เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 5: ลงจากเขา

Chapter 5: ลงจากเขา

Chapter 5: ลงจากเขา


 

“ผู้ใดให้ท่านทำแบบนี้?”

สบโอกาสเมื่อเหล่าเถียนกำลังร้องไห้ ฟางหยวนก็ตั้งคำถามถามเขา

ชาชำระจิตสามารถชำระล้างจิตใจ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนคนชั่วเป็นคนดี

เหล่าเถียนมีหัวใจที่ดีและคงจะรู้สึกผิดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงกลับมารู้สึกแบบเดิมเมื่อตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของน้ำชา ถ้าเขามีจิตใจที่ชั่วร้ายตั้งแต่แรก เขาจะแค่รู้สึกว่าน้ำชานี้รสชาติดีแต่จะไม่รู้สึกสำนึกผิดใด ๆ

“ข้ามันไม่ใช่คน... ฮึก....”

เหล่าเถียนยังนั่งร้องไห้อยู่บนพื้น “ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ข้าอยู่อย่างคนขี้ขลาดมาทั้งชีวิต ตอนนี้ข้าอายุมากขึ้น มีสถานะที่ดีขึ้น แต่ข้าก็ยังปล่อยให้ตัวเองถูกกดดันให้ทำร้ายลูกศิษย์ของผู้มีพระคุณ ข้ามันไม่ใช่คน... ข้ามาคิดดูแล้ว สำนักกุยหลิงอะไรนั่น ต่อให้ข้าจะทำอะไรไม่ได้ แต่ข้าจะไม่ทำให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง...”

“สำนักกุยหลิง?”

ฟางหยวนตกใจ

‘หรือว่าคนพวกนั้นจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนั้นให้จบไป? เดี๋ยวก่อนนะ นั่นผิดแล้ว! ถ้าคนพวกนั้นไม่อยากปล่อยเรื่องนี้ไป ก็แค่ฆ่าข้าซะ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เช่นนั้น ทำเล่นเป็นเด็ก ๆ ไป...’

ถึงตอนนี้ เขาก็ถามต่อ “สำนักกุยหลิงสนับสนุนเรื่องนี้หรือ? ผู้ใดเป็นคนข่มขู่ท่าน?”

“อีกอย่างหนึ่งนะ ข้าไม่แน่ใจว่าข้าได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน แต่ข้ารู้ว่าข้ามีความสัมพันธ์กับพวกท่าน... นายน้อย ไม่สู้เราไปจากที่นี่ สำนักกุยหลิงมีอิทธิพลในรอบ 100 ลี้นี่ แค่เราพ้นไปจากระยะร้อยลี้นี้ เราก็ไม่ต้องสนใจพวกเขาแล้ว! ข้ามีเงินเก็บอยู่กับตัวบ้าง แล้วก็มีประสบการณ์ที่ด้านนอกนั่น การเดินทางทุกอย่างล้วนไม่เป็นปัญหา...”

เหล่าเถียนตระหนักถึงมโนธรรมในตัว เขาแนะนำอย่างกระตือรือร้นให้ฟางหยวนหนีไป และเริ่มมองหาหนทาง

ฟางหยวนมองสภาพโกโรโกโสของเหล่าเถียนแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออก “ไม่รีบ! ไม่รีบ! พวกเรารอก่อนได้...”

เขานั่งลงแล้วดื่มด่ำกับชาที่ชงไว้

“เอ๋?”

ผ่านไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหล่าเถียนเพิ่งพบว่าตัวเองมีอยู่นั้นค่อย ๆ จางไป นิสัยฉลาดแกมโกงเริ่มกลับมา เขาเริ่มรู้สึกเสียใจในสิ่งที่พูดออกไปทันที และคิดในใจ ‘นี่ข้าทำอะไรลงไป? ทำไมข้าถึงได้เสนอเงินเก็บของข้าช่วยนายน้อยผู้นี้ต่อกรกับสำนักกุยหลิง?’

โดยสัตย์จริงแล้ว ถ้าแค่เตือนฟางหยวนและปล่อยให้เขาหนีไปเองนั้นก็พอจะเป็นไปได้

แต่ให้ใช้เงินเก็บทั้งชีวิตของเขาหนีไปด้วยกันกับฟางหยวนน่ะรึ? เหล่าเถียนทึ้งหัวตัวเองและไม่เคยรู้สึกโง่เท่านี้มาก่อน

ฟางหยวนเหลือบมองมา และเหล่าเถียนก็เกรงว่าตัวเขาเองจะมีมโนธรรมผุดขึ้นมาแล้วหนีไปพร้อมฟางหยวน

ฟางหยวนสังเกตความลุกลี้ลุกลนและกระอักกระอ่วนของเหล่าเถียน และรู้สึกว่ามันน่าขำ

‘เหล่าเถียนเป็นคนดี แต่เขามีเรื่องให้พะวงมากเกินไปในชีวิตนี้ทำให้เขาตัดสินใจเด็ดขาดไม่ได้...’

ฟางหยวนพูดขึ้น “เหล่าเถียน ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีความคิดที่จะหนีและจะไม่รบกวนให้ท่านช่วยเหลือ!”

“นั่นไม่ใช่ปัญหา”

เหล่าเถียนตอบอย่างอ่อนแรง แต่ลึกลงไป เขาแทบจะถอนหายใจแรง ๆ ด้วยความโล่งอก

เหล่าเถียนยังคงสับสนว่าทำไมเขาถึงผุดมโนธรรมขึ้นมาในวันนี้ แต่เพราะว่าได้พูดออกไปแล้วว่าจะช่วย เหล่าเถียนย้ำเตือนฟางหยวน “ชาวบ้านทั่วไปรู้ดีว่าทางที่ดีไม่ควรไปยุ่งกับพวกเจ้าหน้าที่ของทางการ สำนักกุยหลิงอาจจะไม่ได้เป็นพวกเจ้าหน้าที่ทางการแต่พวกเขาก็มีอำนาจมากจริง ๆ แล้วนายน้อยจะป้องกันตัวเองจากพวกนั้นได้อย่างไร? ท่านควรจะหาผู้อื่นสักคนมาช่วย หรือไม่อย่างนั้นท่านก็รีบหนีไป!”

“ขอบคุณท่านมากที่เป็นห่วง แต่ข้าคงจะคิดถึงที่นี่มาก...”

ฟางหยวนพูดจริง

นี่เป็นสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมาและแน่นอนว่าย่อมก่อเกิดความผูกพันต่อสถานที่นี้ ความรู้สึกที่ยากจะหาสิ่งใดทดแทนได้

แล้วเขาก็ยังมีชาวิญญาณและข้าววิญญาณ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายพืชพวกนี้ไปยังที่ห่างไกลในระยะเวลาอันสั้น

นอกจากนี้ ฟางหยวนยังเชื่อมั่นใจการพิจารณาเรื่องราวของตนเอง จากที่เขาถูกยกเลิกการหมั้นหมายและยอมรับของขวัญทดแทนไว้แล้ว ไม่มีเหตุผลให้อีกฝ่ายลดตัวลงมาและลงมืออย่างอำมหิต

บางที อาจจะเป็นแค่คนของสำนักที่ระดับล่าง ๆ สักคนเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมาหวังว่าจะได้รับความชอบจากพวกระดับสูง

“เป็นเหลยเยว่ที่ทำเรื่องนี้ได้หรือไม่?”

ฟางหยวนอึ้งไปครู่หนึ่ง ในความทรงจำของเขา เหลยเยว่ไม่ได้งดงามน่ารักนัก ใบหน้าของนางนั้นพร่าเลือนในความทรงจำ

ตรงกันข้าม ในโลกความฝันของเขา นี่เป็นรูปแบบปกติที่เกิดขึ้นในนิยาย ที่จู่ ๆ ก็มีคู่แข่งความรักโผล่ออกมาจากที่ใดไม่รู้แล้วก็สร้างปัญหาให้

“แล้วเรื่องสั่งห้ามค้าขายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดด้วย!”

เขามองเหล่าเถียนแล้วยิ้ม

“ต่อไปนี้ท่านก็ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้แล้ว!”

“เอ๋?”

เหล่าเถียนเหลือบตามองฟางหยวน รู้สึกมือไม้ปั่นป่วนนิด ๆ

“ข้าตัวคนเดียว ไม่มีอะไรให้ยึดถือ ไม่มีชื่อเสียงใด แต่ท่าน เหล่าเถียน แค่ทำตามที่คนพวกนั้นสั่ง คนพวกนั้นก็ไม่สร้างปัญหาให้ท่านแล้ว!”

ฟางหยวนวิเคราะห์ให้เหล่าเถียนฟังอย่างใจเย็น แล้วนำเอาสมุนไพรถาดหนึ่งออกมา “นี่สมุนไพร การแลกเปลี่ยนครั้งสุดท้ายของเราก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

“เอ่อ.. นายน้อย ดูแลตัวเองด้วย!”

เหล่าเถียนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของฟางหยวน แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเขาแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจากมาเสีย

...

หลังจากส่งเหล่าเถียนออกไปแล้ว ฟางหยวนก็หยิบตะกร้าไม้ไผ่เทลงบนพื้น

ครานี้เหล่าเถียนเอาสินค้ามามากพอสมควร เมื่อรวมกับที่เขามีเก็บไว้ จำนวนของที่มีก็เพียงพอให้เขาใช้ไปอีกหลายเดือนข้างหน้า

“หนึ่งในวัตถุดิบที่ต้องใช้ทำไหหั่วเย่หาได้จากที่ข้างนอกนั่นเท่านั้น ทีแรกข้าคิดว่าจะได้อาศัยความช่วยเหลือจากเหล่าเถียน...แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ข้าว่าข้าคงต้องไปจัดการด้วยตนเองแล้ว!”

ฟางหยวนถอนหายใจ “แล้วยังเรื่องที่ข้าตกเป็นเป้าหมายของสำนักกุยหลิง เรื่องนี้ก็ต้องตรวจสอบเพิ่ม...”

อันที่จริง เพราะฟางหยวนอาศัยในหุบเขาตลอดและน้อยครั้งที่จะออกไปข้างนอก เขาเองก็อยากจะออกไปดูข้างนอกนั่นด้วยตนเองอยู่เช่นกัน

เมื่อตัดสินใจจะออกจากหุบเขา ฟางหยวนก็เตรียมตัว

อันดับแรก เขาเลือกสมุนไพรหายากและมีอายุเพื่อเป็นเงินทุนในการเดินทาง และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และที่สำคัญที่สุด แน่นอนว่าต้องนำอาหารไปให้เพียงพอ

ข้าวธรรมดาที่ข้างนอกนั่นเทียบกับข้าวหยกมุกที่เขาปลูกเองไม่ได้

เพราะคุ้นเคยกับการกินผลิตผลของตัวเอง อาหารที่ข้างนอกนั่นก็อาหารหมูดี ๆ นี่เอง

หลังจากฟางหยวนเตรียมตัวเสร็จ เขาก็หยิบมีดขนาดใหญ่ติดตัวไปเพื่อป้องกันตัวและใช้ในการเดินทาง

...

เทือกเขาชิงหลิงนั้นกว้างใหญ่และทอดยาวผ่านหลายมณฑล

มณฑลชิงเหออยู่ใกล้หุบเขาสันโดษที่สุด

ฟางหยวนน้อยครั้งที่จะออกจากหุบเขา แต่เขาก็เคยเดินทางออกไปข้างนอกกับอาจารย์เวิ่นซินมาก่อนหลายครั้งทำให้พอจะรู้ทาง

ระหว่างทางมีหมูบ้านเล็ก ๆ ประปราย และเมื่อถึงหมู่บ้านหนึ่ง ฟางหยวนก็ผ่อนคลายลง “ถ้าสำนักกุยหลิงต้องการจัดการกับข้าจริง ด้วยความสามารถของคนพวกนั้น ข้าคงจะขยับตัวได้ยากกว่านี้... ดูเหมือนที่ข้าคิดไว้จะถูกต้องแล้ว มันเกิดจากหนึ่งในสมาชิกระดับต่ำพวกนั้นสินะ?”

ความคิดที่ว่าเขาถูกมองเป็นคู่แข่งความรักและต้องต่อกรกับศัตรูลึกลับทำให้ฟางหยวนตัวสั่นนิด ๆ

“นี่ไม่ได้การ ข้าควรไปหาผู้ดูแลหลินและตรวจดูให้แน่ใจว่าเป็นสำนักกุยหลิงจริง ๆ ใช่ไหมที่ก่อปัญหาให้ข้า แต่ว่า เขาก็เป็นหนึ่งในคนพวกนั้นที่สร้างปัญหานี้ขึ้นมา ข้าคิดว่าเขาคงจะแค่ยืนดูเฉย ๆ มากกว่า”

หลังจากจ่ายค่าเข้าเมือง ฟางหยวนก็เดินไปรอบ ๆ อย่างไร้จุดหมายและจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

สำหรับเขา เขาเต็มใจที่จะทิ้งชื่อเสียงของตัวเองแลกกับปัญหาที่น้อยลง

แต่การรบกวนผู้อื่นไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่วิธีการแก้ไขระยะยาว นอกจากนี้ การพบกันเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนแน่ ๆ มันจะดีที่สุดถ้าเขาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

“ขนมเจ้าค่ะ!”

“เครื่องประดับ แป้งผัดหน้า!”

“เครื่องทองขอรับ!...”

...

แม้ว่าจะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ก็มีร้านค้าเรียงรายตลอดถนน และมีเสียงตะโกนและเสียงต่อราคาทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวา เป็นที่แปลกตาต่อฟางหยวน และยังมีบางคนมองเขาราวกับเป็นสัตว์ประหลาด แต่ทั้งหมดนี่ไม่ได้ทำให้เขารำคาญแต่อย่างใด

“การทำไหหั่วเย่ต้องใช้ถ่านไม้หลี น้ำฝน และผงหรดาลแดง สองอย่างแรกหาได้ในหุบเขา แต่ผงหรดาลแดง ข้าคงต้องซื้อเยอะ ๆ เลย!”

ฟางหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าร้านขายของชำ

“มองหาสินค้าใดหรือขอรับท่าน?”

เสมียนวัยกลางคนที่โต๊ะยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่น

“ข้าต้องการผงหรดาลแดงที่คุณภาพดีที่สุด! แล้วก็...ท่านรับชำระด้วยสมุนไพรจากบนเขาหรือไม่?”

ผู้ดูแลหลินให้เงินฟางหยวนไว้ส่วนหนึ่ง แต่เขาอยากใช้สมุนไพรของตัวเองมากกว่า เก็บเงินเอาไว้ใช้ในอนาคต

ถ้าเรื่องราวรุนแรงและแย่ลง และถ้าเขาจำเป็นต้องหนี หนีไปพร้อมเงินแทนที่จะเป็นของอื่น ๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ดีกว่า

ฟางหยวนไม่อยากทิ้งหุบเขาไป แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่และรู้ว่าควรจะเลือกอะไร

“เรารับสมุนไพรขอรับ!”

เสมียนยิ้มและพูด “เอาสมุนไพรจากบนเขาที่เจ้ามีให้ข้าดูสิ พ่อหนุ่ม!”

“อืม!”

ฟางหยวนรู้ว่าแม้เสมียนจะดูเป็นมิตร แต่ถ้าเขาส่งสมุนไพรราคาแพงให้ เสมียนก็อาจจะเกิดความคิดไม่ดีขึ้นได้

การมีรูปลักษณ์ดูเหมือนเด็กยากจน ฟางหยวนดูไม่มีผู้คอยดูแลสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

หลังจากตรึกตรองอย่างหนัก เขาก็หยิบกระเป๋าผ้าออกมาซึ่งเรียกความสนใจจากเสมียน เขาเปิดผ้าแต่ละชั้นออก และเมื่อเสมียนเห็นว่ามันเป็นแค่โสมแดง ความไม่พอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

“โสมแดง อายุประมาณ 20 ปี คุณภาพค่อนข้างดี! ให้ข้าดูใกล้ ๆ...”

ฟางหยวนหยิบเอาของที่ไม่แพงมากออกมา แต่ก็ยังมีคุณภาพดีกว่าปกติ เสมียนต้องการมองหาจุดบกพร่องของโสมแดงต้นนี้เพื่อกดราคาลง แต่ไม่สามารถหาได้

โสมแดงต้นนี้ไม่มีข้อตำหนิใดทั้งลักษณะ การเก็บรักษา และสี... ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถพูดได้ก็คือ “น่าเสียดายนัก มันอายุน้อยไปสักนิด ข้าคงให้ได้แค่...”

“รอก่อน ข้าต้องการโสมนี่!”

เสมียนยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีแขนข้างหนึ่งยื่นออกมาคว้าโสมแดงไปจากมือเขา “น่าเสียดาย... มันไม่แก่มากพอ!”

เสียงนั่นแหลมสูงแต่นุ่มราวเสียงนก ฟางหยวนหันกลับไปและเห็นแม่นางน้อยในชุดสีเหลือง เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “แม่นาง นั่นเป็นโสมแดงของข้า!”

“เจ้าต้องการเท่าไหร่สำหรับโสมต้นนี้?”

แม่นางคนนี้อายุราว ๆ 17-18 ปี เท่า ๆ กับฟางหยวน

“ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ข้าจะใช้มันแลกกับสินค้าบางอย่างกับเสมียน เจ้าอย่าบีบบังคับผู้อื่น!”

ฟางหยวนส่ายหน้า และนั่นทำให้แม่นางผู้นั้นโกรธ “เจ้า!”

“คุณชายท่านนี้ น้องสาวข้าคนนี้กังวลอาการป่วยของบิดานัก นางอาจจะดูไม่สุภาพ ได้โปรดอย่าถือสานางเลย”

ในตอนนั้นเอง ที่ด้านหลังแม่นางน้อยมีบุรุษหนุ่มในชุดสีเขียวแสดงท่าทีขออภัยแทน

“ไม่ต้องกังวลไป ความกตัญญูของแม่นางต้องเป็นที่ประจักษ์แก่ฟ้าเบื้องบนแน่นอน!”

บุรุษหนุ่มดูเป็นผู้มีฐานะ เสมียนถูมือไปมาแล้วฉีกยิ้มกว้าง

 

 

จบบทที่ Chapter 5: ลงจากเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว