เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 1: ฟางหยวน

Chapter 1: ฟางหยวน

Chapter 1: ฟางหยวน


 

เทือกเขาชิงหลิง

เทือกเขานี้ทอดยาวหลายร้อยกิโลเมตร ลึกเกินหยั่งรู้ และมีผืนดินอุดมสมบูรณ์ เป็นชีวิตของผู้คนบนเขา

ในตอนนี้ มีคนสองคนกำลังเดินลึกเข้าไปในภูเขาด้วยกัน แม้ว่าทางเดินจะขรุขระหรือมีพุ่มไม้แน่นหนาพวกเขาก็เดินผ่านไปได้โดยง่ายราวกับเดินบนพื้นเรียบโล่ง

ไม่นานนัก ก็ปรากฏหุบเขาขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา กระไออุ่นของแผ่นดินลอยขึ้นจากพื้นผสมกับละอองหมอก เกิดเป็นน้ำค้างใสเกาะบนใบไม้เขียวขจี แสงอาทิตย์กระทบกับหยาดน้ำค้างสะท้อนสีรุ้งเป็นประกายในอากาศ

“อืม... ไอดินลอยขึ้นมา ดูราวกับว่าที่นี่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิตลอดกาลอย่างนั้น เป็นสถานที่ที่ดี แล้วเจ้าเด็กนั่นอยู่ไหนล่ะ?”

ชายชราไว้เคราแพะ คิ้วเฉียงดุ และมือผอมเกร็งคล้ายขาไก่ถามขึ้น

เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียว สายตาแหลมคมและแผ่รังสีไม่แยแสสิ่งใดออกมารอบตัว ผู้ดูแลในวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งทำได้แค่ยิ้มขณะปาดเหงื่อเย็นเยียบออกจากใบหน้า

“อันที่จริง... ในหุบเขานี่มีบริเวณที่พักที่แยกออกมาที่สร้างโดยมิตรที่ดีงามคนหนึ่งของข้า เด็กหนุ่มที่ดีงามผู้นั้นอาศัยอยู่ที่นั่น”

“ถึงตอนนี้เจ้าก็ยังเรียกเจ้าเด็กนั่นดีงามอยู่อีกหรือ?” ชายเคราแพะถามอย่างเย็นชา

“เฮ่ย... จะอย่างไรอาจารย์ของเขากับข้าก็เป็นมิตรกันมานับสิบปี ยิ่งไปกว่านั้น ข้าติดค้างเขาครั้งหนึ่งแล้วคราวนี้... เฮ่ย...” ผู้ดูแลขมวดคิ้วเป็นร่องขณะถอนหายใจหลายครั้ง

ขณะที่พูดคุยกัน พวกเขาทั้งสองคนก็มาถึงทางเข้าหุบเขาแล้ว

หุบเขานี้มิได้กว้างใหญ่นัก แต่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แม่น้ำไหลเอื่อยผ่านพื้นที่ รอบ ๆ เงียบสงบ ตรงใจกลางมีที่พักอาศัยที่สร้างไว้อย่างปราณีตล้อมรอบด้วยพุ่มไม้สูง ปลูกข้าวหยกมุกไว้ไม่มาก ทว่าแต่ละเมล็ดข้าวเหมือนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและดูน่าชม

“โอ้... สวนนี่ ผืนดินนี้ ไม่เลวเลยทีเดียว เพื่อนเก่าผู้นั้นของเจ้าคงต้องทุ่มเทแรงกายใจน่าดู น่าเสียดายที่เขาจากไปเสียก่อน...” ชายชราเคราแพะส่ายหน้า

“อาจารย์เวิ่นซินปลีกตัวออกมาจากผู้คนและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายในโลกภายนอก แต่เขามีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการดูแลพืชมาก ข้าแค่ได้คบหากับเขาโดยบังเอิญ เด็กดีคนที่ข้าพูดถึงนั้นเป็นกำพร้าที่ท่านรับเลี้ยงเอาไว้...” ผู้ดูแลอธิบายพลางยักไหล่

ทั้งสองคนเดินต่อไป ก่อนที่ในที่สุดก็กระโดดข้ามพุ่มไม้ที่ใช้ต่างรั้วเข้าไปเคาะประตูบ้าน

*ปัง ปัง*

เสียงเคาะดังกังวานไปทั่วหุบเขา แต่ไม่มีการตอบกลับ

“หือม์? ไม่มีคนอยู่รึ?” ผู้ดูแลรู้สึกประหลาดใจ และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อชายชราเคราะแพะเปิดประตูพรวดพราดเข้าไปข้างในเลย

“ฮึ่ม! เล่นตลกกับพวกข้ารึ?”

ด้านใน พวกเขาพบกับการตกแต่งแบบพื้นบ้านและเรียบง่าย นอกจากสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว ก็มีห้องเล็ก ๆ ด้านหลังบ้านมีประตูเล็กเปิดออกสู่สวนดอกไม้กว้าง

น้ำพุธรรมชาติไหลรินผ่านพื้นที่สวน เสียงน้ำไหลรวมกับดอกไม้งามหลากสีสันรอบน้ำพุก่อเกิดภาพงดงาม

จากด้านหลังพุ่มดอกไม้ ชายหนุ่มผู้หนึ่งโผล่หัวขึ้นมา

“ท่านลุงหลินนั่นเองรึ? รอสักครู่! ขอข้าปลูกดอกชานี่ให้เสร็จก่อน!”

เขาดูอายุราว 17-18 ปี ดวงตาเปี่ยมไปด้วยพลัง รูปร่างหน้าตาธรรมดา สวมเสื้อผ้าทำจากผ้าเนื้อหยาบ ในตอนนี้แขนเสื้อถูกม้วนขึ้น และชายกางเกงเปรอะด้วยดินทราย ดูราวกับชาวนามืออาชีพผู้หนึ่ง

“โอ้ ฟางหยวน ทำงานของเจ้าให้เสร็จก่อนเถิด ข้าไม่รีบ!”

บางที อาจเพราะผู้ดูแลหยวนรู้สึกผิดนิดหน่อย ทำให้เขาหัวเราะเจื่อน ๆ ระหว่างที่กล่าวคำ

การปลูกพืชพวกชาเป็นศิลปะ โดยเพราะดอกชาซึ่งชอบสภาพอากาศเย็นและเติบโตได้ไม่ดีในพื้นที่ร้อน ดังนั้นฟางหยวนจึงหามุมร่มเย็นใกล้น้ำพุ และค่อย ๆ ปลูกมันลงในดิน

อันดับแรก ต้องพรวนดินให้ร่วนซุยก่อน จากนั้นรดน้ำและเติมปุ๋ยทันที น้ำที่ใช้รดคือน้ำจากน้ำพุบนเขาที่ตักมาพักไว้ก่อนแล้วสองวัน ขณะทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ฟางหยวนไม่ได้เร่งรีบมาก แทบจะใช้ความตั้งใจทั้งหมด พานให้ผู้คนรู้สึกว่ากำลังชมการแสดงศิลปะ

เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ฟางหยวนก็กลับไปที่ข้างน้ำพุ ล้างมือและเท้าให้สะอาด

น้ำพุนี้มีแหล่งกำเนิดจากธารน้ำใต้ดิน ดังนั้นจึงเย็นแต่ไม่ถึงกับยะเยือก มันพอดีอย่างที่สุด

หลังจากทำความสะอาด ฟางหยวนเดินเข้าไปในบ้าน เผชิญหน้ากับชายชราสีหน้าไม่น่ามอง

“ท่านลุงหลิน ท่านผู้นี้คือ?” เขาถามด้วยสีหน้าสงสัย

“อ้อ ให้ข้าแนะนำเจ้า!” ผู้ดูแลหลินหัวเราะเบา ๆ “นี่คือผู้ดูแลฝ่ายนอกของสำนักกุยหลิง อินทรีเหล็กหน้านิ่ง อวี้ชิวเหลิ่ง ท่านอวี้ เหลยเยว่เพิ่งเข้าร่วมสำนักนี้...”

“คารวะท่านอวี้!” ฟางหยวนยิ้มกว้างขณะคารวะคนรู้จักใหม่ของเขา

“หึ! คนป่าคนเขาไม่รู้มารยาทจริงเชียว ข้ามารอเป็นครึ่งวัน ชาสักถ้วยยังไม่มี!”

อวี้ชิวเหลิ่งแค่นเสียง ถ้าไม่เพราะผู้ดูแลหลินดึงเอาไว้ เขาคงจะตรงเข้าไปสั่งสอนบทเรียนแก่เจ้าหนุ่มนี่ไปแล้ว

“ขออภัย บ้านของข้าน้อยซอมซ่อยิ่งนัก จึงไม่สามารถหาน้ำชาให้ท่านได้...”

เมื่อได้ยิน ฟางหวนก็เลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ และตอบกลับไปอย่างเรียบง่าย ก่อนที่จะมองไปที่ผู้ดูแลหลิน

“ท่านลุงหลิน ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดรึ?”

“อ้อ.. นี่...” ผู้ดูแลหลินตะกุกตะกักเล็กน้อย กว่าจะค่อย ๆ พูดออกมาได้ หน้าก็แดงราวย้อมชาด

“เหลยเยว่เข้าร่วมสำนักกุยหลิง หนึ่งในสำนักชั้นยอดในรัศมี 100 ลี้นี้ และในสำนักยังมีอู่จงด้วย ท่านเจ้าสำนักได้ทดสอบความสามารถของเหลยเยว่และชมชอบความสามารถนางมาก ดังนั้นจึงรับนางเป็นศิษย์สายตรง ตอนนี้นางเรียนวรยุทธ์จากท่านเจ้าสำนัก ซึ่งเป็นวิชาหยินบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น... สัญญาหมั้นหมายของเจ้ากับเหลยเยว่...”

“เฮอะ!” ในตอนนั้น อวี้ชิวเหลิ่งก็พูดขึ้น “แม่นางเหลยเยว่เป็นศิษย์คนสำคัญของท่านเจ้าสำนักข้า มีความสามารถเหนือธรรมดา ต่อไปนางอาจจะสามารถเข้าถึงระดับอู่จงได้...”

เขาไม่ได้พูดอันใดต่อ แต่ราวกับว่าคำ คางคกอยากกินเนื้อหงส์ นั้นก็ดังก้องไปมาในห้อง

“อ้อ! เช่นนี้นี่เอง!” ฟางหยวนสูดหายใจลึกก่อนตอบช้า ๆ “ท่านทั้งสอง โปรดรอสักครู่” จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น และเดินกลับเข้าในห้อง

“หืม?” กิริยานี้ทำให้ผู้ดูแลหลินอึ้งไป

เขาแน่ใจว่าถ้าเป็นตัวเขาเองพบกับเรื่องเช่นนี้ที่อายุเท่านี้ เขาคงจะไม่สามารถรักษากิริยาสงบเช่นนี้ได้

“ไม่ใช่ว่าเขาจะเตรียมสู้ตายกับพวกเราหรอกนะ?”

ผู้ดูแลหลินรู้สึกหวั่นขึ้นเล็กน้อยมองไปที่อวี้ชิวเหลิ่งที่ข้าง ๆ อวี้ชิวเหลิ่งเหลือบมองมา ความตั้งใจนั้นเห็นได้ชัดเจน

ต่อให้เด็กหนุ่มผู้นี้ถือโอกาสดึงสุนัขตื่นข้ามกำแพง เขาก็ไม่ใช่คู่มือของอินทรีเหล็กหน้านิ่งผู้นี้อยู่ดี

“ท่านลุงหลิน!”

ประตูกระท่อมถูกผลักเปิด ฟางหยวนเดินออกมา ในมือถือกล่องไม้ใบหนึ่งเอาไว้

“นี่คือสัญญาหมั้นหมายระหว่างแม่นางเหลยเยว่และข้า ตั้งแต่พวกเราหมั้นกัน ข้าก็ตรองเรื่องนี้ดูหลายครั้งแล้ว และข้าก็ตระหนักว่าตัวเองนั้นไม่คู่ควรกับแม่นางเหลยเยว่ ที่ท่านลุงหลินมาวันนี้ ได้ช่วยข้าแก้ปัญหานี้ที่อยู่ในใจข้ามาตลอด”

“หือ?”

ผู้ดูแลหลินรับกล่องไม้มาอย่างตะลึงงัน และหลังจากเปิดออกดูก็พบสัญญาหมั้นหมาย นี่เป็นของจริง

เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะง่ายดายเช่นนี้ เขานิ่งอยู่ครู่ด้วยความสับสน

แต่ว่าอวี้ชิวเหลิ่งนั้นลุกขึ้นยืนและเดินออกไปด้วยสายตาที่อ่านได้อย่างชัดเจนว่า ‘อย่างน้อยเจ้าก็รู้สถานะของตัวเอง’

“เฮ่ย.. ฟางหยวน ข้าคงพูดอะไรมากไม่ได้แล้ว เจ้ากับเหลยเยว่คงไม่ได้ถูกลิขิตให้คู่กันจริง ๆ... นี่เป็นของขวัญเล็กน้อย รับไปเถิดนะ!” ผู้ดูแลหลินส่งห่อของขนาดเล็กให้ ใบหน้ายังแต้มสีแดงสด

“เพราะเป็นของขวัญจากท่านลุง ดังนั้นข้าจะรับไว้ด้วยความยินดี” ฟางหยวนไม่เห็นว่าข้างในคืออะไร แค่รับของมา

“ดี! ดีแล้ว!”

ยิ่งฟางหยวนดูใจเย็นเท่าไหร่ ผู้ดูแลหลินก็รู้สึกกระวนกระวายเท่านั้น เขาดึงอวี้ชิวเหลิ่งออกมาแล้วจากไปทันที

...

“หืม นี่คือโฉนดที่ดินของทั้งหุบเขาสินะ ผู้ดูแลหลินคงต้องทั้งลงแรงทั้งใช้เส้นสายเพื่อให้ได้มันมา เขาใจกว้างมากทีเดียว”

หลังจากที่คนทั้งสองจากไป ฟางหยวนก็เปิดห่อของออกดูและพบโฉนดที่ดิน ตั๋วแลกเงินและทองคำก้อนอีกเล็กน้อย และขวดหยกขวดหนึ่ง

เขารู้ดีว่าที่ผู้ดูแลหลินเขียนสัญญาแต่งงานระหว่างเหลยเยว่และเขาขึ้นก็เพราะท่านอาจารย์เวิ่นซินได้ช่วยชีวิตผู้ดูแลหลินไว้

แต่ตอนนี้ผู้อุปถัมภ์ของฟางหยวนได้จากไปแล้ว และฝ่ายหญิงก็มีสถานะสูงส่งขึ้น มีโอกาสเจรจายกเลิกการแต่งงานอย่างเป็นกันเองไม่ถูกกำจัดทิ้งก็ถือเป็นบุญยิ่งนักแล้ว

ที่จริงแล้ว เขาเองก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก

เป็นเหตุผลให้เขาได้รับการชดเชยอย่างเต็มใจ หาไม่แล้ว ก็จะมีแต่ความโกรธและเกลียดชังที่จะลากเขาลงสู่ปัญหามากกว่านี้

“ถ้าไม่ตกลง จะให้ข้าไม่ยินยอมแล้วถูกกำจัดทิ้งเพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาในภายหน้างั้นเหรอ?” ฟางหยวนหัวเราะเบา ๆ ขณะพึมพำกับตัวเอง

ต้องขอบคุณที่เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีและเขาเองก็เคยพบกับเหลยเยว่เพียงไม่กี่ครั้ง ดังนั้น จึงมิได้มีความรักใด ๆ ระหว่างเขาและนาง

ส่วนความอัปยศ ชื่อเสียง หรืออื่น ๆ นั้น...

สำหรับคนที่อาศัยอย่างสันโดษอยู่ในป่า พวกไก่ป่าและกระต่ายเหล่านั้นสามารถหัวเราะเยาะเขาได้เหรอ?

ตราบเท่าที่ตัวเขาเองไม่สนใจ ชื่อเสียงของเขาที่โลกภายนอกนั่นก็แค่สายลมหอบหนึ่ง ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลถึง

แม้ว่าเขาจะไม่ได้กลัวเสียหน้าแต่อย่างใด แต่จะไม่รับสิ่งชดเชยจากฝ่ายหญิงเลยก็ดูจะเสียของไปเปล่า

“เอ๋? เมล็ดข้าวหยกแดง?”

เมื่อพิจารณาของที่อยู่ในขวดหยกใกล้ ๆ แล้ว เขาก็ครางออกมาด้วยความประหลาดใจ

ด้านในขวดหยก เป็นเมล็ดข้าวเล็ก ๆ ที่เป็นประกายราวหยก เมล็ดกลมสมบูรณ์ สีแดงงดงาม เปล่งรัศมีร้อนแรงที่แทบทำให้ผู้คนรู้สึกน้ำลายไหลเมื่อมองเห็น

นี่เป็นพืชวิญญาณที่มีค่าสูงที่ฟางหยวนตามหามาเป็นเวลานาน เขาเคยรบกวนให้ผู้ดูแลหลินหาให้แล้วก่อนหน้านี้ และในที่สุดเขาก็ได้มันมา

“อืม ข้าวหยกแดงเป็นธาตุหยาง แต่ต้องปลูกระหว่างเวลาหยิน ข้าจะปลูกพวกมันลงแปลงดินที่เตรียมใหม่ในคืนนี้...”

ฟางหยวนเหลือบมองขวดหยกอีกครั้ง รอยยิ้มโง่งมปรากฏบนใบหน้า

...

ที่ด้านนอกหุบเขา

“เฮ่ย..”

ผู้ดูแลหลินถอนหายใจยาว แม้ว่าเขาจะทำใจล่วงหน้ามาสักพักแล้ว เมื่อเขาเห็นทัศนคติที่ดีงามและเด็ดเดี่ยวของฟางหยวนวันนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายเล็ก ๆ

“อะไรกัน? ผู้ดูแลหลินมีปัญหาใดหรือ?”

อวี้ชิวเหลิ่งหัวเราะอยู่ข้าง ๆ เขา

“สัญญาแต่งงานถูกยกเลิก และเจ้าหนุ่มนั่นก็ยอมรับของชดเชย แม้ว่าเขาจะตัดสินใจก่อปัญหาใดในอนาคต พวกเราก็อยู่ในฐานะเหนือกว่า... แต่ว่า ถ้าเจ้ายังกังวล ข้าสามารถกลับไปกำจัดปัญหานี้ทิ้งได้”

“ไม่ ไม่ต้อง!” ผู้ดูแลหลินโบกมือทั้งสองข้างแล้วยืนยันว่า “ข้าแค่รู้สึกว่าฟางหยวนเป็นเด็กหนุ่มที่ดีจริง ๆ น่าเสียดายที่เหลยเยว่...”

“หึ ถ้าลูกสาวของเจ้าได้เป็นอู่จงในอนาคต นางก็สามารถเลือกผู้ชายคนไหนก็ได้ที่นางต้องการ ทำไมเจ้าต้องคิดมากเรื่องเจ้าเด็กหลังเขานั่นด้วย?” อวี้ชิวเหลิ่งพูดกระทบกระเทียบ “แล้วก็นะ ถ้าเจ้ายังรู้สึกเสียดาย เจ้าก็ให้ลูกสาวคนอื่นของเจ้าแต่งให้เขาสิ! ตราบใดที่ไม่ใช่แม่นางเหลยเยว่ สำนักของเราก็ไม่สนใจหรอก”

“เฮ่ย... เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ข้าจะมีหน้าไปยกเรื่องนั้นขึ้นมาอีกได้อย่างไร...” ผู้ดูแลหลินถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเริ่มออกเดิน

คนทั้งสองเดินจากไปไกลกระทั่งหายลับไปตามหลืบเขา

 

 

จบบทที่ Chapter 1: ฟางหยวน

คัดลอกลิงก์แล้ว