อคุยด้วยเอง แต่เซี่ยโยวชิงนี่สิ ตั้งแต่ลูกเป็นฝ่ายโทรหาแล้ว ก็ไม่มีใครเคยเห็นเธอโทรหากลับเลยสักครั้ง
แบบว่า...น่าเหนื่อยใจจริงๆ!
เซี่ยหรงถึงกับโมโห โทรไปหาเซี่ยโยวชิงอย่างด่วน สั่งเสียงแข็งให้เธอต้องใส่ใจลูกให้มากขึ้น ต้องโทรหาลูกบ้าง อย่าให้ลูกเป็นฝ่ายติดต่อฝ่ายเดียว เซี่ยโยวชิงตอบพ่อว่า ลูกสาวเธอไม่ใช่เด็กธรรมดา ไม่ต้องพูดอะไรมากก็เข้าใจแล้ว แต่เซี่ยหรงไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก หลังจากนั้น เซี่ยโยวชิงเลยเริ่มพยายาม “คุย” กับลูกแบบเก้ๆ กังๆ แต่หนิงโหย่วกวงก็ใช้เวลาไม่นาน ก็ค่อยๆ จับทางได้ว่าต้องคุยยังไงกับแม่ และค่อยๆ เรียนรู้จักแม่ของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่ไม่ได้คาดคิดไว้
ใกล้จะถึงตรุษจีนแล้ว
วันนี้อากาศดีอย่างไม่น่าเชื่อ สมุนไพรในบ้านเริ่มคืนความชื้นนิดหน่อย เซี่ยหรงเลยตื่นแต่เช้ามาคุมงาน ให้ขนตัวยาสมุนไพรจากตู้ในบ้านออกไปตากแดดในลาน คนงานจัดอุปกรณ์ตากยาไว้ในลานเรียบร้อยแล้ว
เซี่ยหรงจัดแจงเอาสมุนไพรออกไปวางทีละอย่าง เด็กหญิงตัวเล็กใส่ชุดขนสัตว์สีขาวทั้งตัว หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาแกะสลัก ค่อยๆ ช่วยเขากระจายสมุนไพรที่คนงานเทออกมาให้กระจายเรียบเท่ากัน รับแสงแดดได้ทั่วถึง
“ของที่มีหนามอย่าไปจับนะลูก ระวังโดนตำเอา” เซี่ยหรงเตือนหลานสาว
“หนูจะระวังค่ะ” หนิงโหย่วกวงพยักหน้าอย่างว่าง่าย มือเธอขยับไม่เร็วแต่คล่องแคล่วสุดๆ
“โหย่วโหย่วนี่เก่งจริงๆ เลย ยังช่วยคุณตาตากยาได้ด้วยนะเนี่ย” ป้าอาหลี่ที่อยู่ข้างๆ ชมด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้วๆ สมัยก่อนคุณหนูเป้ยเป้ยกับคุณหนูต้ายต้ายก็เคยช่วยคุณปู่ตากยาเหมือนกัน แต่โยนซะยาบินกระจายเหมือนโปรยกลีบดอกไม้เลย ไม่มีใครทำได้ดีเท่าหนูโหย่วโหย่วเลยสักคน” ป้าอาจางพูดพลางหิ้วกล่องสมุนไพรเข้ามาเพิ่ม
“พวกเธอเอามาวางตรงนี้ก็พอ ที่เหลือฉันจัดการเอง” เซี่ยหรงก็แอบปลื้มหลานสาวเหมือนกัน ถึงปากจะไม่พูดแต่แววตาและคิ้วก็เผยความภูมิใจสุดๆ
สมุนไพรจีนในประเทศนี้มีสะสมกันมาแล้วกว่า 2-3 พันชนิด บ้านเซี่ยก็สืบสายแพทย์แผนจีนมาตั้งแต่โบราณ ไม่เคยปล่อยให้สายขาด ที่คฤหาสน์เซี่ยเก็บสมุนไพรไว้เกือบห้าร้อยชนิด ปกติทุกครั้งที่ต้องตากยา เซี่ยหรงจะเรียกคนงานมาช่วยหลายคน ทำให้เสร็จเร็วๆ จะได้ไม่เหนื่อย แต่วันนี้ เขากลับอยากให้การตากยา...ช้าลงอีกหน่อย
เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เฒ่า ป้าอาหลี่กับป้าอาจางก็ไม่แตะต้องยาที่วางอยู่ในลานอีก แล้วเดินกลับเข้าไปยกชุดใหม่ออกมา
“โหย่วโหย่ว อยากเรียนรู้สมุนไพรกับตาต่อไหม?” พอคนงานเดินไปแล้ว เซี่ยหรงก็ถามหลานสาวขึ้นมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่เขาไม่รู้เลยว่า...คำถามนี้ มันเหมือนตรงเข้าเป้าหัวใจของหนิงโหย่วกวงพอดีเป๊ะ
“อยากค่ะ” หนิงโหย่วกวงตอบอย่างสดใส
ในชาติที่แล้วเธอเป็นแพทย์แผนจีน เพราะงั้นสมุนไพรพวกนี้ เธอจำได้หมดแน่นอน ตอนคนงานชมเธอเรื่องตากยาเรียบร้อย เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะในหัวกลับกำลังคิดอยู่ว่า จะทำยังไงให้ครอบครัวรู้ว่าเธอ “รู้เรื่องพวกนี้” แบบถูกต้องและเหมาะสมบ้างดี? แล้วคำถามของคุณตาก็เหมือนฝนตกกลางหน้าแล้ง…ช่วยไว้ทันเวลาพอดี มุมปากของหนิงโหย่วกวงก็ยกยิ้มบางๆ อย่างพอใจ
คืนนั้น ทุกคนในบ้านเซี่ยก็มากันพร้อมหน้า รอทานอาหารเย็น ลูกชายคนโตของบ้านเห็นคนงานเอาขวดเหล้าสมุนไพรที่หมักเองจากโสมกับเห็ดหลินจือขึ้นมาวางบนโต๊ะ ก็มองอย่างสนใจแล้วถามว่า “วันนี้บ้านเรามีเรื่องอะไรดีเหรอครับ? ถึงเอาเหล้ามาวางด้วย?” บ้านนี้เน้นสุขภาพมาก ปกติไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในบ้านกันเลย
“มีสิ! วันนี้อารมณ์ดีสุดๆ เลย!”
“หือ?” ทุกคนหูผึ่งทันที
แล้วไม่นาน ทุกคนก็ได้รู้ว่า…วันนี้โหย่วโหย่วจำสมุนไพรจีนได้ถึง สองร้อยชนิด!
“รู้หมดเลยเหรอ?!” คุณลุงคนที่สองถึงกับร้อง
“ใช่ รู้หมดเลย วันนี้ตาสอนไปแค่สองร้อยชนิดเองนะ” เซี่ยหรงยังพูดไม่หมดด้วยซ้ำ เขาเองยังรู้สึกว่า เด็กคนนี้น่าจะจำได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป
“โอ้ย พระเจ้าช่วย...” เซี่ยซี่ชิงตัวแข็งไปหมด เดินไปนั่งข้างหลานสาวที่นั่งนิ่งๆ อยู่บนโซฟา ถึงสีหน้าจะดูนิ่งๆ แต่ในใจตื่นเต้นแทบตาย เขาลูบหัวเธอเบาๆ แล้วพูดอย่างซาบซึ้ง “บ้านเรานี่โชคดีขนาดไหนกันนะ ถึงได้มีหลานอย่างโหย่วโหย่วเนี่ย”
“มีใครไม่เห็นด้วยไหม?” คนอื่นๆ เห็นพ้องกันหมด
หลังจากนั้น หนิงโหย่วกวงก็เริ่มไม่สนใจแล้วว่าใครจะมองเธอยังไง เธอเริ่มหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านให้เห็นกันจะๆ แล้วหนังสือที่เธออ่านมีอะไรบ้างน่ะเหรอ? ก็มีหนังสือจิตวิทยาเด็กของเซี่ยไห่ถัง ตำรา "ฟิสิกส์ควอนตัม" ของคุณลุง และตำราศาสตร์ลี้ลับที่คุณตาเก็บสะสมไว้… ทำเอาทั้งบ้านเซี่ยตะลึงกันไปหมด
แรกๆ นึกว่าแค่เด็กหยิบมาเปิดเล่นเฉยๆ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้ว่า...เด็กคนนี้ อ่านจริง และ อ่านรู้เรื่อง ด้วย! ทุกคนพากันถามว่า “หนูรู้จักตัวหนังสือพวกนี้ได้ยังไงกัน?”
หนิงโหย่วกวงตอบเฉยๆ ว่า “ป้าอวงอ่านให้ฟังทุกวันค่ะ เลยจำได้” โกหกหน้าตาย! ป้าอวงน่ะไม่เปิดซีรีส์น้ำเน่าใส่ไว้ทั้งวันก็บุญแล้ว จะมาอ่านหนังสือให้ฟังเนี่ยนะ? ฝันเถอะ! แต่คำโกหกนี้…ก็เนียนจริงๆ!
คุณลุงคนรองคว้าหลานขึ้นมากอดแน่น พร้อมกับโอ๋จนออกนอกหน้า “โอ๊ยยยย โหย่วโหย่วสุดที่รักของลุง แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะ สมองดีขนาดนี้ ต้องเป็นเพราะฟ้าส่งมาให้มาแทนที่สมองของแม่หนูแน่ๆ แม่ของหนูนะตั้งแต่เด็กสอบตกตลอด คนอย่างเธอ ถ้าไม่มีหน้าตาก็อดตายอยู่ในวงการไปนานแล้ว…”
ตอนแรกคุณตายังพยักหน้าตามนิดๆ พอพูดไปถึงตรงนั้น หน้าคุณตาก็เริ่มแดงจัดเพราะกลั้นหัวเราะไม่ไหว เซี่ยไห่ถังกับเซี่ยตู๋ชิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยายามกลั้นหัวเราะแทบแย่ หร่วนชิวหลานหันไปมองสามีแล้วขมวดคิ้ว “พูดอะไรเพ้อเจ้ออีกแล้ว โหย่วโหย่วเก่งมาก แต่ชิงชิงก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ!”
(จบบท)