- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้เป็นตัวเอง
- บทที่ 326 เมนูหมูเชือดมันก็อร่อยแบบนี้แหละ
บทที่ 326 เมนูหมูเชือดมันก็อร่อยแบบนี้แหละ
บทที่ 326 เมนูหมูเชือดมันก็อร่อยแบบนี้แหละ
คนเยอะช่วยให้งานเสร็จเร็ว ยังไม่ทันเที่ยง กลิ่นหอมชวนหิวก็ลอยอบอวลไปทั่วลานบ้านแล้ว
หมูสองตัวรวมถึงเครื่องในถูกจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ลานบ้านตอนนี้แทบไม่มีคน เหลือแต่บางจังหวะที่หมาของบ้านไหนได้กลิ่นคาวก็วิ่งตามกลิ่นเข้ามากับอีกกลุ่มก็คือหลี่เฉียงที่กำลังเล่นอยู่นอกลานบ้าน เขาพาเพื่อนๆเด็กๆมาด้วยพวกเขาไม่กลัวหนาว ไม่เหนื่อย และกำลังเตะกระเพาะปัสสาวะหมูกันอยู่อย่างสนุกสนาน
ของสิ่งนี้ตอนเริ่มเล่นจะเป่าลมเข้าไปแล้วผูกให้แน่น ตอนแรกมันจะยังนิ่มๆอยู่แต่พอปล่อยให้แข็งตัวสักพักผิวด้านนอกก็จะแข็งคล้ายลูกฟุตบอลเด็กๆก็เลยชอบกันมากถึงจะเตะแบบไม่มีรูปแบบเท่าไหร่แต่ก็สนุกกันสุดๆ
หลี่หลงยืนอยู่นอกลานบ้านมองดูเด็กๆเตะลูกบอลแล้วนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาหนึ่งที่วงการฟุตบอลของประเทศจีนเคยแข็งแกร่งไม่น้อย ตอนนั้นโรงเรียนมัธยมในชนบทแทบทุกแห่งต่างก็มีทีมฟุตบอลของตัวเอง ทุกปีทางอำเภอก็จะจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับนักเรียนมัธยมและทุกๆสองปีก็จะมีการจัดการแข่งขันแยกเฉพาะระหว่างโรงเรียนชนกลุ่มน้อยของชาวอุยกูร์กับชาวคาซัค สมัยนั้นแชมป์กับรองแชมป์ฟุตบอลมักตกเป็นของโรงเรียนชาวอุยกูร์กับโรงเรียนชาวคาซัคแทบทุกครั้ง
มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่โรงเรียนเลิกให้เด็กเล่นฟุตบอล?
พอคิดได้เท่านั้นหลี่หลงก็สลัดความคิดนี้ออกแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน
กับข้าวยังไม่ได้ยกมาเสิร์ฟแต่ตอนนี้ผู้ชายที่อยู่ในห้องสองฝั่งต่างก็เริ่มดื่มเหล้าเล่นไพ่กันแล้ว บางคนหน้าเริ่มแดงไปเรียบร้อย
กลิ่นเนื้อหมูตุ๋นกับผักดองหอมฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง หลี่หลงได้ยินเสียงผู้หญิงพูดกันอย่างแผ่วเบาอยู่ด้านในว่า
“ครั้งนี้ลงทุนหนักเลยนะ เนื้อบริเวณช่องหัวหมูสองก้อนนี่ อย่างน้อยวันนี้ต้องตุ๋นไปเจ็ดแปดกิโลได้มั้ง? ยังไม่รวมพวกเครื่องในอีก แบบนี้จะหมดไปเท่าไหร่ล่ะเนี่ย…”
“ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่ทุกคนได้กินให้อิ่มก็ดีแล้ว ปีหนึ่งเหนื่อยกันมาขนาดนี้ จะมาจบลงโดยไม่ได้กินให้อิ่มสักมื้อได้ยังไง?” เสียงของเหลียงเยวี่ยเหมยตอบมาอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากนั้นบรรดาผู้หญิงทั้งหลายก็พากันถามกู้เสี่ยวเซี่ยเกี่ยวกับเรื่องงานของเธอ บางคนก็ถามว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่นั้นซื้อจากที่ไหน พวกที่กล้าหน่อยก็ถึงกับถามตรงๆว่าเธอกับหลี่หลงเตรียมจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ ซึ่งทำเอากู้เสี่ยวเซี่ยถึงกับตั้งรับไม่ทันเลยทีเดียว
เหลียงเยวี่ยเหมยจึงรีบเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์แล้วพูดว่า
“เสี่ยวเซี่ย เธอทำงานอยู่นะ อย่ามัวอยู่ในครัวเลย ที่นี่มีพวกเราอยู่แล้ว ออกไปข้างนอกเถอะ ให้เสี่ยวหลงพาเดินเล่นหน่อย เธอจะได้ไม่ต้องให้กลิ่นอาหารติดตัว ตอนบ่ายยังต้องเข้าอำเภออีกนะ…”
“ใช่เลยๆ” ลู่ต้าซ่าวก็ช่วยเสริมขึ้นว่า “เสี่ยวเซี่ย เธอออกไปก่อนเถอะ ที่นี่พวกเราจัดการเองได้ ไม่ต้องเกรงใจพวกพี่สาวหรอก พวกเราเป็นคนกันเอง อยากทำอะไรก็ทำเลย… เดี๋ยวข้าวเสร็จจะเรียก!”
แล้วหลี่หลงก็เห็นกู้เสี่ยวเซี่ยเดินออกจากครัวโดยยกม่านขึ้น ทั้งสองสบตากันและยิ้มออกมาพร้อมกัน
“ไปที่ห้องฝั่งตะวันออกกัน” หลี่หลงพูดพร้อมเดินนำหน้า “ตรงนั้นสงบหน่อย”
คนเยอะมาก ครัวมีแต่กลุ่มแม่บ้าน ส่วนห้องฝั่งตะวันตกกับห้องว่างที่เพิ่งจัดใหม่เต็มไปด้วยผู้ชายที่กำลังเล่นไพ่ บนเตียงก็มีคนนั่งแน่นไปหมดบางคนก็แวะไปที่บ้านฝั่งตรงข้ามของบ้านลู่ เด็กๆอยู่ข้างนอก เหลือแค่ห้องฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ยังไม่ได้เปิด
หลี่หลงมีลูกกุญแจของห้องฝั่งตะวันออกเขาจึงพากู้เสี่ยวเซี่ยเข้าไปในห้องนั้น หลังจากที่หลี่ชิงเสียย้ายออกไปที่นี่ก็ถูกเก็บกวาดไว้เรียบร้อยหลี่หลงเองก็มาพักที่นี่เป็นครั้งคราวแต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่คอกม้าเก่า
วันนี้ที่นี่มีการติดตั้งเตาไว้ด้วยแต่หลังจากติดเตาแล้วก็ล็อกประตูไว้ตั้งแต่เช้าตอนนี้ในห้องจึงอบอุ่นมาก
“เริ่มไม่ค่อยชินแล้วล่ะสิ?” หลี่หลงพูดขึ้นในขณะที่รอกู้เสี่ยวเซี่ยนั่งลง แล้วเขาก็เดินไปที่เตา หยิบเหล็กเขี่ยไฟขึ้นมากระทุ้งให้ไฟลุกแรงขึ้นพร้อมทั้งเก็บกวาดเถ้าถ่านไปพลางก่อนจะถามขึ้นว่า “บรรยากาศคึกคักแบบนี้ คงไม่ได้สัมผัสมานานแล้วใช่ไหม?”
“อืม ใช่เลย” กู้เสี่ยวเซี่ยพยักหน้าตอบตอนนี้เธอสามารถอยู่กับหลี่หลงได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว เธอนั่งอยู่บนเตียง พิงแผ่นหลังกับผ้านวมเบาๆแล้วพูดว่า “จะว่าไงดีล่ะ ในที่ทำงานน่ะ พอมีรองผู้อำนวยการอยู่ คนอื่นๆก็ยังให้เกียรติฉันอยู่นะ แต่ยังไงซะฉันก็ถือว่าเป็นคนที่ถูกยืมตัวมาช่วยงาน ก็เลยต้องทำงานจิปาถะอยู่ไม่น้อย โชคดีที่ฉันมีความสามารถเฉพาะทางอยู่บ้าง บางคนเลยไม่กล้าทำอะไรเกินเลยเท่าไหร่”
“แต่อย่างน้อยก็เป็นคนมาจากชนบท คงมีบางคนที่แสดงความเหนือกว่าต่อหน้าเธอบ้างใช่ไหม?” หลี่หลงถามขึ้น
“หือ? นายรู้ได้ยังไง?” กู้เสี่ยวเซี่ยดูแปลกใจเล็กน้อย
“ฮ่าๆ เธอก็แค่บอกมาว่ามีหรือเปล่าก็พอ”
“ก็มีบ้างแหละ แต่พูดตรงๆเลยนะ ฉันไม่ได้สนใจเลย ฉันก็เกิดมาจากครอบครัวเกษตรกรอยู่แล้ว จะให้ไปปิดบังอะไรล่ะ” กู้เสี่ยวเซี่ยในตอนนี้มีสภาพจิตใจที่ดีมากเพียงแต่หลี่หลงคาดว่าเธอก็น่าจะผ่านการเตรียมใจอยู่พักใหญ่เหมือนกันกว่าจะมีท่าทีแบบนี้ได้
“อืม มีใจที่หนักแน่นและไม่หวั่นไหวแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ การที่เธอสามารถไต่เต้าขึ้นมาได้ด้วยความพยายามของตัวเองถือว่าเก่งมากแล้วนะ” หลี่หลงพูดยิ้มๆ “แค่เรื่องนี้เธอก็เหนือกว่าพวกเขาแล้วล่ะ เธอเริ่มจากหมู่บ้าน มาถึงตำบล จนตอนนี้มาถึงระดับอำเภอแล้ว แต่พวกเขายังอยู่แค่ในอำเภอ แค่นี้ก็บอกได้ชัดเลยว่าเธอเก่งกว่าเยอะ”
“ฮิฮิ พูดเพราะจริงๆเลยนะนาย” กู้เสี่ยวเซี่ยเริ่มดูร่าเริงขึ้นมา “พูดเพราะกว่ารองผู้อำนวยการของพวกเราอีกนะ รองผอ. เขาบอกว่า คนพวกนั้นมองฉันแปลกๆก็เพราะว่าฉันดีเกินไปนั่นแหละ แล้วฉันก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่าฉันดีแค่ไหน”
“ก็จริงนะ ปล่อยให้พวกเขารู้สึกด้อยไปเลย” หลี่หลงพยักหน้า “รองผอ. ของเธอก็พูดถูกล่ะ”
“ว้าว นายยังรู้จักคำว่า ‘รู้สึกด้อย’ ด้วยเหรอ? ไม่เลวเลยนะ!” กู้เสี่ยวเซี่ยดูแปลกใจ “แต่ฉันว่าวุฒิการศึกษาของนาย…”
“ฉันเองก็กำลังอ่านหนังสือ เรียนรู้อยู่ทุกวันเลยนะ เข้าใจมั้ย” หลี่หลงพูดพลางลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง ห่างจากกู้เสี่ยวเซี่ยแค่หนึ่งกำปั้น แล้วหันหน้าไปถามเธอว่า
“เมื่อกี้พี่สาวคนนั้นถามเรื่องที่เราจะแต่งงานกัน เธอคิดว่ายังไง?”
“ฉันเหรอ?” กู้เสี่ยวเซี่ยก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างเขินอาย แล้วจึงเงยหน้ามองหลี่หลงตอบว่า
“แล้วนายล่ะ? คิดว่ายังไง?”
“ฉันคิดว่า… พอเข้าฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ถ้ามีช่วงที่ว่างฉันจะหาคนมาช่วยสร้างบ้านที่หมู่บ้านเราก่อน ไม่รู้ว่าเธอจะได้ย้ายเข้าไปทำงานในสำนักงานการศึกษาจริงๆเมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าเธอจะได้ย้ายหรือไม่ได้ย้ายฉันก็อยากให้ปีหน้าเราจัดงานกันเลย”
“อืม ตกลง ฉันว่าช่วงสิ้นปีนี้ หรือไม่ก็ต้นปีหน้า เรื่องว่าจะได้เข้าการศึกษาหรือเปล่า น่าจะรู้ผลแน่นอนแล้วล่ะ”
“มั่นใจแค่ไหน?” หลี่หลงจับมือกู้เสี่ยวเซี่ยไว้ “คิดว่าจะเข้าได้มั้ย?”
“มีความมั่นใจพอตัวเลยล่ะ” กู้เสี่ยวเซี่ยไม่ได้ปฏิเสธการสัมผัสที่ใกล้ชิดของหลี่หลง เพียงแค่หน้าแดงขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “ตอนนี้สำนักงานการศึกษากำลังยุ่งมาก ใกล้สิ้นปีแล้วต้องเตรียมสรุปงาน ฉันได้ยินมาว่าจะมีการขยายตำแหน่งเพิ่มเติม ถ้าเพิ่มคนขึ้นมาพวกเราที่ถูกยืมตัวมาทำงานก่อนก็น่าจะถูกพิจารณาเป็นลำดับแรก”
“งั้นก็ดีแล้ว ที่ถูกยืมตัวมามีหลายคนไหม?”
“ไม่เยอะ มีแค่สองคนเอง”
ทั้งสองคนนั่งคุยกันยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงจากด้านนอกตะโกนขึ้นมาว่า
“กินข้าวแล้ว เร็วเข้า เข้ามาในบ้านได้แล้ว!”
ฟังจากเสียงน่าจะเป็นการเรียกเด็กๆ หลี่หลงรู้สึกเสียดายนิดหน่อยก่อนจะคลายมือที่โอบเอวกู้เสี่ยวเซี่ยออก แล้วพูดว่า
“ไปเถอะ กินเมนูหมูเชือดกัน วันนี้แหละอร่อยที่สุด เดี๋ยวตอนเธอกลับก็เอาติดมือกลับไปด้วยนะ อุ่นกินทีหลังก็ได้”
“อืม” กู้เสี่ยวเซี่ยก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ตั้งแต่เธอเดินทางมาถึงวันนี้เธอสัมผัสได้ทันทีถึงท่าทีของหลี่เจี้ยนกั๋วกับภรรยารวมไปถึงหลี่เจวียนและหลี่เฉียงที่มีต่อเธอ—เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับการได้รับการต้อนรับในฐานะคนในครอบครัว ไม่ใช่ในแบบที่คนในบ้านจะสั่งให้ทำงานไปทั่ว แต่เป็นความรู้สึกของการที่บ้านนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบังพร้อมแบ่งปันของดีทุกอย่างร่วมกันอย่างเต็มใจ
ตอนที่ทั้งสองคนออกมาจากห้องฝั่งตะวันออก ลู่ต้าซ่าวกับพี่สาวอีกคนก็กำลังถือกับข้าวเดินสวนเข้ามาพอดีพอเห็นหลี่หลงก็รีบพูดขึ้นว่า
“เสี่ยวหลง รีบเข้าไปเลย ทางโน้นเขาจะเริ่มกินกันแล้วนะ”
“ลู่ซ่าว พารบกวนบ้านพี่อีกแล้วล่ะครั้งนี้” หลี่หลงพูดพร้อมรอยยิ้ม
“รบกวนอะไรกันล่ะ?” ลู่ต้าซ่าวยิ้มกว้าง “ดีใจซะอีก ปีนึงจะมีช่วงไหนที่คึกคักแบบนี้อีกล่ะ?”
เพราะคนเยอะบ้านลู่เองก็เลยเปิดโต๊ะเลี้ยงแขกอีกหนึ่งโต๊ะ หลังจากคนถือกับข้าวเดินไปแล้ว เฉินซิงปังก็ถือขวดเหล้าตามไปติดๆ พอเห็นหลี่หลงก็ยกขวดเหล้าขึ้นส่งสัญญาณ แล้วพูดว่า
“ฉันไปดูแลทางโน้นก่อนนะ พี่ชายนายบอกว่าไม่ค่อยดื่ม แต่ยังไงก็ต้องหัดไว้หน่อยละ”
“ฮ่าๆ พี่เขย วันนี้พี่ต้องเหนื่อยหน่อยแล้วนะ คนทางโน้นดื่มเก่งกันหลายคนเลย” หลี่หลงพูดก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน
“งั้นก็ชนกันเลยสิ” เฉินซิงปังไม่ลังเลสักนิด คนที่ตามเขาไปด้วยก็คือหลี่จวิ้นซาน
ห้องฝั่งตะวันตกเปิดหนึ่งโต๊ะ ครัวหนึ่งโต๊ะ ห้องว่างอีกหนึ่งโต๊ะ รวมทั้งเด็กๆอีกหนึ่งโต๊ะรวมแล้วมีทั้งหมดสี่โต๊ะ เด็กๆนั่งโต๊ะของตัวเองและเริ่มกินกันแล้ว ที่ฝั่งตะวันตกหลี่เจี้ยนกั๋วนั่งเป็นเจ้าภาพหลัก ขวดเหล้าก็เปิดกันเรียบร้อยแล้ว
“เสี่ยวหลงมาแล้วเหรอ? มาๆนั่งเลย หาถ้วยให้เสี่ยวหลงสักใบ!” หวังไฉหมิ่นพูดเสียงดัง หน้าของเขาแดงเถือกเห็นได้ชัดว่าเล่นไพ่ไปดื่มไปไม่น้อยตั้งแต่ก่อนกิน
“วันนี้ฉันไม่ดื่มนะ พี่หวัง พวกพี่ดื่มกันเลย แต่อย่ามาโกงก็แล้วกัน” หลี่หลงหาที่แทรกตัวนั่งลงแบบสบายๆ “อยากดื่มเมื่อไหร่ เดี๋ยวมีคนคอยดื่มเป็นเพื่อนให้อยู่แล้ว”
พอหมั่นโถวขาวนวลถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มคีบอาหารกันทันที หลี่หลงตามความเคยชินเริ่มด้วยการกินผักดองก่อน แต่คนอื่นๆส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งตรงไปยังชิ้นหมูสามชั้นชิ้นโตๆโดยเอาหมั่นโถวในมือซ้ายประกบกับเนื้อหมูที่คีบด้วยมือขวาแล้วก็กินเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อย
หมูตุ๋นนี้เคี่ยวนานจนเนื้อนุ่มละลายในปากกินแล้วไม่เลี่ยนเลยมีแต่กลิ่นหอมเต็มปากเต็มคำ กับข้าวสี่อย่างบนโต๊ะทุกคนต่างก็พุ่งเป้าไปที่หมูตุ๋นผักดองกันเป็นหลักดูเหมือนจะมีแค่นี้แหละที่กินแล้วสะใจที่สุด
ซึ่งความจริงก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
หลี่หลงยิ้มพลางชิมอาหารแต่ละอย่างอย่างใจเย็น ต้องบอกเลยว่านี่ถือเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบชั้นดีบวกกับวิธีทำที่เรียบง่าย แต่กลับทำออกมาได้อร่อยที่สุด
“มาๆ ขยับหน่อย ฉันจะเติมกับข้าว” เหลียงเยวี่ยเหมยถือชามกับข้าวมาแล้วก็ตักใส่ลงในชามผักดองอีกสองช้อนโตๆ หลังจากเติมเสร็จเธอยังพูดต่ออีกว่า “วันนี้ทำกับข้าวไว้เยอะ พวกเธอกินกันให้เต็มที่เลย!”
คำพูดที่เปี่ยมด้วยน้ำใจนี้ ทำเอาคนบนโต๊ะพากันส่งเสียงชมเชยออกมาอย่างพร้อมเพรียง
เฉลี่ยแล้วแต่ละคนกินหมั่นโถวไปคนละลูกพอถึงตอนนั้นทุกคนถึงค่อยๆชะลอความเร็วลงแล้วหลี่เจี้ยนกั๋วก็ถือโอกาสนี้เริ่มวงดื่ม เปิดเกมดื่มเหล้าแบบ “ทะลุสามด่าน”
หลี่หลงแม้จะผ่านชีวิตมาสองชาติแต่เรื่องการเล่นเกมทายมือดื่มเหล้าแบบนี้เขาก็ยังไม่ถนัดอยู่ดี
กติกาน่ะเขารู้ดีอยู่แล้ว คือถ้าตัวเลขที่เขาตะโกนบวกกับตัวเลขที่อีกฝ่ายตะโกนออกมาเท่ากับจำนวนที่เขาชูนิ้วขึ้นมา เขาก็จะเป็นฝ่ายชนะ ถ้าไม่ใช่ ก็อีกฝ่ายชนะ
แต่เขาก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่า พูดกันเร็วขนาดนั้นคนเราจะมีสติปัญญาไปตอบสนองทันได้ยังไง?
เรื่องนี้หลี่เจี้ยนกั๋วถือว่าเป็นมือหนึ่งเพราะตั้งแต่ไม่กี่ปีก่อนจนถึงช่วงก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เรื่องการเล่นทายมือดื่มเหล้าไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าหือกับเขาเลยสักคน
ในฐานะ "แม่ทัพเหล้า" คนถือขวดหลัก การจะดูแลวงเหล้าได้ดี รอบแรกของเกม “ทะลุสามด่าน” ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น “ทะลุสามด่าน” ใครที่เคยผ่านมาก่อนจะรู้ดี คือการที่แม่ทัพเหล้าต้องชนแก้วกับคนทั้งโต๊ะทีละคน ใครที่เล่นทายมือเป็นก็ต้องเล่น ใครที่ไม่เป็นก็ชนแก้วสามครั้งตามธรรมเนียม คนที่จะทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเหล้าได้นั้นไม่ใช่แค่ต้องทายมือเก่งเท่านั้น แต่ยังต้องดื่มเก่งและมีไหวพริบดีด้วย
เพราะไม่ใช่ทุกคนจะดื่มตามกติกาอย่างเคร่งครัดจะมีทั้งคนที่โกงเกมคนที่เมาแล้วเริ่มแสดงออก คนที่ไม่อยากดื่มจริงๆก็มีทั้งนั้น
ตรงนี้แหละที่ต้องดูฝีมือของแม่ทัพเหล้าล้วนๆ
คนที่นั่งข้างหลี่เจี้ยนกั๋วก็คือหวังไฉหมิ่น ซึ่งหลี่หลงก็รู้สึกว่าเขาพูดมากเป็นพิเศษในวันนี้ หลี่เจี้ยนกั๋วจึงเริ่มทายมือกับหวังไฉหมิ่นก่อนอย่างยิ้มๆ
“ไม่นับๆ รอบนี้ฉันไม่ได้ยิน…” หวังไฉหมิ่นวันนี้น่าจะดื่มไปพอสมควร ทายมือรอบแรกก็แพ้ทันทีเขารู้สึกเสียหน้าเลยร้องโวยวายขึ้นมา
“เอาล่ะ งั้นรอบแรกนี้เราไม่นับใหม่ เริ่มกันอีกรอบดีไหม?” หลี่เจี้ยนกั๋วพูดพร้อมรอยยิ้ม “แต่รอบสองนี้นะ ห้ามไม่นับแล้วนะ มา—ขอให้เลื่อนขั้น!”
รอบแรกของการทายมือมักจะเริ่มต้นด้วยคำว่า “ขอให้เลื่อนขั้น” เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยแล้วถึงจะเริ่มออกนิ้ว ทายไปไม่ถึงสามรอบหวังไฉหมิ่นก็แพ้อีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีข้ออ้างแล้วหวังไฉหมิ่นถือแก้วขึ้นมาด้วยท่าทีลังเล หลี่เจี้ยนกั๋วเลยยกแก้วของตัวเองขึ้นด้วยแล้วพูดว่า
“มา เดี๋ยวพี่ดื่มเป็นเพื่อนนาย วันนี้นายเป็นตัวหลัก เหนื่อยหน่อยนะ! มา ชน!”
“มาๆ ๆ!” หวังไฉหมิ่นได้หน้าเต็มที่ ดื่มเหล้าหมดแก้วอย่างไม่ลังเล
จากนั้นก็ดื่มกันต่อไปทีละคน
หลี่หลงมองดูแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า บนโต๊ะเหล้านี่มันเต็มไปด้วยเรื่องราวของ “มารยาทและมนุษยสัมพันธ์” จริงๆ
บางคนทายมือเบาๆละมุนละไม บางคนทายแบบเสียงดังฟังชัดเหมือนจะสะเทือนภูเขา บางคนนั่งทายแบบนิ่งๆเหมือนนั่งตกปลาบนแท่น บางคนก็ทายมั่วๆไปเลย—จนตัวเองยังดูไม่ออก แบบนี้ก็น่าจะเป็นมือใหม่
แต่ทั้งหมดก็ช่วยสร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนไม่น้อย
หลี่เจี้ยนกั๋วเล่นเกม “ทะลุสามด่าน” จบไปหนึ่งรอบก็มีคนเมาจนตาเริ่มพร่าไปแล้วสองคนจนต้องพาไปนอนที่เตียง
หลี่หลงเองก็ดื่มกับหลี่เจี้ยนกั๋วไปสองแก้ว เพราะทายมือไม่เก่งเลยยอมแพ้ไปเลยจะดีกว่า
ตอนนั้นเองหลี่เจี้ยนกั๋วยังนิ่งสนิทสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย หลี่หลงนึกชื่นชมขึ้นมาจริงๆว่าพี่ชายคนนี้ของเขาทนเหล้าได้ดีจริงๆ
ฝั่งห้องว่างก็เริ่มมีเสียงเอะอะโวยวายดังออกมา หลี่เจี้ยนกั๋วมองหลี่หลงแวบหนึ่ง หลี่หลงก็ลุกขึ้นเดินไปทางนั้นทันที
“ทางนั้นมีเสี่ยวหลงอยู่ ไม่ต้องห่วง พวกนายดื่มต่อได้เลย ฉันเล่นทะลุสามด่านเสร็จแล้ว ใครอยากมาอีกสักรอบไหม?”
การเล่น “ทะลุสามด่าน” ปกติจะเริ่มโดยแม่ทัพเหล้า พอเล่นจบหนึ่งรอบแล้ว ถ้าใครยังรู้สึกไม่สะใจ ก็สามารถขอเล่นอีกรอบได้จะขอแข่งกับแม่ทัพเหล้าก็ได้หรือจะทายมือกันเองก็ไม่มีปัญหา
หลี่หลงเดินไปที่ห้องว่างเห็นหลี่อันกั๋วกำลังมีปากเสียงกับอีกคนหนึ่งในทีม ทั้งคู่หน้าแดงคอแดงท่าทางเริ่มเดือดขึ้นเรื่อยๆ — พอฟังอยู่สักพัก หลี่หลงก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่แท้เป็นเพราะตอนทายมือคนที่มาจากหมู่บ้านอีกแห่งพูดคำเรียกไม่เหมือนกับที่นี่ก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น
“เฮ้ยๆ ๆ เรื่องนี้ไม่ยากหรอก” หลี่หลงหยิบแก้วขึ้นมาแล้วรินเหล้าใส่จากนั้นพูดว่า “เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้กติกาไม่เหมือนกัน แล้วพี่รองของฉันก็เพิ่งมาถึง ยังไม่ทันได้คุ้นเคยอะไรกันเลย มา เราสามคนชนแก้วกันสักรอบ เรื่องนี้ก็จบกันไป ไม่ใช่คนนอกกันอย่าให้ต้องหมางใจกันเลย”
เมื่อหลี่หลงพูดแบบนี้หลี่อันกั๋วก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ส่วนอีกคนนึงที่ดูเหมือนยังอยากจะพูดอะไรต่อก็โดนคนบนโต๊ะรีบกดให้นั่งลงทันที
“เสี่ยวหลงให้เกียรตินายขนาดนี้รีบชนเถอะ! อย่ามัวพูดพร่ำทำเพลงอยู่เลย!”
ชายคนนั้นพอได้ยินแบบนั้นก็ยกเหล้าขึ้นดื่มในที่สุด
หลี่หลงยิ้มแล้วพูดว่า “เอาล่ะ ทุกคนกินให้เต็มที่ ดื่มให้สนุก อย่าให้มีเรื่องไม่ดีเลยวันนี้ทั้งเหล้าทั้งกับข้าวมีให้ไม่อั้น ค่อยๆ มากันไม่ต้องรีบ”
“ดูสิ เสี่ยวหลงนี่พูดจาเป็นงานจริงๆ คนที่เคยออกไปเจอโลกภายนอกนี่มันต่างกันจริงๆ”
ตอนที่หลี่หลงหันหลังเดินออกมาเขาก็ได้ยินเสียงคนข้างในพูดถึงตัวเขาเองทำให้เขารู้สึกทั้งขำทั้งเหนื่อยใจคนพวกนี้นี่นะ ยังไงก็ชอบวัดค่าคนจากภายนอกอยู่ดี
(จบบท)
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาผู้แปลขอส่งกำลังใจให้ผู้อ่านทุกท่านทั้งที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบนะคะขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตทุกท่านจากเหตุการณ์ครั้งนี้