- หน้าแรก
- การทดลองของเจ้าลิชบ้า
- บทที่ 10: คำกระซิบของจอมมาร
บทที่ 10: คำกระซิบของจอมมาร
บทที่ 10: คำกระซิบของจอมมาร
บทที่ 10: คำกระซิบของจอมมาร
จักรพรรดิหย่งเย่รึ? บอกตามตรง ชื่อนี้มาจากการประกาศที่เหมือนเรื่องตลก
(หมายเหตุผู้แปล: หย่งเย่หมายถึง ราตรีนิรันดร์)
“แสงศักดิ์สิทธิ์ไม่มีวันดับสูญเฉกเช่นดวงตะวัน รัศมีของมันจะส่องสว่างเหนือมวลชนตลอดไปงั้นรึ? ในเมื่อข้าถูกแสงศักดิ์สิทธิ์ทอดทิ้งไปแล้ว งั้นก็ให้ข้าจมโลกใบนี้ลงในราตรีนิรันดร์เสียเลย”
เมื่อถูกทรยศโดยโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าเคยภักดีและสูญเสียครอบครัวกับอาณาจักรของข้า ข้าก็ได้สาปแช่งแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าเคยเชื่อมั่น ข้าสัญญาว่าจะนำระเบียบใหม่มาสู่ทวีปและกวาดล้างเหล่ากษัตริย์ที่ฉ้อฉลลงสู่หน้าประวัติศาสตร์
“ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนตัดสินใจหันหลังให้กับพันธมิตรของเราเพื่อผลประโยชน์ของอาณาจักรของพวกเจ้า ทรยศต่ออาณาจักรและพลเมืองของข้า งั้นเพื่อเป็นการตอบแทน ข้าก็จะทำลายอาณาจักรของพวกเจ้าเสีย”
เอาเถอะ ข้ารู้ว่าข้าฟังดูจูนิเบียวมาก แต่ทุกคนก็มีประวัติศาสตร์อันดำมืดที่อยากจะลบทิ้งไม่ใช่รึ?
จูนิเบียวก็น่ากลัวอยู่แล้ว แต่จูนิเบียวผู้ข้ามมิติที่มีระบบสีทองหนุนหลังนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า
ระบบลิชผู้ชั่วร้ายมอบแต้มให้ข้าโดยพิจารณาจากความสำคัญของการกระทำของข้าในการก่อให้เกิดความเบี่ยงเบนในเหตุและผลของโลก การเล่นพิเรนทร์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโลกมากนัก ดังนั้นรางวัลจึงมีจำกัด แต่ถ้าข้าตัดสินใจที่จะนำมาซึ่งความตายและการทำลายล้าง ข้าจะได้รับแต้มไม่สิ้นสุดและแต้มเหล่านี้จะช่วยให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสร้างหายนะได้มากขึ้น
จะมีอะไรที่สามารถนำมาซึ่งความตายและการทำลายล้างได้มากกว่าการต่อสู้เพื่อโลกทั้งใบอีกล่ะ?
เอาล่ะ สงคราม สงครามที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
เช่นเดียวกับที่มหากาพย์บนพื้นผิวได้บันทึกไว้ จ้าวแห่งอันเดดไร้นามอัญเชิญกองทัพอันเดดผู้ไม่ยอมแพ้ของเขา ปีกสีดำของเผ่าพันธุ์โลหิตบดบังรัศมีของดวงตะวัน ณ เส้นขอบฟ้า และราตรีนิรันดร์ก็ได้ครอบคลุมโลกหล้า
ในราตรีอันไร้ที่สิ้นสุด เหล่าอันเดดเริงระบำในสนามรบ และอัศวินทมิฬผู้คลุ้มคลั่งก็เริ่มการแข่งขันล่าศีรษะมนุษย์ เมื่อแสงสีขาวเริ่มปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า ทะเลแห่งโครงกระดูกก็ได้มาถึงชายฝั่งแล้วและราตรียาวนานแห่งเทศกาลโลหิตก็ได้มาถึง
ในสนามรบ ตามการคืบคลานของความตาย ความแข็งแกร่งและกองทัพของข้าขยายตัวเหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงมา และในที่สุด ข้าก็ได้กลายเป็นจักรพรรดิอันเดดกึ่งเทวะเพียงคนเดียวในยุคหลังๆ
จักรพรรดิอันเดด — จักรพรรดิหย่งเย่ ได้กลายเป็นฝันร้ายของสิ่งมีชีวิต
ภายใต้มหาวิบัติอันเดด สี่จักรวรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปีได้สิ้นสุดลง และ 3 ประเทศสหพันธรัฐ กับอีก 6 อาณาจักรถูกกวาดล้างลงสู่กองขยะในประวัติศาสตร์
ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ว่าจักรพรรดิหย่งเย่แข็งแกร่งขึ้นตลอดการต่อสู้ได้อย่างไร เขาได้รับพลังเวทมนตร์เพียงพอที่จะควบคุมกองทัพสิบล้านนายอันยิ่งใหญ่ของเขาได้อย่างไร และเขาได้รับความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะบัญชาการจ้าวแห่งอันเดด 10 ตนของเขาได้อย่างไร
ในที่สุด ทะเลแห่งอันเดดอันไร้ที่สิ้นสุดก็ได้กลืนกินทุกสิ่ง หลังจากที่กองทัพของจักรพรรดิหย่งเย่ได้ทำลายกองทัพพันธมิตรที่จัดตั้งโดยโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนก็คิดว่ายุคของสิ่งมีชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลงและยุคของอันเดดกำลังจะมาถึง
จากนั้น ข่าวที่ไม่คาดคิดก็แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เกิดความปรีดาอย่างบ้าคลั่งในหมู่ทุกคน
จักรพรรดิหย่งเย่ถูกลอบสังหาร กองทัพอันเดดได้ล่มสลายแล้ว!
‘วีรบุรุษดอกบัวแดง’ อดัม ฮัน โด่งดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
ทั่วทั้งทวีปไอค์ต่างขับขานสรรเสริญชื่อนี้ ผู้สูงอายุยกถ้วยขึ้นอธิษฐานขอให้ชื่อวีรบุรุษนี้จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างถาวรในขณะที่วัยกลางคนขับขานบทเพลงมหากาพย์วีรกรรมของเขา คนหนุ่มสาวและเด็กๆ มองเขาเป็นเป้าหมายในอนาคตและเป็นไอดอล
จากการคำนวณหลังเหตุการณ์ หากไม่ใช่เพราะวีรบุรุษที่ดูเหมือนจะเดินออกมาจากเทพนิยายอย่างอดัม ฮัน และทีมของเขาที่สังหารจักรพรรดิหย่งเย่ ประชากรทั้งทวีปก็คงจะเหลือเพียง 30% ของที่เป็นอยู่
ในขณะนี้ วีรบุรุษในตำนานดูเหมือนเด็กที่ถูกหลอก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“เฮ้ ข้ากำลังจะตายแล้วนะ แกควรจะบอกความจริงได้แล้ว เหตุการณ์นั้น แกออมมือให้พวกเราใช่ไหม? ทำไมทีมป้องกันถึงได้ว่างเปล่าขนาดนั้น? ทำไมองครักษ์หลวงสุนัขล่าเนื้อสีแดงถึงได้อยู่ห่างออกไปเป็นพันๆ ไมล์? ทำไมถึงไม่มีอันเดดระดับจ้าวอยู่รอบตัวแกเลยสักตน? ทำไมแกผู้ซึ่งบรรลุพลังแห่งกึ่งเทวะถึงได้พ่ายแพ้ให้กับกลุ่มคนระดับตำนานอย่างพวกเรา?”
(หมายเหตุผู้แปล: จ้าวแห่งอันเดด (Undead Lords) อยู่ในระดับเทพนิยาย (Myth-rank) ต่ำกว่ากึ่งเทวะ (SemiGod) เพียง 1 ระดับ)
ข้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจไม่พูดความจริง
“ก็นะ แกไม่รู้รึว่าการฟื้นคืนชีพหลังความตายจะทำให้คนสูญเสียความทรงจำไปส่วนหนึ่ง? ข้าลืมเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้ว”
ตามความเป็นจริง หลังจากทำลายอาณาจักรสองสามแห่งที่หันหลังให้เราและบังเอิญทำลายโบสถ์หลักของแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ทรยศต่อมาตุภูมิของข้า ประเทศสหพันธรัฐเวสต์มิสต์ ความโกรธของข้าก็ลดลงไปมากทีเดียว อย่างน้อยข้าก็มีเหตุผลมากขึ้น
เมื่อนึกภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นคร่าวๆ หากกองทัพหย่งเย่ยังคงบุกต่อไป สิ่งที่จะเหลืออยู่ก็มีเพียงความตายและการทำลายล้างที่ไม่สิ้นสุด
ในตอนนั้น มันก็ยากแล้วที่ข้าจะหยุดการเคลื่อนไหว...
ขณะที่เหล่าจ้าวแห่งอันเดดใต้บังคับบัญชาของข้ากำลังพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้นเกี่ยวกับการสร้างประเทศและวิธีเปลี่ยนทวีปไอค์ทั้งทวีปให้กลายเป็นสวรรค์สำหรับเหล่าอันเดด กองทัพหย่งเย่ซึ่งประกอบด้วยจ้าวแห่งอันเดดหลายร้อยตนไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะหยุดได้เพียงลำพัง
ดังนั้น... ในฐานะผู้นำของพันธมิตร ข้าย่อมต้องจากไปตามธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังทิ้งพินัยกรรมไว้ว่ามีเพียงผู้ที่พบคทาแห่งอำนาจราตรีนิรันดร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรของข้าเท่านั้น ที่จะสามารถกลายเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิอันเดดองค์ต่อไปได้
“อาวุธเทวะ คทาแห่งอำนาจราตรีนิรันดร์ สัญลักษณ์แห่งราชันแห่งอันเดด ว่ากันว่านี่เป็นของใช้ส่วนตัวที่หย่งเย่เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ว่ากันว่าความลับอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิถูกซ่อนไว้ข้างใน แต่จนถึงปัจจุบัน คทาก็ยังไม่เคยปรากฏบนเวทีแห่งประวัติศาสตร์” ภาพประกอบยุทโธปกรณ์เทวะ โดยหอคอยหมื่นเวท นั่นคือวิธีที่พวกเขาแนะนำคทาแห่งอำนาจราตรีนิรันดร์
แน่นอนว่าเพราะข้าตายเร็วเกินไป ข้าจึงไม่ทันได้บอกว่าคทาแห่งอำนาจราตรีนิรันดร์คืออะไรกันแน่ ดังนั้นเหล่าจ้าวแห่งอันเดดจึงเริ่มสงสัยกันเองว่าใครเป็นผู้ครอบครองมัน... ใครบอกว่าอันเดดไม่มีความปรารถนา? ความแข็งแกร่งและอำนาจเป็นที่บูชาของสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดทั้งปวง
เอาเถอะ ข้าจะไม่ลงรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น การระเบิดของความขัดแย้งภายในนำไปสู่จุดจบของมหาวิบัติอันเดด และประเทศแห่งอันเดดในปัจจุบัน จักรวรรดิซีหลัว กว่าครึ่งหนึ่งของ 12 จ้าวแห่งอันเดดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคนรู้จักเก่าของกองทัพพันธมิตร
“ฮิฮิ ยังมีตำนานที่บอกว่าใครก็ตามที่ได้คทาแห่งอำนาจราตรีนิรันดร์มาครอบครอง จะได้เป็นจักรพรรดิอันเดดองค์ต่อไป แต่ช่างน่าเสียดาย ตำนานนั้นถูกลิขิตให้เป็นเรื่องโกหกเพราะ... คทาแห่งอำนาจราตรีนิรันดร์ไม่มีอยู่จริง!”
ใช่แล้ว แม้แต่ฉายาจักรพรรดิหย่งเย่ ก็ยังมีที่มาจากเรื่องตลก แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมียุทโธปกรณ์เทวะที่แปลกประหลาดเช่นนี้อยู่ในโลก ทุกคนถูกข้าหลอก
หลังจากประสบความสำเร็จในการล้างแค้น ข้าก็ไม่มีเป้าหมายอีกต่อไป หลังจากเปลี่ยนร่างใหม่ ข้าก็จะเป็นคนที่เกิดใหม่
ในตอนแรก ข้าตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดหลังจากฟื้นคืนชีพ สะสมกำลังและรอให้ “เหตุการณ์ในเกม” ที่ควรจะเกิดขึ้นเปิดฉากขึ้นขณะที่รอการกลับมาของน้องชายโง่ๆ ของข้า
ทว่าสิ่งเดียวที่ไม่ได้วางแผนไว้คือมหานักบุญมาร์กาเร็ตมองทะลุแผนการของข้าได้ นางรู้ว่ามันยากที่จะฆ่าลิชให้ตายสนิทได้ ดังนั้นนางจึงผนึกฟิแลกเทอรีของข้าไว้ กักขังข้าไว้
เมืองภูเขากำมะถันแต่เดิมเป็นเพียงที่ดินรกร้างที่พวกเขาตัดสินใจจะอาศัยอยู่ แต่หลังจากมีผู้ลี้ภัยสองสามคนเข้ามา นี่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองที่เรารู้จัก
ในโลกใต้ดินที่อันตรายซุ่มซ่อนอยู่ การคุ้มครองของผู้แข็งแกร่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของพ่อค้าทาสหรืออาหารของสัตว์ป่า
เป็นไปตามคาด อดัมเพื่อนคนนั้นเป็นคนใจดีในการช่วยเหลือผู้อื่นในขณะที่มาร์กาเร็ตก็เต็มใจทำทุกอย่างที่อดัมเห็นด้วย ส่วนเจ้าแดงน้อยนั้นดีใจที่ได้ของเล่นใหม่ซึ่งก็คือข้า และตัดสินใจที่จะช่วยด้วยเช่นกัน
ในที่สุด ผู้ลี้ภัยก็มาขอความคุ้มครองมากขึ้นเรื่อยๆ และอย่างช้าๆ หมู่บ้านภูเขาซัลเฟอร์ก็ก่อตัวขึ้น และหลังจากผ่านไปหลายร้อยปี หมู่บ้านเล็กๆ ในอดีตก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นเมืองแห่งสรวงสวรรค์ที่มีชื่อเสียง
ดังนั้น เพื่อนสามคนที่เบื่อและว่างงานจึงกลายเป็นที่รู้จักในนามสามผู้นำของเมือง อดัมกลายเป็นเจ้าเมืองเครื่องรางนำโชค มาร์กาเร็ตถูกบังคับให้ดูแลกิจการภายในในขณะที่เจ้าแดงน้อยยังคงนอนหลับต่อไป ตื่นขึ้นมาเป็นครั้งคราวเพื่อสร้างปัญหาให้ทุกคน
หลังจากเฝ้าดูพวกเขาทำอะไรเปิ่นๆ มามากพอแล้ว ข้าที่ว่างงานไม่แพ้กัน โดยใช้ความรู้จากทั้งสองโลกของข้า ได้สร้างระบบการปกครองและกฎหมายขึ้นมาชุดหนึ่งซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อมองดูลิชที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังเล่นกับกระดูกนิ้วของเขา อดัมก็ถอนหายใจลึก
ตามมุมมองกระแสหลักของทวีปไอค์ แสงศักดิ์สิทธิ์และกฎหมายซึ่งอยู่ภายใต้ฝ่ายระเบียบ และความตายกับการทำลายล้างซึ่งอยู่ภายใต้ฝ่ายโกลาหลควรจะเป็นเหมือนน้ำกับน้ำมัน ทันทีที่คนๆ หนึ่งเกิดมาในเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง ฝ่ายของเขาก็ถูกตัดสินแล้ว
“ตอนที่เราได้ยินว่าแกอยากจะเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาและดูแลกฎหมายและระเบียบ เราทุกคนก็คิดว่าแกกำลังล้อเล่น ข้าไม่คาดคิดเลยว่าแกจะทำสำเร็จจริงๆ ระบบยุติธรรมที่มีชื่อเสียงของเมืองซัลเฟอร์ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของฝ่ายระเบียบถูกสร้างขึ้นโดยลิชผู้เป็นตัวตนแห่งความโกลาหลและความตาย แม้ว่าเราจะโฆษณาเรื่องนี้ ข้าก็สงสัยว่าจะมีใครเชื่อ”
ลิชที่อยู่ต่อหน้าอดัมนั้นยิ่งเข้าใจยากเข้าไปใหญ่
ถ้าเราจะบอกว่าเขาเป็นคนดี เขาก็ได้สร้างโศกนาฏกรรมนับไม่ถ้วนขึ้นมาด้วยมือเดียวในฐานะร่างอวตารแห่งความโกลาหลอันชั่วร้าย ลิชผู้ไม่ตาย ถ้าเราจะบอกว่าเขาเป็นคนเลว ในช่วงร้อยปีที่อยู่ร่วมกันมานี้ เขากลับไม่เคยทำเรื่องชั่วร้ายที่น่าตกตะลึงเลยสักครั้ง และกลับกัน เขาคือผู้ที่ค้ำจุนความยุติธรรมและจัดการกับความชั่วร้าย
สำหรับเผ่าพันธุ์โลหิตและพวกเอลฟ์ที่ได้รับพรให้มีอายุยืนยาว พวกเขามักจะใช้ชีวิตในจังหวะที่เชื่องช้าในขณะที่มังกรยักษ์และอันเดดยิ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าไม่มีแนวคิดเรื่องเวลา เผ่าพันธุ์ปกติที่มีอายุขัยสั้นจะทะนุถนอมเวลาอันสั้นของตนและยุ่งอยู่กับตัวเอง และหลังจากถึงวัย 50 ความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณและความเจ็บปวดก็ทำให้พวกเขาเฉื่อยชาและเกียจคร้าน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การออกจากกลุ่มจะทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นคนนอกคอกที่แปลกแยกเท่านั้น
มีคนเคยคำนวณไว้ว่า ไม่ว่าจอมเวทจะใจดีและเที่ยงตรงแค่ไหนก่อนที่จะกลายเป็นลิช หลังจากหลายร้อยปีของการออกจากสังคม ในสายตาของคนนอก การถูกศาสตร์มืดกัดกร่อนก็จะทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นคนแปลกแยกและชั่วร้าย
แม้แต่นักรบที่ไม่ตายอย่างอดัมก็ยังมาถึงวันที่เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่ แต่ลิชที่อยู่ตรงหน้าเขา ไม่เหมือนกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่เคร่งขรึม เขากลับมีชีวิตชีวาและสร้างปัญหาใหม่ๆ ทุกวัน
“คนประหลาด... บอกตามตรง บางครั้งข้าก็ชื่นชมแกจริงๆ”
“หืม?”
“...อาคมแห่งกฎและผู้ร่ายอาคมกฎหมาย ประมวลกฎหมายต้นกำเนิดของแกสามารถมอบโอกาสให้ผู้แข็งแกร่งเปลี่ยนอาชีพเป็นอัศวินแห่งความยุติธรรม ผู้ร่ายอาคมกฎหมาย หรือผู้พิพากษาทัณฑ์ได้ นี่หมายความว่าต้นกำเนิดแห่งระเบียบได้อนุมัติพลังงานแห่งกฎของแกแล้ว ในฐานะผู้สร้างพลังงานแห่งระเบียบที่เทียบเท่ากับแสงศักดิ์สิทธิ์ แกควรจะได้เห็นภาพของสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้าก็ตกตะลึง ดูเหมือนข้าจะประเมินชายที่อยู่ตรงหน้าข้าต่ำไป อย่างที่คาดไว้สำหรับคนที่ไต่เต้าขึ้นมาทีละก้าวเพื่อเป็นนักรบกึ่งเทวะ เขาดูเหมือนจะรู้สึกถึงขอบเขตนั้นเช่นกัน ขอบเขตที่อยู่ในดินแดนของทวยเทพ
ดวงตาของข้าว่ายไปด้านข้างขณะที่เรื่องไร้สาระลอยขึ้นมาที่ปลายลิ้น แต่เมื่อเห็นว่าอายุขัยของอดัมใกล้จะสิ้นสุดแล้ว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ข้าก็ตัดสินใจบอกความจริงแก่เขาเพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ของเราที่มีมานานนับไม่ถ้วน
“โฮะโฮะ ความตายมอบพลังอันไร้ที่สิ้นสุดให้ข้า และอันเดดเกิดมาพร้อมกับบางสิ่งที่ขาดหายไป ทำให้อันเดดไม่สามารถก้าวเข้าสู่ดินแดนนั้นได้เลย หลังจากฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ข้าก็น่าจะไปถึงดินแดนนั้นได้”
“มันคุ้มแล้วรึ? ความตายพรากร่างกาย, พลัง... และความทรงจำของแกไปนะ แกจะจำอดีตได้มากแค่ไหน? แกจะยังจำวันที่เราไปผจญภัยด้วยกันได้ไหม?”
“เอเวลิน, คาร์เวนซ์, ท่านพ่อ...” ใบหน้ามากมายลอยผ่านเข้ามาในความคิดของข้า แต่ใบหน้าเหล่านี้ที่สลักอยู่ในสมองของข้าส่วนใหญ่ก็ไม่สมบูรณ์...
ทว่าข้าจะไม่เสียใจ อย่างน้อยข้าก็ได้ล้างแค้นให้พวกเขาแล้ว สำหรับความทรงจำหรืออะไรก็ตาม มันก็เพียงพอแล้วตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน หากเรายังคงจดจำอดีต เราก็จะยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น มันไร้ประโยชน์
“แน่นอนว่ามันคุ้มค่า ความทะเยอทะยานของข้าเปรียบเสมือนทะเลดวงดาว ประมวลกฎหมายแห่งความยุติธรรมของข้าสักวันหนึ่งจะต้องแซงหน้าพลังง่อยๆ ของแสงศักดิ์สิทธิ์”
“ฮ่า ข้าอิจฉาความมีชีวิตชีวาของแกจริงๆ งั้นข้าก็วางใจทิ้งเมืองภูเขากำมะถันไว้ให้แกได้แล้วสิ”
ความตกใจอย่างรุนแรงทำให้ข้าต้องใช้เวลาสองสามนาทีก่อนจะต่อขากรรไกรล่างที่หลุดของข้ากลับเข้าที่
“เลิกเล่นตลกได้แล้ว! ที่ไหนกันที่นักโทษจะกลายเป็นผู้คุมของตัวเอง! อย่าฝันว่าจะเป็นผู้คุมที่ขาดความรับผิดชอบเลยนะ!”
(จบตอน)