เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 4: ชำระจิต

Chapter 4: ชำระจิต

Chapter 4: ชำระจิต


 

“ชาชำระจิตนี่ เมื่อต้มและดื่มโดยตรงก็ให้ผลที่มหัศจรรย์มากแล้ว แต่เมื่อผ่านการชงด้วยพิธีชงชาสมาธิ ยังสามารถเพิ่มพลังเวทย์ของผู้ดื่มได้!”

ฟางหยวนขยับนั่งตัวตรงหน้าโต๊ะ เหลือบมองใบชาที่เกาะกันเป็นก้อนเล็ก ๆ พลางคิดสงสัย

หลังจากตรึกตรองเรื่องทั้งหมดที่เขารู้ดูแล้ว เขาก็ลองใช้ใบชาในรูปแบบต่าง ๆ แบบที่เขาเคยทำในความฝัน

หนึ่งนั้นทำให้รู้ว่า ถ้านำไปต้มดื่มโดยตรง โดยไม่ผ่านพิธีชงชาสมาธิ ชาชำระจิตนี้ยังคงรสชาติเดิมไว้ได้ และยังสามารถชำระล้างจิตวิญญาณได้เช่นเดิม แต่ความสามารถในการเพิ่มพลังเวทย์นั้นสูญเสียไป

สิ่งที่ค้นพบนี้ ทำให้ฟางหยวนสงสัยว่าจริง ๆ แล้วอาจารย์เวิ่นซินมีความสามารถอันมหัศจรรย์

อย่างที่สอง เป็นสิ่งที่ทำให้ฟางหยวนรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

“ชาชำระจิตนี้มีผลสูงสุดเมื่อดื่มเข้าไปครั้งแรก จากนั้นประสิทธิภาพก็จะค่อย ๆ ลดลง... และอาจจะถึงขีดจำกัดได้ อาจจะเพราะเคยชินกับผลที่ได้ไปแล้ว?”

ฟางหยวนบันทึกความคิดทั้งหมดนี้ลงบนกระดาษด้วยความเคยชิน

ทดลอง ประเมิน จดบันทึก จะเกิดเป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาต่อไปข้างหน้า นี่ก็เป็นสิ่งที่ฟางหยวนได้เรียนรู้จากการมีชีวิตอีกแบบหนึ่งในความฝัน

แม้ว่าเขาจะอายุเพียง 18 ปี แต่ในฝันตอนนั้น เขามีชีวิตไปแล้วหนึ่งชาติภพ

น่าเสียดายที่เมื่อเขาโตขึ้นถึงวัยผู้ใหญ่ ความฝันนั้นก็เริ่มหายไป

“ได้รับสิ่งพิเศษขนาดนี้เป็นเพราะความโชคดีขนานใหญ่ ข้าควรจะดีใจ”

ฟางหยวนปลอบตัวเองและเริ่มงานประจำวันด้วยการเดินตรวจไปรอบ ๆ หุบเขา

“อืม ข้าควรจะทำอย่างไรกับต้นชาชำระจิตดี? ย้ายไปปลูกที่อื่น?”

ขณะที่เดินไป ก็ย่นคิ้วคิด

แม้ว่าสวนพฤกษาด้านหลังหุบเขานี่จะอยู่ลับตา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกบุกรุก ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับผู้ดูแลหลิน ฟางหยวนได้โฉนดที่ดินของหุบเขานี้และที่ดินโดยสิบลี้โดยรอบมาครอบครองแล้ว พืชวิญญาณนั้นยั่วยวนใจนัก และฟางหยวนไม่คิดจะเชื่อใจใครที่เข้าใกล้ต้นไม้วิเศษของเขา

ต้นชาชำระจิตที่กลายพันธุ์มานี้โดดเด่นเกินไป และถ้าถูกพบ ก็จะเป็นที่ปรารถนาของผู้อื่นมากมาย ย้ายไปปลูกที่อื่นอาจจะดีที่สุด

ตรงกันข้าม ฟางหยวนไม่จำเป็นต้องพะวงถึงข้าวหยกแดง เพราะพวกมันเป็นพืชวิญญาณระดับต่ำที่สุดในบรรดาพืชวิญญาณและมีที่มาที่ไปที่อธิบายได้

“ข้าอยากรู้นักว่าข้าววิญญาณจะรสชาติเป็นอย่างไร”

ฟางหยวนลูบคางตัวเอง รู้สึกตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ เขารู้สึกประหลาดใจและยินดีมากเมื่อมาถึงบริเวณแปลงปลูกข้าวหยกแดง

ตรงหน้าเขา ต้นอ่อนสีแดงสดโผล่พ้นดินขึ้นมา ดูไปแล้วคล้ายดอกบัวที่มียอดแหลมกว่า เป็นแปลงปลูกที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

“งอกแล้วรึ?”

ฟางหยวนดีใจมาก

อาจารย์เวิ่นซินเคยสอนเขาไว้ว่า การเติบโตของพืชวิญญาณนั้นขึ้นกับคุณภาพของดินเป็นอย่างมาก

หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง แม้แต่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดและพื้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุดก็ปลูกได้เพียงพืชวิญญาณระดับต่ำเท่านั้น

ข้าวหยกแดงนี้อาจจะไม่ได้น่าดูนัก แต่อย่างไรก็เป็นพืชวิญญาณ!

เพียงแค่คิดว่าตัวฟางหยวนเองสามารถปลูกพืชชนิดนี้บนดินธรรมดา ๆ ได้ ถ้าเขาปลูกข้าวหยกแดงนี้ให้มากขึ้น แม้แต่สำนักกุยหลิงก็คงไม่ร่ำรวยได้เท่าเขาเป็นแน่

“ถึงสำนักกุยหลิงจะคิดว่าตนวิเศษขนาดไหน แต่จะสามารถรับประทานข้าววิญญาณทุกวันได้รึ? ข้าสิ ทำได้!”

ริมฝีปากของฟางหยวนโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตาเปล่งประกาย ทันใดนั้น เขาก็อุทานออกมา ก่อนจะวิ่งไปที่ริมด้านหนึ่งของแปลงปลูก

“นี่...”

สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาอ้าปากค้าง

ผืนหญ้าเขียวขจีที่ขอบด้านหนึ่งของแปลงปลูกที่กำลังชูช่อเริ่มมีขอบใบไหม้เป็นสีเหลือง บางส่วนที่ยังดูเขียวอยู่ก็เริ่มเฉาลงไปอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าพวกมันถูกขโมยพลังชีวิตไป

ทั้งหวงกั๋ว เถาเก๋อเฟิ่น พืชทุกชนิดที่อยู่ใกล้กับข้าวหยกแดงล้วนมีชะตาแบบเดียวกัน

“ไม่นะ... ข้าปลูกพืชที่ต้องการการดูแลน้อยพวกนี้ไว้เพื่อรองรับการปลูกข้าวหยกแดง ข้าคิดว่าพืชพวกนี้จะทำให้ผืนดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น...”

ฟางหยวนมองแปลงพืชตรงหน้าและตระหนักได้ในทันที

“พืชวิญญาณพวกนี้เหนือกว่าพืชอื่นมากจริง ๆ มันดูดซับพลังชีวิตจากพืชอื่นข้าง ๆ เอาเถิด อย่างไรเรื่องแบบนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ผืนดินแถบนี้ธรรมดาเกินกว่าที่จะรองรับการเติบโตของพืชวิญญาณและพลังชีวิตของพืชพวกนี้ได้”

เมื่อคิดได้แบบนี้ ฟางหยวนก็รีบพุ่งไปที่ไร่ชาและสังเกตสภาพรอบนอกของต้นชาชำระจิตอย่างละเอียด

เป็นไปตามที่คาดเลย ต้นชาชำระจิตเติบโตบานสะพรั่ง แลกกับการที่ต้นชารอบ ๆ เริ่มมีสัญญาณการแห้งเหี่ยวตาย

“ข้าคิดว่าคราวหน้าที่ข้าจะปลูกพืชวิญญาณ ข้าคงต้องปลูกพวกมันแยกออกมา หรือไม่อย่างนั้นข้าก็ต้องทำให้แน่ใจว่าพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของพวกมันได้ ไม่อย่างนั้นพวกมันก็จะส่งผลกระทบต่อต้นไม้อื่นรอบ ๆ”

ฟางหยวนกัดริมฝีปาก

“น่าจะมีวิธีอื่นนอกเหนือจากนี้นะ ไม่ใช่ว่าเพราะแค่ดินอุดมสมบูรณ์ไม่พอหรอกใช่ไหม? ข้าควรจะเติมดินที่ดีกว่านี้ลงไป ใส่ไหหั่วเย่เป็นวันละสามครั้ง เพิ่มหั่วเฟยรอบ ๆ ต้น... ข้าขาดวัตถุดิบบางอย่าง อาหะ! ต้องไหว้วานเหล่าเถียน!”

เหล่าเถียนเป็นลูกจ้างของหอสมุนไพรที่ด้านนอกนั่นและมีหน้าที่รับผิดชอบซื้อและเก็บสมุนไพร บางครั้ง เขาก็จะเข้ามาที่หุบเขานี่เพื่อเก็บสมุนไพรด้วยตัวเอง

ครั้งหนึ่ง เขาถูกงูพิษกัด และบังเอิญได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์เวิ่นซิน มิตรภาพจึงได้เริ่มขึ้น และเหล่าเถียนก็มักจะซื้อของใช้จำเป็นมาให้สองคนอาจารย์และศิษย์แลกกับสมุนไพร

ตามที่อาจารย์เวิ่นซินบอก เหล่าเถียนให้ราคาสินค้าที่เหมาะสมและเป็นคนจริงจัง ฟางหยวนรับฟังและยังคงติดต่อกับเหล่าเถียนเป็นประจำ

แล้วฟางหยวนยังเคยมอบสมุนไพรชั้นเยี่ยมที่มีคุณค่าทางการแพทย์สูงให้เหล่าเถียนในการติดต่อครั้งหลัง ๆ มานี่ด้วย เหล่าเถียนสามารถทำกำไรเล็กน้อยจากสมุนไพรพวกนั้นได้

“นายน้อย! นายน้อย!”

เสียงของเหล่าเถียนดังแทรกกระแสความคิดของฟางหยวนเข้ามา

“อ้อ เหล่าเถียน ท่านนั่นเอง เข้ามาสิ!”

ฟางหยวนยิ้มกว้างทักทายเหล่าเถียนที่ปากทางเข้าหุบเขาและเชิญเขาเข้ามา

เหล่าเถียนเป็นคนหน้าตาตลก มีแขนยาว ปากยื่น และแก้มตอบ ที่มักทำให้ฟางหยวนนึกถึงลิงตัวใหญ่ และมีสายตาเจ้าเล่ห์ที่เป็นแบบพวกเดียวกันนั่น เขาแบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลัง ก่อนจะวางมันลงอย่างกระหืดกระหอบ เหล่าเถียนถูมือไปมาและยิ้มอย่างขอลุแก่โทษ

“ท่านดู นายน้อย ของที่ท่านถามหาเมื่อครั้งก่อน ข้านำมาด้วยแล้ว”

“ทำได้ดีมาก ลำบากท่านแล้ว เหล่าเถียน!”

ทางเข้าหุบเขานั้นยาวนัก และผู้อื่นทั่วไปมักรู้สึกว่าเดินทางลำบาก น้อยคนยิ่งนักที่จะผ่านเข้าพร้อมกับสัมภาระหนักเช่นนี้

“หวงกั๋วสุกพอดี รอตรงนี้ ข้าจะไปเอามาให้”

ฟางหยวนยิ้มกว้าง

“เฮ่ย...”

มีความลังเลใจอยู่แทนที่ทีท่ายินดีบนใบหน้าของเหล่าเถียน เหล่าเถียนกัดฟันแล้วพูด

“เอ่อ... มีบางอย่างที่ท่านควรทราบไว้ นายน้อย ข้าคิดว่าเราคงจะไม่ได้ทำการค้ากันต่อแล้ว”

“โอ้?”

ฟางหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“แต่เหล่าเถียน หรือว่าท่านไม่พอใจในสมุนไพรที่รับไปครั้งก่อน? หรือว่าท่านคิดว่าข้าตั้งราคาสูงเกินไป? ทุกอย่างพวกเราสามารถพูดคุยกันได้นะ”

“ไม่ ไม่ ไม่! สมุนไพรและเครื่องเทศที่ปลูกโดยอาจารย์เวิ่นซินปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นของชั้นเยี่ยม ส่วนท่าน นายน้อย แม้แต่สมุนไพรบนยอดเขาสูงสุดหรือจากป่าลึกที่สุดก็เทียบกับที่ท่านมอบให้ข้าไม่ได้ในด้านคุณภาพ เพียงแต่...”

เหล่าเถียนแกว่งแขนไปมาโดยไม่รู้ตัว

“จะอะไรก็ช่างเถิด ไม่ค้าขายกับท่านแล้ว!”

“อย่างนั้นก็ได้!”

เพื่อทดสอบเหล่าเถียน ฟางหยวนมีความคิดคร่าว ๆ แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร

เขายิ้มมุมปาก

“ถ้าอย่างนั้น อย่างน้อยพวกเราก็มาจัดการกับสินค้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้ายกัน นั่งก่อนสิเหล่าเถียน นี่ก็สายมากแล้ว ทำไมไม่อยู่ทานข้าวสักมื้อรับน้ำชาสักถ้วยก่อนกลับ?”

“กินข้าว?”

เหล่าเถียนกลืนน้ำลาย เขาแทบจะได้กลิ่นหอมของข้าวหยกมุกที่เขากินเข้าไปเมื่อครั้งก่อนที่มาที่นี่ อาการลังเลเมื่อสักครู่ถูกความตะกละครอบงำ

“ถ้านายน้อยจะแบ่งข้าวปั้นให้ข้าสักสองก้อน ตาแก่คนนี้จะขอบคุณยิ่งนัก...”

เหล่าเถียนไม่ทำท่าจะกลับแล้วตอนนี้ เท้าทั้งสองแทบจะงอกรากลงพื้น ฟางหยวนกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้

ในโลกภายนอกหุบเขานี้ ข้าวหยกมุกเป็นธัญพืชที่มีแค่ตระกูลร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถหาได้ ข้าวหยกมุกที่ปลูกโดยฟางหยวนนั้นยังมีคุณภาพดีกว่า เหล่าเถียนแค่ได้กินมื้อหนึ่งเมื่อครั้งก่อนก็รู้สึกราวกับต้องมนตร์ เขาเคยขอเมล็ดข้าวบางส่วนไป แต่ก็ไม่สามารถหาผู้รู้มาจำแนกได้ว่าทำไมมันถึงพิเศษ

“ท่านเกรงใจเกินไปแล้วเหล่าเถียน การมาเยือนหุบเขานี้ของท่านถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก และข้าคิดว่าข้าก็เป็นเจ้าบ้านที่ดีผู้หนึ่ง”

ฟางหยวนยิ้มขณะที่เดินกลับเข้ากระท่อมไป แล้วไม่นานก็ได้กลิ่นหอมโชยออกมา

เหล่าเถียนชะเง้อคอยืดยาวและสูดกลิ่นเข้าไปเท่าที่จะสามารถทำได้ ความกระตือรือร้นนี้ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนลิงมากขึ้นไปอีก เป็นภาพที่น่าขำนัก

“แค่อาหารพื้น ๆ เท่านั้น!”

ฟางหยวนออกมาจากกระท่อมอีกครั้งพร้อมถาดไม้ที่มีชามข้าวหยกมุกสองชามและกับข้าวอีกสองอย่าง

หนึ่งในนั้นเป็นแตงกวาสด ล้างด้วยน้ำพุ แล้วหั่นเป็นแว่น ดูราวกับหยกแกะสลักอย่างประณีต

อีกจานเป็นถั่วหมัก กลิ่นหอมของอาหารจานนี้ลอยเข้าจมูกของเหล่าเถียนและทำให้ท้องเขาร้องโครกออกมา

“เยี่ยมมาก! วิเศษ!”

แน่นอนว่าดาวเด่นของมื้อนี้คือเม็ดกลมราวมุกของข้าวหยกมุกในชามไม้ กลิ่นหอมของข้าว ผสานกับกลิ่นถั่วหมัก ก็ทำให้เหล่าเถียนหลงใหลได้ปลื้มมาก

เหล่าเถียนตัดสินใจช่วยเหลือตัวเองและปล่อยตัวเองจมลงไปในความอร่อยของข้าวในชาม ครางเสียงต่ำในคออย่างพึงพอใจในทุกคำที่ตักกิน

ราวกับพายุพัดผ่าน เหล่าเถียนจัดการกับข้าวหยกมุกสามชามและกับข้าวสองอย่างหมดเกลี้ยงถึงได้ตระหนักว่าพฤติกรรมของตนนั้นไม่เหมาะสม ยิ้มละห้อยออกมา

“นายน้อย ทักษะการทำอาหารของท่านนั้นยอดเยี่ยมนัก ไม่มีจานไหนในงานเสียงที่แพงที่สุดในเมืองจะเทียบเท่ากับอาหารฝีมือท่านได้เลย!”

“มา มา รับชาสักถ้วย!”

ฟางหยวนส่งถ้วยชาให้เหล่าเถียนอย่างสงบสีหน้านิ่งเฉย

นี่เป็นชาชำระจิต แต่ไม่ได้เตรียมผ่านพิธีชงชาสมาธิ ฟางหยวนคิดไว้นานแล้วว่าอยากลองใช้ชานี้กับผู้อื่นดูเพื่อให้เขาได้สังเกตผลที่ได้ต่อคนผู้นั้นด้วยตาตนเอง พอดีกับที่เหล่าเถียนผ่านเข้ามา

“หอมมาก!”

แม้ว่าชาจะไม่ได้ชงด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุด แต่ก็ยังใสกระจ่างและมีกลิ่นหอมน่าพึงพอใจ เป็นเครื่องดื่มหลังอาหารที่เหมาะสมที่สุด มือของเหล่าเถียนสั่นนิด ๆ ขณะรับถ้วยชามา

“ข้าไม่เคยเป็นชาพันธุ์ดีเยี่ยงนี้มาก่อนในชีวิต นี่เป็นพันธุ์ใหม่ที่นายน้อยปลูกขึ้นมาใช่หรือไม่?”

ฟางหยวนแค่ส่งยิ้มกลับแต่ไม่ได้พูดอะไร เหล่าเถียนก็ไม่กล้าถามมากและเพื่อไม่ให้ต้องวุ่นวายต่อไปจึงยกถ้วยชาขึ้นดื่มหมดในอึกเดียว

ตูม!

ขณะที่น้ำชาไหลลงคอไป เหล่าเถียนก็รู้สึกราวกับว่ามีน้ำตกสายหนึ่งชะผ่านร่างกาย ชำระล้างทั้งจิตใจและวิญญาณของเขาจนสะอาดบริสุทธิ์ และยังตรงไปสู่สมอง สะกิดเอาภาพความทรงจำในชีวิตของเขาเมื่อนานมาแล้วขึ้นมาให้เห็นชัดเจน ความอดอยากในวัยเด็กของเขา การดิ้นรนในวัยเยาว์ของเขา ความทุกข์ยากในทุกวันนี้ของเขา เหล่าเถียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงคลื่นแห่งความเศร้าโศกลึกล้ำ น้ำตาไหลลงอาบแก้มเป็นสาย

ฟางหยวนสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจบนใบหน้าของเหล่าเถียนอย่างเบิกบาน

“นายน้อย ข้าละอายยิ่งนัก”

เหล่าเถียนจู่ ๆ ก็ตะโกนออกมาสุดเสียงและลงไปนั่งคุกเข่า

“อาจารย์เวิ่นซินช่วยชีวิตข้าไว้ แต่ข้าก็ยังปล่อยให้ตัวเองรับสินบนทำลายแหล่งรายได้เดียวของนายน้อย ข้าสมควรตาย!”

“อ้อ...”

ฟางหยวนตกใจกับประสิทธิภาพของชาชำระจิต

เขาสังเกตเหล่าเถียนอย่างละเอียดและส่ายหน้า

“ใช่แล้ว ถ้าปราศจากพิธีชงชาสมาธิ น้ำชาที่ได้ก็ไม่สามารถเพิ่มพลังเวทย์ของผู้ดื่มได้... ไม่อย่างนั้น เหล่าเถียนจะไม่อยู่ในสภาพแบบนี้!”

 

 

จบบทที่ Chapter 4: ชำระจิต

คัดลอกลิงก์แล้ว