เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 19: ข้าววิญญาณ

Chapter 19: ข้าววิญญาณ

Chapter 19: ข้าววิญญาณ


 

ฟางหยวนยังคงไม่รู้ตัวว่าฟันเฟืองในแผนการใหญ่ที่มุ่งร้ายต่อตัวเขาอย่างลับ ๆ นั้นได้เริ่มหมุนแล้ว

ตรงกันข้าม ตอนนี้หัวใจของฟางหยวนนั้นกำลังเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีเหลือแสน

“นี่มัน..”

วินาทีที่เขาเข้าไปในไร่ เขาก็ชะงักกับประกายสีแดงสด

แปลงข้าวหยกแดงนั้นเปลี่ยนไปหมดเลย เมล็ดข้าวล้วนโตเต่งจนเกือบจะระเบิดออกมาจากเปลือก และยังกลิ่นเผ็ดร้อนที่โชยกรุ่น ราวกับว่าพวกมันเป็นเครื่องเทศ กระตุ้นความอยากอาหารของผู้คน

“ข้าวหยกแดงโตเต็มที่แล้ว!”

ฟางหยวนแทบจะระเบิดด้วยความสุข

“กี๊กี๊!”

“กี๊กี๊!”

ฮวาหูเตียวเองก็ดูดีใจและอยากจะพุ่งเข้าไปคว้าข้าวเหล่านั้นมากินแล้วจริง ๆ

ดีที่หลังจากฝึกกันมาระยะหนึ่งแล้ว ในที่สุดมันก็เข้าใจว่าข้าววิญญาณนี้ก็เช่นเดียวกับข้าวหยกมุก และต้องเอาเปลือกออกก่อน ก่อนที่จะหุง ถึงเมื่อนั้นจึงจะลิ้มรสชาติอันไร้ใดเปรียบได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการผลาญของล้ำค่าเช่นนี้ไปเปล่า ๆ

ดังนั้น หนูเตียวตัวนี้จึงยังสามารถควบคุมตัวเองได้ เพียงแค่เหลือบมองฟางหยวนจากไกล ๆ

“อืมม เริ่มเก็บเกี่ยวก่อนดีกว่า!”

หลังจากนั้น ฟางหยวนก็กลับบ้าน ไปเอาเคียวและอุปกรณ์อื่น ๆ ก่อนจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวด้วยความระมัดระวัง

เรื่องดีก็คือเขาทะลวงผ่านประตูทองที่สองได้แล้ว ดังนั้นเรี่ยวแรงของเขาจึงดีกว่าคนทั่วไปมาก ระดับพลังเวทย์ของเขาก็สูง ดังนั้นจึงมีความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว เพียงแค่กวัดแกว่งเคียวไม่กี่ครั้ง ต้นข้าวหยกแดงก็ถูกตัดออกมาเรียงไว้เป็นระเบียบ

ที่อีกด้านหนึ่ง ฮวาหูเตียวจับตาดูสถานการณ์ตรงหน้า เลียกรงเล็บของตน แต่ยังไม่กล้าเข้าไปช่วย

มันตระหนักดีว่าความสุขในอนาคตของมันขึ้นอยู่กับแปลงข้าวที่ตรงหน้านี่ ถ้ามันลงมือทำอะไรลงไปแล้วทำให้เรื่องราวแย่ลง มันมิต้องร้องไห้เสียใจจนตายหรือ?

“เอา เรียบร้อยแล้ว ช่วยข้าย้ายเมล็ดข้าวพวกนี้กลับไปกัน”

ฟางหยวนมัดต้นข้าวหยกแดงทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นมัด ในเวลาเดียวกันก็แบ่งบางส่วนให้ฮวาหูเตียว

“ระวังด้วยนะ!”

หลังจากเก็บเกี่ยว ขั้นตอนถัดไปก็คือตากข้าว นวดข้าว สีเปลือกออก...

เมื่อขั้นตอนสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เขาก็จ้องมองไปที่ข้าวหยกแดงที่มีสีแดงเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มออกมา

ข้าวหยกแดงที่ตรงหน้าเขานั้นแต่ละเม็ดมีขนาดราว ๆ เล็บมือ เป็นประกายราวหยก มีลายเส้นสีแดงราวกับเปลวเพลิงพาดผ่านกึ่งกลาง และมีกลิ่นหอมแรงโชยเข้าจมูก

“การเก็บเกี่ยวคราวนี้ได้ราว ๆ 50 ชั่ง ซึ่งข้าจำต้องเก็บกึ่งหนึ่งเอาไว้ปลูก...”

อีกด้านหนึ่ง ฟางหยวนเก็บเมล็ดที่ยังไม่ได้สีเปลือกออกไว้ในห้องเก็บของ หลังจากจัดเรียบเรียบร้อยแล้วเขาก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก มองไปที่ข้าวหยกแดงที่ยังเหลืออยู่ ถูมือไปมาอย่างเริ่มอดรนทนมิได้ “ข้าจะได้เป็นหนึ่งในผู้ได้ลิ้มรสข้าววิญญาณนี่สินะ..”

ที่ข้าง ๆ ฮวาหูเตียวยังคงจ้องตรงไปที่ข้าวหยกแดงจนเริ่มน้ำลายไหล แต่มันก็ยังไม่กล้าที่จะขยับทำอะไร แต่หันไปคว้าแกลบกำหนึ่งมาเคี้ยวแทน ลูบท้องไปมาทำสีหน้าพึงพอใจ

“ช่างเชื่อฟังยิ่งนัก!”

ท่าทางของหนูเตียวไม่ได้พ้นไปจากสายตาฟางหยวน เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา

แม้ว่าเปลือกข้าวมักจะใช้เป็นอาหารสัตว์ตามในหมู่บ้าน แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับเปลือกข้าววิญญาณเหล่านี้ เปลือกข้าวเหล่านี้มีสารอาหารและพลังธาตุสูงกว่าข้าวหยกมุกหลายเท่าด้วยซ้ำ

“นี่.. ถ้าเจ้ากินมากไปตอนนี้ จะไม่มีที่ว่างในกระเพาะให้ข้าวหยกแดงทีหลังนะ?”

ฟางหยวนพูดพลางลูบหัวเล็ก ๆ ของฮวาหูเตียวไปด้วย

หนูเตียวขาวกลอกตา แบอุ้งมือเปล่า ๆ ออก เหลือบมองด้วยสายตามุ่งมั่น เหมือนจะบอกว่ามันกินไหวไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็ตาม

“จริง ๆ เลยนะ.. ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเจ้าแล้ว!”

หลังจากระเบิดหัวเราะเสียงลั่น ฟางหยวนก็ตักน้ำจากน้ำพุใส่ลงไปในหม้อนึ่ง กับข้าวหยกแดงอีกหนึ่งชั่ง

“ข้าวหยกแดงนี้เป็นพืชวิญญาณ ดังนั้นข้าควรจะหุงอย่างระมัดระวัง เริ่มจากค่อย ๆ นึ่งมัน...”

ใส่ฟางข้าวลงไปที่ใต้เตา ฟางหยวนมองเปลวเพลิงที่ค่อย ๆ ลุกโชนสว่างไสวไปทั้งห้อง ราวกับห้องครัวทั้งห้องตกอยู่ในเปลงเพลิง ที่ด้านบนนั้นกรุ่นกลิ่นจากไอที่ระเหยออกมาทำให้ทั้งคู่เริ่มน้ำลายสอ

ฟางข้าวจากพืชวิญญาณตอนนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงไปเสียแล้ว ถ้ามีลูกศิษย์จากสำนักกุยหลิงคนใดมาเห็นเข้าคงจะต้องคร่ำครวญว่าฟางหยวนช่างทำเสียของยิ่งนัก

แต่แล้วยังไงเล่า สำหรับฟางหยวน มิใช่ว่าใช้ฟางข้าวหุงข้าวก็เป็นเรื่องเหมาะสมแล้วหรือ?

อีกอย่าง การใช้ทั้งสองอย่างนี้ร่วมกันนั้นสามารถดึงเอาประโยชน์ออกมาได้มากกว่าเคยด้วยซ้ำ

“ต่อไป ข้าจะใช้ข้าวเปลือกพวกนี้เลี้ยงไก่กับเป็ดสักฝูง จากนั้นพวกเราก็จะมีงานฉลองอาหารระดับวิญญาณ นี่สิคือการดำเนินชีวิตที่แท้จริง!”

ในใจเขามีความคิดเล็ก ๆ หนึ่งขึ้นมา

เพราะฟางข้าวเผาไหม้ง่ายดายนัก เขาจึงคอยใส่เพิ่มเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมัดสุดท้ายถูกเผาเป็นเถ้าไป กลิ่นหอมฉุนขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่ากรุ่นเต็มห้องครัว

“ข้าวหยกแดงสุกแล้ว!”

ฟางหยวนเปิดฝาหม้อนึ่ง มีไอสีแดงปริมาณมากพวยพุ่งออกมา ไอน้ำมีประกายสีแดงเพิ่มขึ้นมากจากข้าวหยกแดงซึ่งเป็นสีแดงสดทั้งเมล็ด เกิดเป็นเหมือนกลุ่มเมฆเพลิง

ที่ด้านในหม้อนึ่ง ข้าวทุกเมล็ดสุกทั่วกันเปลี่ยนขนาดเป็นขนาดเดียวกันกับข้าวหยกมุก หลังจากที่เมล็ดข้าวดูดซับไอน้ำเข้าไป แต่ละเมล็ดก็โตขึ้นอีกนิด และดูราวกับมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ด้านใน

“กิกี๊! กี๊กี๊!”

ฮวาหูเตียวกระโดดขึ้นลงไปมาดูหมดความอดทนยิ่งแล้ว

“ฮ่าฮ่า... ส่วนแบ่งของเจ้าจะน้อยได้อย่างไร! เอ้านี่ กินเสีย!”

ฟางหยวนหยิบตะเกียบและชามข้าวออกมา แบ่งข้าวให้ฮวาหูเตียวหนึ่งชามเต็ม ๆ ก่อนจะตักให้ตัวเองในปริมาณเดียวกัน

กลิ่นหอมของข้าวกรุ่นกำจายอยู่รอบ ๆ ตัวเชา เขากลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ก่อนจะส่งข้าวหยกแดงเข้าปาก

“อู้ว...”

ม่านตาของเขาก็เบิกกว้างเกือบจะทันที

ข้าวหยกแดงละลายลงไปทันทีที่สัมผัสกับโพรงปากของเขา กระตุ้นต่อมรับรสราวด้วยกระแสร้อนราวกับลาวาที่มีกลิ่นหอมเข้มข้นแบบเครื่องเทศ

ความรู้สึกเผ็ดร้อนร่วมกับเนื้อสัมผัสเดิมของข้าวแล้วทำให้มื้อนี้เป็นมื้ออาหารที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องมีจานเคียงใด ๆ

ในที่สุดเมื่อเขากลืนข้าวคำแรกลงไป ความอบอุ่นสายนี้ก็ไหลตรงสู่กระเพาะอาหารเขา เปลี่ยนเป็นความเย็นเยือกฉับพลัน

ข้าวที่เดิมมีรสเผ็ดร้อนเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกหลังจากลงสู่กระเพาะอาหารงั้นเหรอ?

ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับตอนที่เขายังอยู่ในโลกแห่งความ มันเหมือนได้อบไอน้ำอยู่สักครึ่งวันที่ในห้องครัว ฟางหยวนเดินออกมาเรียกความสดชื่นด้วยการอาบน้ำเย็น ๆ ตลอดร่างกายของเขารู้สึกสบายเป็นที่สุด ทุกตารางนิ้วของผิวราวกับถูกผลัดใหม่

ฮวาหูเตียวที่ด้านข้างก็กินข้าวจนเกลี้ยงชามของมันเร็วกว่าปกติ เหลือบมองฟางหยวนอย่างกระวนกระวาย

“ตะกละนัก!”

เมื่อมองไปที่ข้าวที่ยังเหลือ เขารู้สึกเสียใจขึ้นมานิด ๆ แต่รู้สึกกลัวมากกว่า

เขาเกรงว่าตัวเองจะไม่สามารถทำตามกฏที่ตั้งเอาไว้ได้อีกต่อไป และในที่สุดก็จะผลาญเอาข้าวสิบกว่าชั่งที่เหลือไปเสียหมด!

เมื่อเขามองตรงเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความต้องการของฮวาหูเตียว เขาก็รู้ว่าไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

“แต่.. นี่ก็เป็นการเก็บเกี่ยวครั้งแรก คงจะไม่เป็นไรถ้าวันนี้จะกินมากกว่าปกติสักนิด”

ฟางหยวนคิดพลางลูบคางไปมา รสชาติของข้าวหยกแดงนั้นดีเกินไป!

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮวาหูเตียวก็กระโดดเหยง ๆ อย่างยินดี แทบจะปรบกรงเล็บทั้งสองเข้าด้วยกัน

...

“ฟู่... ข้าอิ่มมาก...”

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปอีกเท่าไหร่ ฟางหยวนลูบท้องพลางนอนแผ่ลงบนพื้น ไม่อยากขยับแม้แต่ปลายนิ้ว

ที่ด้านข้าง มีฮวาหูเตียวที่กินเต็มคราบนอนอยู่ด้วยท่าเดียวกัน

มนุษย์และสัตว์ร้ายทั้งสองนี้ไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ กินข้าวไปกว่า 5 ชั่ง เมื่อกลับมาคิดย้อนหลัง ฟางหยวนก็ปวดใจนัก

แผนเดิมของเขาก็คือ พึ่งพาพืชผลเหล่านี้สนับสนุนเขาไปจนถึงประตูทองถัดไป แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องฝึกระงับใจกันบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเราจะได้กินแต่ข้าวเปลือกและดื่มน้ำข้าวแทนแล้ว มีชีวิตอยู่โดยนับเมล็ดข้าวไปทุกเมล็ดที่มีนี่มัน...”

ฟางหยวนรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที

ใครบ้างไม่รู้ว่าแม้แต่ในสำนักกุยหลิงเอง ข้าวหยกแดงก็มีแค่เจ้าสำนักและศิษย์สายตรงเท่านั้นที่ได้ลิ้มรส? แล้วยังไม่ใช่อะไรที่สามารถได้กินทุกวันด้วยซ้ำ

ชีวิตของเขากับฮวาหูเตียวนี้ต้องเรียกสายตาริษยาจากทุกผู้คนที่รู้เรื่องได้แน่นอน

“แต่... เมล็ดข้าวหยกแดงที่ผู้ดูแลหลินมอบให้ข้ามันดูไม่เหมือนแบบนี้...”

หลังจากกินจนอิ่ม ความคิดนี้ถึงได้โผล่ขึ้นมาในใจฟางหยวน “งั้นนี่ก็เป็นผลมาจากการดูแลพืชระดับ 3 เช่นนั้นหรือ? ข้าคิดว่าข้าววิญญาณของสำนักกุยหลิงคงไม่ได้มีคุณภาพสูงเช่นของข้า แล้วยังเป็นแบบที่ยังไม่ได้มีการกลายพันธุ์มาก่อนด้วย...”

“เอาละ ได้เวลาฝึกฝนแล้ว!”

เมื่ออาหารในท้องของเขาเริ่มย่อย ฟางหยวนก็ลุกขึ้น เหลือบมองหน้าต่างสถานะโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้ทำให้เขาตกตะลึง มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกแล้ว

“ชื่อ: ฟางหยวน

พลังกาย: 1.4

พลังลมปราณ: 1.3

พลังเวทย์: 1.5

อายุ: 18

ระดับการฝึกตน: [ผู้ฝึกยุทธ์ (ประตูทองที่สอง)]

วิทยายุทธ์: [ฝ่ามือทรายดำ (ระดับ 2)]

ทักษะ: [การแพทย์ (ระดับ 1)], [การดูแลพืช (ระดับ 3)]”

“พลังกายเพิ่มขึ้นจาก 1.3 เป็น 1.4?”

ดูเหมือนว่าพลังกายจะหมายถึงสภาพร่างกายของเขา หมายรวมทั้งสภาพร่างกายและค่าสถานะทางกายอื่น ๆ

ก่อนนี้ มันเพิ่มขึ้นเฉพาะเมื่อเขาผ่านประตูทองได้เท่านั้น

แต่ตอนนี้ หลังจากกินข้าวหยกแดง พลังกายของเขาก็เพิ่มขึ้น 0.1?

“ถึงจะบอกว่ามันจะให้ผลสูงสุดเมื่อได้รับเป็นครั้งแรกก็ตาม แต่นี่มันไม่มากเกินไปสักนิดหรือ?”

ฟางหยวนแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง

สภาพร่างกายนั้นเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง และหลังจากกินข้าววิญญาณเพียงมื้อเดียว ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกตะลึง ถ้าเช่นนั้น อัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ที่มีข้าววิญญาณกินอย่างไม่จำกัดจะน่าแตกตื่นขนาดไหน?

“แต่... ข้าววิญญาณของพวกเขาก็คงไม่ดีเท่าของเข้า เพราะอย่างไรเสียพวกนั้นก็ไม่ได้มีมือมหัศจรรย์เสียหน่อย!”

ด้วยความช่วยเหลือจากหน้าต่างสถานะ ฟางหยวนมั่นใจว่าจะสามารถปีนขึ้นไปอยู่ที่จุดสูงสุดของโลกนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องหวาดเกรงอัจฉริยะหน้าไหนทั้งสิ้น

“เพราะไม่มีใครเดินทางพันลี้ได้โดยไม่เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ... ดังนั้นข้าจะหย่อนการฝึกฝนประจำวันมิได้!”

เขาเริ่มทิ้งตัวเองลงไปในภวังค์การฝึกฝ่ามือทรายดำอย่างรวดเร็ว

แต่วันนี้ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างต่างไป

ระหว่างการฝึก กระแสอบอุ่นสายหนึ่งกระจายออกจากแขนขาและกระดูกของเขา มันเหมือนกับมีน้ำอุ่นเคลือบอยู่ทั่วร่าง มอบพลังให้เขา และยังรู้สึกชานิด ๆ ตลอดร่างราวกับถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ

“นี่มัน...”

พอรู้ว่ามีบางอย่างแตกต่างไป ฟางหยวนก็ตรวจสอบตลอดร่างกาย และมองไปที่แถบบอกระดับการฝึกฝน แล้วก็ค้นพบ

“แถบระดับการฝึกฝนฝ่ามือทรายดำขยับสูงขึ้นเร็วมาก นี่ก็เป็นผลจากข้าวหยกแดงรึ?”

ถ้าปกติแถบบอกระดับนี้จะขยับหนึ่งส่วนในหมื่นส่วนหลังจากฝึกฝ่ามือหนึ่งรอบ ตอนนี้มันก็ขยับประมาณหนึ่งส่วนในพันส่วนแทน!

เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ช่างน่ากลัวนัก!

“ผลของข้าวหยกแดงน่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความเร็วในการฝึกฝนของข้า แต่น่าจะเป็นเพราะค่าสถานะทางกายภาพของข้ามากกว่า?”

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจฟางหยวน

เพราะว่าพลังกายเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ตอนนี้เมื่อพื้นฐานของเขาดีขึ้น ความยากของการฝึกยุทธ์ก็ลดลงเป็นธรรมดา

อย่างน้อยก็ในกรณีนี้ของเขา

“ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายให้เร็วขึ้น!”

ฟางหยวนตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น กำหมัดแน่น

ข้าวหยกแดง ชาชำระจิต กับหน้าต่างสถานะ สิ่งเหล่านี้ช่วยเขาโกงอย่างแท้จริง

 

 

จบบทที่ Chapter 19: ข้าววิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว