- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้เป็นตัวเอง
- บทที่ 343 กระสุนที่ได้ เพราะฉันยิงแม่น
บทที่ 343 กระสุนที่ได้ เพราะฉันยิงแม่น
บทที่ 343 กระสุนที่ได้ เพราะฉันยิงแม่น
คนที่เคยฝึกยิงเป้าคงรู้ดีว่าการยิงกระสุนจริงนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กระสุนหลงไปโดนคนอื่นด้านหลังเป้าจะต้องมีสิ่งกีดขวางที่มีขนาดใหญ่และสูง ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกกันว่า “ที่กันเป้า”
หมู่บ้านที่หลี่หลงอยู่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแอ่งจวินก้าเอ่อร์ (แอ่งหรือแอ่งกระทะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียง) ห่างจากภูเขาออกไปหลายสิบกิโลเมตร ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปตั้งเป้าที่ยิงตรงถึงภูเขาเพื่อใช้เป็นที่กันเป้า
เพราะอย่างนั้นการจะหาที่กันเป้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โชคดีที่ในฤดูหนาวน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง เขื่อนฝั่งเหนือของบึงน้ำใหญ่จึงกลายเป็นที่กันเป้าชั้นดี
ไม่ใช่แค่กลุ่มของหลี่หลงเท่านั้นที่มาใช้ที่นี่ ตอนฝึกยิงของทั้งตำบลก็ใช้ที่นี่เหมือนกันถึงแม้ว่าภาคเหนือของซินเจียงจะกว้างใหญ่และประชากรเบาบางแต่ก็ใช่ว่าจะมั่นใจได้ว่าทิศทางที่เรายิงไปจะไม่มีคนอยู่เลย
เรื่องความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
การฝึกยิงของทหารอาสาอาจจะไม่เป็นทางการเหมือนกับกองทัพ แต่อุปกรณ์พื้นฐานต่างๆก็มีครบไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่แจกกระสุน เส้นแนวยิง พื้นที่เตรียมพร้อมก่อนยิง ฯลฯ ยังไงก็ฝึกกันบนพื้นหิมะอยู่แล้วแค่ขีดเส้นแบ่งพื้นที่ไว้ก็ใช้ได้แล้ว เป้าจะตั้งอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร จากนั้นจะเว้นระยะระหว่างเป้ากับเขื่อนประมาณยี่สิบถึงสามสิบเมตร แบบนี้ต่อให้ยิงพลาดกระสุนก็จะไปฝังอยู่ที่ตัวเขื่อน
ก่อนยิงจะต้องมีการปรับแต่งปืนให้แม่นยำเสียก่อน วันนี้อากาศดี ฟ้าครึ้ม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องแสงสะท้อนที่ทำให้มองเป้าไม่ชัด
แสงสะท้อนจริงๆแล้วก็คือเวลาที่แสงแดดส่องลงมา แล้วตอนที่เล็งเป้าตรงบริเวณร่องศูนย์เล็งจะมีแสงสะท้อนออกมานิดๆ ซึ่งเจ้าสิ่งนี้เองสามารถส่งผลต่อความแม่นยำของการยิงได้
หลี่หลงเองก็ถูกเลือกให้มาเป็นหนึ่งในคนที่ทำหน้าที่ปรับแต่งปืนก่อนยิงหรือที่เรียกว่าคนปรับศูนย์เล็ง เพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาใช้ปืนมากกว่าคนอื่น
ยิ่งยิงมากก็ยิ่งคล่องอันนี้ถือเป็นหลักการพื้นฐาน ส่วนเรื่องฝีมือในการยิงจะพัฒนาขึ้นหรือไม่นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
สวี่เฉิงจวินดึงตัวหลี่หลงมาเป็นหนึ่งในทีมปรับศูนย์เล็ง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลนั้นหลี่หลงก็เข้าใจดีเพราะว่าวันนี้สวี่เฉิงจวินนำกล่องกระสุนเหล็กมาด้วยหนึ่งกล่อง ภายในบรรจุกระสุนถึงหนึ่งพันห้าร้อยนัด
หากเป็นการปรับศูนย์เล็ง กระสุนก็สามารถใช้อย่างอิสระได้ ถ้าปืนกระบอกไหนยังเล็งไม่ตรงหรือปรับยากก็สามารถยิงเพิ่มได้อีก
กระสุนที่ใช้ได้อย่างอิสระแบบนี้จึงมีจำนวนมากพอสมควร
สวี่เฉิงจวินจัดสรรกระสุนให้กับคนปรับศูนย์เล็งทั้งสามคน คนละห้าสิบนัดโดยแต่ละคนรับผิดชอบปืนสองกระบอก
เมื่อปรับศูนย์เล็งเสร็จแล้วจะมีคนมาตรวจสอบ ซึ่งกระสุนที่เหลือจากการใช้งานก็แทบจะถือว่าเป็นของผู้ยิงไปเลย
ส่วนอีกสองคนนั้นเป็นทหารผ่านศึกที่เคยปลดประจำการมาแล้ว สำหรับพวกเขาการปรับศูนย์เล็งปืนจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
พวกเขาทั้งสามคนกำลังปรับศูนย์เล็งปืนอยู่ตรงนี้ ขณะที่คนอื่นก็รออยู่ด้านหลัง การยิงปืนในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก ถ้ามีเครื่องมือปรับศูนย์เล็งอยู่ด้วย ยิงพลาดแล้วรู้สึกว่าไม่ตรงก็แค่ใช้เครื่องมือปรับร่องศูนย์เล็งให้ตรงก็พอ
ทหารผ่านศึกสองคนนั้นดูสบายๆไม่เครียดเลย แต่หลี่หลงยังคงให้ความสำคัญกับมันอยู่ เขายังรู้สึกกังวลว่าถ้าตัวเองปรับศูนย์เล็งไม่ดีพอแล้วปืนยิงไม่แม่น จนมีผลกระทบกับผลคะแนนในการประเมิน แบบนั้นเขาก็คงรู้สึกผิดมากอยู่ไม่น้อย
พอได้รับปืนมาสองกระบอก เขาก็เริ่มใส่กระสุน ปรับสเกลระยะบนศูนย์หลังแล้วเดินไปที่แท่นเป้ายิงซึ่งใช้กองหิมะก่อขึ้นมา จากนั้นก็นอนคว่ำลง ดึงลูกเลื่อนขึ้นลำกล้อง เล็งเป้า แล้วยิงไปสามนัด
ไม่มีกล้องส่องทางไกล เขาจึงรอให้คนอีกสองคนยิงเสร็จก่อนแล้วค่อยไปดูแผ่นเป้ายิงพร้อมกัน
กลุ่มกระสุนไปรวมอยู่ที่วงเก้าด้านล่างขวา แบบนี้ก็ไม่ยากแค่ปรับศูนย์เล็งขึ้นบนซ้ายเล็กน้อยก็พอ
ง่ายมาก ปืนกระบอกนี้ใช้ได้ดีทีเดียว
หลี่หลงคิดในใจอย่างเงียบๆแล้วหันกลับมาปรับศูนย์เล็งปืนอีกเล็กน้อยก่อนจะยิงกระสุนไปอีกไม่กี่นัด
จากนั้นก็รอไปดูเป้าพร้อมกันอีกครั้ง คราวนี้กระสุนยิงเข้าเป้าวงสิบแล้ว
หลี่หลงรู้สึกภูมิใจไม่น้อย เขาแปะแผ่นเป้ายิงลงไปเพื่อยืนยันผลแล้วเตรียมตัวไปปรับศูนย์เล็งให้ปืนอีกกระบอกหนึ่งต่อ
สวี่เฉิงจวินเดินเข้ามาถามว่า "ปืนกระบอกนี้เป็นยังไงบ้างตอนนี้?"
"เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าจะลองยิงดูไหม?" หลี่หลงตอบกลับด้วยมารยาท
"ได้ ฉันลองดูหน่อย" สวี่เฉิงจวินรับปืนมาดูคร่าวๆแล้วถามว่า "นายถนัดใช้สเกลระดับสามยิงระยะร้อยเมตรใช่ไหม?"
"อืม" สวี่เฉิงจวินไม่ได้พูดอะไรอีก เขาใส่กระสุนจนเต็มแม็กกาซีนจากนั้นก็นอนคว่ำลง เล็งเป้า แล้วยิงทันที
เขายิงได้เร็วมากไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ยิงหมดสิบ นัด แล้วก็ลุกขึ้นยืน ขณะที่ชายอีกสองคนยังไม่ได้เริ่มปรับปืนพวกเขารอเพื่อดูผลการยิงก่อน
"ไป ดูเป้ากัน"
ทั้งสี่คนเดินไปที่เป้ายิงซึ่งอยู่ห่างออกไปร้อยเมตร
หลี่หลงสายตาไว มองปราดเดียวก็เห็นเลยว่า กระสุนสิบนัด มีห้านัดเข้าเป้าวงสิบ ที่เหลืออยู่ในวงแปดกับวงเก้า โดยตำแหน่งค่อนมาทางด้านล่างเล็กน้อย
เป็นเพราะปืนยังปรับศูนย์เล็งไม่ดี หรือเป็นเพราะฝีมือการยิงของสวี่เฉิงจวินกันแน่?
ชายอีกสองคนก็ไม่พูดอะไร หันไปมองสวี่เฉิงจวิน เรื่องแบบนี้พูดตัดสินได้ยากจริงๆ
“ไม่เลวเลย ปืนกระบอกนี้ปรับได้ดีทีเดียว” สวี่เฉิงจวินเอ่ยชม “นิสัยการยิงของฉัน เวลายิงระยะร้อยเมตรโดยใช้ระดับศูนย์เล็งที่สาม ฉันจะเล็งตรงขอบล่างของเป้าแล้วเว้นขอบขาวนิดหน่อย แต่ปกติฉันชอบเว้นมากไปหน่อย เลยชอบยิงต่ำบ่อยๆ กระบอกนี้ปรับได้ดีจริงๆ เสี่ยวหลง ใช้ได้เลย!”
หลี่หลงยิ้มออกมา เขาผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว
ปืนกระบอกที่สองมีปัญหามากกว่าเล็กน้อย หลี่หลงต้องปรับถึงสองครั้งกว่าจะใช้ได้
ชายอีกสองคนก็ปรับศูนย์เล็งได้เร็วเหมือนกัน สวี่เฉิงจวินเดินไปลองยิงด้วยตัวเองแล้วก็ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเล็กน้อย
หลังจากนั้นเขาก็หันกลับมาถามหลี่หลงถึงหมายเลขของปืนกระบอกแรก
ชัดเจนว่าอีกเดี๋ยวสวี่เฉิงจวินจะใช้ปืนกระบอกนี้สำหรับการประเมินผลการยิงเพราะผลการยิงในครั้งนี้จะต้องบันทึกไว้เป็นทางการ
หลี่หลงจึงแจ้งหมายเลขปืนให้แล้วก็วางปืนทั้งสองกระบอกไว้ข้างเจ้าหน้าที่แจกกระสุน ก่อนจะเดินกลับเข้ากลุ่ม
เขายังเหลือกระสุนอยู่เกือบสี่สิบนัด ถือว่าดีทีเดียว
ส่วนการยิงที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้นั้นแตกต่างจากที่หลายคนเคยเห็นหรือคิดไว้พอสมควร
แต่ละคนจะรับปืนและกระสุนแล้วขึ้นไปยิง โดยจะแบ่งการยิงเป็นครั้งละห้านัด ต้องยิงทั้งหมดห้าชุด
ทุกคนจะได้รับกระสุนคนละหนึ่งห่อ จำนวนยี่สิบห้านัด พอยิงครบหนึ่งชุดแล้วจะต้องไปดูเป้ายิงเพื่อตรวจสอบว่าตัวเองยิงเบี้ยวไปทางไหน
หลังจากยิงครบชุดแรกแล้ว ถึงจะมีคนต่อไปขึ้นมายิงต่อ
เมื่อก่อนตอนยิงปืนก็มักจะใช้ปืนของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครรู้วิธีปรับศูนย์เล็งให้ถูกต้องและรอบนี้ก็มีเวลาฝึกซ้อมจำกัด จึงต้องมีการคัดเลือกปืนสำหรับใช้ยิงจริงโดยเฉพาะ
หลี่หลงแต่เดิมคิดว่าคงหมดหน้าที่แล้วแต่ก็ยังถูกสวี่เฉิงจวินเรียกไปอีก ได้กระสุนมาหนึ่งห่อและต้องทำตามกติกาการยิงที่กำหนดไว้
หลังจากทั้งสามหมวดซ้อมยิงกันเสร็จแล้ว สวี่เฉิงจวินก็เรียกหลี่หลงกับคนอื่นอีกสามคนออกมาแล้วให้คนที่เหลือกลับบ้านไปได้
“พวกนายสี่คนเตรียมตัวไปแข่งยิงปืนในการแข่งของทหารอาสาตำบลนะ จริงๆมันก็ไม่ใช่การแข่งขันอะไรที่เป็นทางการนักหรอก แต่ไหนๆก็ฝึกกันแล้วก็ต้องมีผลงานอะไรออกมาบ้าง ปีนี้ทั้งอำเภอทั้งตำบลไม่ได้จัดอะไรใหญ่โต ก็เลยให้พวกนายลองแข่งกันเองดู ตอนนี้จะให้กระสุนคนละสี่ห่อ พวกนายจัดการยิงกันตามสะดวก พอยิงเสร็จแล้วก็แบกเป้ากลับไปเก็บไว้ที่หลี่หลงก่อน พรุ่งนี้ค่อยฝึกกันต่อ”
สี่ห่อก็คือหนึ่งร้อยนัด หลี่หลงคิดในใจว่า แจกขนาดนี้เลยเหรอ ใจป้ำจริงๆ
แค่รอบนี้กระสุนในกล่องเหล็กยังไม่หมดเลย สวี่เฉิงจวินสะพายปืนไว้หลัง พอเจ้าหน้าที่แจกกระสุนลงทะเบียนเรียบร้อยก็อุ้มกระสุนส่วนที่เหลือกลับไป
หลี่หลงยังได้ยินเสียงสวี่เฉิงจวินบ่นว่า “ทางตำบลสั่งมาว่าในไม่กี่วันนี้ต้องยิงกระสุนให้ได้อย่างน้อยหนึ่งกล่อง กล่องหนึ่งก็คือสองกล่องเหล็ก สามพันนัด ยิงให้หมดไม่ใช่ง่ายๆนะ”
โอ้โห ทางฝั่งตัวเองมัวแต่คิดว่าจะประหยัดกระสุนยังไง ส่วนทางโน้นสวี่เฉิงจวินกลับคิดว่าจะใช้กระสุนให้หมดได้ยังไง
ตอนเย็นกลับไปต้องรีบไปขอเพิ่มอีกหน่อยแล้วล่ะ
แต่ยังไงก็ต้องยิงอยู่ดี หลี่หลงเริ่มใส่กระสุนแล้วนอนคว่ำลงเริ่มยิง มีเป้าอยู่สามอันแต่มีสี่คนยิง ก็ต้องมีคนหนึ่งรอคิวอยู่เสมอ คนที่รออยู่ก็แค่นั่งดูคนอื่นยิงไปก่อน
เพราะเป้าเป็นของที่ทำขึ้นมาแบบชั่วคราว จึงไม่มีคนคอยประกาศผลการยิงอะไร พอแต่ละคนยิงจบหนึ่งชุด ก็จะไปดูผลที่เป้ายิง จากนั้นก็แปะแผ่นกระดาษเป้าไว้แล้วสลับให้คนที่ยังไม่ได้ยิงขึ้นมายิงต่อ
พอยิงไปได้ไม่กี่ชุด ทุกคนก็เริ่มหมดความอยากยิงเพราะการใส่กระสุนนั้นยุ่งยาก แถมยิงเป้าก็ไม่มีแรงจูงใจอะไร บางช่วงมีถึงสองคนที่อยากจะถอนตัวให้เพื่อนอีกคนยิงแทน
แต่หลี่หลงยังคงตั้งใจ เขานั่งอยู่ตรงนั้นแล้วยิงรวดเดียวจนครบห้าชุดใช้กระสุนหมดไปหนึ่งห่อ พอตรวจสอบดูก็พบว่ากระสุนส่วนใหญ่ยังเข้าเป้าในวงสิบ วงเก้าแทบไม่มีเลย เขาจึงหยุดยิงแล้วไปนั่งพักที่ข้างๆ
พอคนอื่นเห็นว่าเขาไม่ยิงต่อแล้ว พวกนั้นก็เลยหยุดกันหมดแล้วพากันกลับเลย
หลังจากส่งเป้ายิงกลับไปแล้ว พอตกเย็นหลี่หลงก็ไปหาสวี่เฉิงจวินตรงๆ บอกเขาอย่างชัดเจนว่าต้องการขอกระสุนเพิ่มอีกสักสองสามห่อ
"ได้เลย" สวี่เฉิงจวินไม่พูดอะไรให้มากความ เขาหยิบกุญแจออกมาไขตู้เก็บปืนเหล็กที่บ้าน — ในตู้มีทั้งปืนและกระสุนเก็บไว้ข้างใน สวี่เฉิงจวินหยิบกระสุนออกมาสี่ห่อแล้วยื่นให้หลี่หลง
"พอไหม? ตอนแข่งก็ตั้งใจหน่อยแล้วกัน"
"ได้ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด" หลี่หลงรับกระสุนมาแล้วยิ้ม
จำนวนนี้คงใช้ซ้อมได้อีกพักใหญ่
(จบบท)