- หน้าแรก
- การทดลองของเจ้าลิชบ้า
- บทที่ 1: ข้าเป็นคนดีจริงๆ นะ (กลับมาแปลอีกครั้ง)
บทที่ 1: ข้าเป็นคนดีจริงๆ นะ (กลับมาแปลอีกครั้ง)
บทที่ 1: ข้าเป็นคนดีจริงๆ นะ (กลับมาแปลอีกครั้ง)
บทที่ 1: ข้าเป็นคนดีจริงๆ นะ
“ข้าเป็นคนดี”
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ดีว่าข้าเป็นคนดีและเป็นพลเมืองที่เคารพกฎหมาย แต่ทำไมเจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่อยู่ตรงหน้าข้าถึงยังมาคอยก่อกวนไม่เลิกรากันนะ?
“ในฐานะผู้อยู่อาศัยที่ปฏิบัติตามกฎหมายของเมืองภูเขากำมะถัน ข้าจ่ายภาษีตรงเวลาและทำงานอย่างขยันขันแข็ง ในที่ทำงาน ข้าคือพนักงานผู้ทุ่มเท ในชุมชนนี้ ข้าเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนบ้านและสหายที่ดี ข้ายังเป็นคนรักสัตว์ตัวยงด้วยซ้ำ! ดูเหรียญนี่สิ—อาเป่าของข้าเป็นถึงแชมป์การประกวดซูเปอร์สตาร์สัตว์เลี้ยงของชุมชนเชียวนะ!”
เหรียญรางวัลและริบบิ้นที่แขวนอยู่บนผนังทำหน้าที่เป็นหลักฐานแห่งเกียรติยศในอดีตของข้า บนเหรียญสลักคำว่า “แชมป์การประกวดซูเปอร์สตาร์สัตว์เลี้ยงชุมชนเมืองภูเขากำมะถันประจำปีครั้งที่ 7” และ “ขออวยพรให้อาเป่าผู้น่ารักและมีชีวิตชีวาของเราจงแข็งแรงตลอดไป”
ในขณะเดียวกัน อาเป่าที่ข้าภาคภูมิใจนักหนาก็กำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหารของมันอย่างเปรมปรีดิ์อยู่ตรงเชิงกำแพง
ทว่าไม่ว่าข้าจะพยายามอธิบายตัวเองมากเพียงใด เจ้าหน้าที่รักษาความสงบชาวดาร์กเอลฟ์ก็เอาแต่จ้องมองข้าอย่างเงียบงัน—ราวกับว่านางตัดสินไปแล้วว่าข้ากำลังโกหก
“สัตว์เลี้ยง? อาเป่า? ท่านหมายถึงอสูรกายที่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้นน่ะรึ? มันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับท่าน! ตระกูลล็อปร้องเรียนว่าสัตว์เลี้ยงของท่านทำร้ายลูกชายของพวกเขา!”
ใต้เหรียญรางวัล อาเป่าของข้ากำลังแทะกระดูกอย่างเมามันพลางปล่อยน้ำลายหยดแหมะ เมื่อมันสังเกตเห็นว่าเจ้านายกำลังมองอยู่ มันก็ยิ้มให้ข้า ช่างเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักเสียนี่กระไร!
“ตระกูลล็อป? พวกเขาเป็นใครกัน? ข้าจำไม่ได้เลยจริงๆ”
ขณะที่ข้ากำลังลังเลว่าจะใช้เวทสำรวจเพื่อฟื้นฟูความทรงจำที่นับวันยิ่งแย่ลงของข้าดีหรือไม่ เจ้าหน้าที่รักษาความสงบชาวดาร์กเอลฟ์ก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความทรงจำที่หลุดลอยของข้าและแสยะยิ้มเย็นชา
“...ท่านไม่คิดว่าคำพูดของท่านขาดความน่าเชื่อถือไปหน่อยหรือ? ก็นะ กระดูกหน้าแข้ง [1] ของลูกชายเขายังอยู่ในปากของอสูรกายที่ท่านเลี้ยงอยู่นี่”
“โอ้? อ๋า! หมายถึงครอบครัวทหารโครงกระดูกข้างบ้านนั่นเองรึ ครอบครัวของพวกเขาดูจะชอบเล่นกับอาเป่ามากเลยนะ ช่างเป็นคนใจดีอะไรอย่างนี้”
ข้าปรี่เข้าไปหาอาเป่าและพยายามจะงัดกระดูกออกจากปากของมัน แต่ก็ไม่เป็นผล
ด้วยความหงุดหงิด ข้ายกหมัดขึ้นแล้วเขกหัวเจ้าหมาโง่ตัวนี้ไปหนึ่งที
“ปล่อยนะ! ปล่อยสิวะเจ้าโง่! ถ้าไม่อยากถูกจับไปขังในสถานกักกันสัตว์ก็คายออกมาเดี๋ยวนี้!”
ช่างเป็นหมาที่เชื่อฟังอะไรอย่างนี้! เมื่อเห็นว่าข้าเอาจริงเอาจัง อาเป่าผู้น่ารักก็ครางหงิงๆ และยอมสละสมบัติของมันด้วยสีหน้าน่าสงสาร
“ไม่ต้องห่วงนะอาเป่า หลังจากข้าสลัดนังนี่ให้หลุดไปได้แล้ว ข้าจะจัดการให้คนทั้งตระกูลล็อปมาเล่นกับเจ้าตลอดทั้งปีเลย” ข้ากระซิบสัญญากับมัน
มีกระดูกหน้าแข้งชิ้นนี้เป็นหลักฐานมัดตัว การจะโต้แย้งคงเป็นเรื่องยาก ข้าพยายามเค้นรอยยิ้มและประจบประแจงเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ
“เข้าใจผิดน่า ทั้งหมดเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด อาเป่ามันก็แค่กระตือรือร้นเกินไปหน่อย มันชอบหาเพื่อนใหม่อยู่เสมอ และพอถึงเวลาต้องจากกัน มันก็มักจะไม่อยากให้ไป แค่รับของที่ระลึกจากเพื่อนมันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึ?”
ข้าพยายามจะยื่นกระดูกหน้าแข้งส่งให้ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความสงบกลับถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที
“ถอยไป—รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากข้าไว้ ใครจะไปรู้ว่าท่านกำลังเตรียมคำสาปชั่วร้ายอะไรอยู่บ้าง? สหายของข้ายังอยู่ข้างนอก ถ้าข้าไม่กลับไป ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับความพิโรธของกองกำลังพิทักษ์เมืองทั้งหมด”
แม้ข้าจะลดตัวลงต่ำถึงเพียงนี้แล้ว นังหนูนี่ก็ยังไม่ยอมไว้หน้าข้าเลยสักนิด เจตนาดีของข้าที่จะส่งมอบกระดูกกลับถูกมองด้วยสายตารังเกียจ นางถึงกับถอยหลังไปสองก้าวและทำท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ทั้งที่ยังคงระแวงข้าอยู่
“ข้าคือเจ้าหน้าที่รักษาความสงบผู้เป็นตัวแทนของเมือง ท่านรู้หรือไม่ว่าผลของการทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความสงบจะเป็นเช่นไร?”
“แค่เรื่องเข้าใจผิดน่า เข้าใจผิดจริงๆ ข้าเป็นคนดีนะ” ข้าถอนหายใจเงียบๆ กับตัวเองและคร่ำครวญว่าพวกดาร์กเอลฟ์ช่างอ่อนไหวและตื่นตัวต่อเวทมนตร์เพียงใด ด้วยไม่มีทางเลือกอื่น ข้าจึงสลายเวทสะกดจิตและคำสาปอสรพิษที่ร่ายไว้บนกระดูกอย่างเงียบเชียบ
“ข้าไม่สนว่าท่านจะเป็นคนดีหรือไม่ ตามกฎระเบียบความปลอดภัยสาธารณะของเมืองภูเขากำมะถัน ท่านต้องจ่ายค่าปรับห้าสิบเหรียญทองและกล่าวคำขอโทษต่อหน้าภายในสามวัน”
นังตัวแสบ หลังจากทิ้งคำพูดร้ายกาจไว้ นางก็ฉวยกระดูกหน้าแข้งไป หันหลังแล้วเดินจากไป
“จำไว้ให้ดีล่ะถ้าไม่อยากให้ข้ามาเคาะประตูบ้านท่านอีก ครั้งหน้า กองกำลังพิทักษ์เมืองทั้งกองทัพจะมาปรากฏตัวที่ประตูบ้านท่านแน่!”
หลังจากปิดประตู สีหน้าของข้าก็บูดบึ้งลงทันที
“นังสารเลวนั่นควรจะระวังตัวไว้ให้ดี อย่าให้โดนไม้หน้าสามทุบแล้วถูกขายไปตลาดทาสก็แล้วกัน ในโลกใต้ดินแห่งนี้ พวกดาร์กเอลฟ์นับเป็นสินค้าขายดีมาโดยตลอด—เป็นสินค้าที่มีมูลค่าอย่างแท้จริง”
ข้าสาปแช่งนางอย่างอาฆาตแค้นในใจ ก็นะ ถ้าเกิดมีใครได้ยินคำพูดของข้าเข้า แล้วนังนั่นถูกขายไปจริงๆ ข้าจะไม่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งหรอกรึ? ข้าไม่โง่พอที่จะขุดหลุมฝังตัวเองหรอกน่า
“พี่หญิง ท่านช่างสุดยอดจริงๆ ที่ยืนหยัดต่อกรกับอสูรกายที่น่ากลัวเช่นนั้นได้ ข้าแค่เข้าใกล้มันก็ขาสั่นแล้ว”
“อืม อาร์มินเอ๋ย ไอ้พวกนี้น่ะจริงๆ แล้วก็เหมือนกันหมด แข็งนอกอ่อนใน ในฐานะสมาชิกผู้ทรงเกียรติของกองกำลังพิทักษ์เมือง เจ้าต้องรู้ไว้ว่า...”
เสียงสนทนาของดาร์กเอลฟ์ทั้งสองดังแว่วมาจากที่ไม่ไกลนัก
“ชิชะ มาดูถูกข้ารึ—ถ้าข้าไม่ได้ตัดสินใจจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีล่ะก็ ป่านนี้นังพวกนี้คงถูกขายไปอยู่ซ่องนางโลมแล้ว”
เมื่ออาเป่าผู้น่ารักสังเกตเห็นว่าเจ้านายของมันกำลังหดหู่ มันจึงเข้ามาเลียหน้าข้าด้วยลิ้นขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยหนามพิษของมัน
“ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ อาเป่า จำไว้ว่าเจ้าคือโครแมกกัสผู้สง่างาม ไม่ใช่หมาบ้านโง่ๆ ที่เอาแต่น้ำลายไหลไปทั่ว ไปกันเถอะ เราไปขอโทษตระกูลล็อปแล้วถือโอกาสกิน ‘มื้อค่ำ’ ของเรากัน ใช่แล้ว ‘มื้อค่ำ’ น่ะ”
หัวทั้งสองของเจ้าหมาโง่ตัวนี้เริ่มน้ำลายสอพร้อมกันทันทีที่ได้ยินว่าคืนนี้จะมีอะไรให้กิน มันกระโจนเข้าใส่ข้าและเริ่มเลียอย่างกระตือรือร้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ และยิ่งเป็นจริงสำหรับสุนัขโลกันตร์สองหัว เพียงแค่อาหารของมันจะแพงไปสักหน่อย ว่ากันว่ากระดูกที่เปี่ยมด้วยเวทมนตร์เป็นหนึ่งในอาหารชั้นเลิศสำหรับมัน และด้วยการสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นจากตระกูลล็อป ข้าก็น่าจะประหยัดค่าอาหารไปได้ราวๆ หนึ่งเดือน
โอ้ ใช่ ข้าลืมแนะนำตัวเองไป ข้า โรแลนด์ มิสต์ อายุ 376 ปี และข้าเป็นคนดี—จะว่าให้ถูกก็คือ เป็นลิชที่ดี
...
หากลองไปถามผู้คนในโลกนี้ถึงมุมมองที่พวกเขามีต่อลิช คงจะไม่มีความเห็นในแง่บวกมากนัก
“เหล่าคนชั่วช้าสามานย์” “สุดยอดตัวตนแห่งอันเดดและศาสตร์มืด” “ฝันร้ายของสิ่งมีชีวิต ราชันแห่งเหล่าคนตาย”
แม้ข้าจะถือว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงความอิจฉาของคนธรรมดาและคำใส่ร้ายของพวกหน้าซื่อใจคด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแบ่งแยกเหล่านี้สร้างปัญหาให้ข้าไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างน้อยที่สุด ในเมืองภูเขากำมะถันที่ซึ่งห้ามการต่อสู้กันเอง ข้าก็ต้องรับมือกับพวก “ปาร์ตี้วีรบุรุษสังหารอธรรม” หรือ “นักผจญภัยโซโล่ถล่มรังปีศาจ” หลายกลุ่มต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่มีปัญญาแม้แต่จะทำลายบาเรียป้องกันบ้านของข้าด้วยซ้ำ แต่ในบางครั้ง ข้าก็ยังคงต้อนรับพวกเขาเข้ามา โดยเฉพาะเวลาที่ขาดแคลนวัตถุดิบในการทดลอง เหมือนเช่นตอนนี้...
“...ข้าต้อง...ฆ่าแก...อย่าจับตรงนั้นนะ! ไอ้เจ้าอสูรหนวดระยาง! ...ตรงนี้ก็ไม่ได้! ตรงนั้นข้าบอบบางนะ... ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...ไม่...ข้าร้องขอเจ้าล่ะ ฆ่าข้าที ฆ่าข้าเถอะ! ถ้าแกกล้าพอก็ฆ่าข้าเลยสิ!”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักผจญภัยลูกครึ่งเอลฟ์ที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่ตรงหน้าข้ายังคงข่มขู่อย่างโอ้อวดว่าจะนำทัณฑ์สวรรค์มาลงทัณฑ์คนชั่วช้าสามานย์ผู้นี้อยู่เลย มาบัดนี้ นางทำได้เพียงนอนแน่นิ่งอยู่ในห้องขังอันสกปรก
“ปล่อยข้า! อย่างน้อย...ก็ฆ่าข้า...อย่า!” หลายต่อหลายครั้งที่นางจะถูกส่งไปถึงจุดสุดยอดของความเสียวซ่านและไปถึงสภาวะหนึ่งก่อนที่เสียงกรีดร้องอันดังจะกังวานขึ้นพร้อมกับร่างกายที่เกร็งกระตุก แล้วนางก็จะล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
แม้จะสูญเสียการโฟกัสไปแล้ว แต่ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความเกลียดชังคู่นั้นก็ยังคงจ้องมองข้าอย่างเลื่อนลอย ทว่าหลังจากผ่านไปครึ่งวัน ดวงตาของนางก็จะกลับมาเต็มไปด้วยความเกลียดชังอีกครั้ง
“โถๆ อย่ามองข้าแบบนั้นสิ! การตื่นเต้นมากเกินไปมันไม่ดีต่อร่างกายนะ”
“ไอ้ชั่ว! ไอ้สารเลว! ไอ้ระยำ!”
“...พวกเอลฟ์มีคลังคำด่าจำกัด หรือว่าครูสอนภาษาของเจ้าตายเร็วเกินไปกันแน่? เจ้ารู้ไหม การใช้คำเดิมซ้ำไปซ้ำมามันไม่ทำให้ข้าตื่นเต้นหรอกนะ”
“เจ้า...คนพาล...” การทรมานหลายวันในห้องขังนี้ได้กัดกร่อนเจตจำนงของนักผจญภัยหญิงไปแล้ว แต่ความภาคภูมิใจในฐานะไฮเอลฟ์ของนางยังคงอยู่ แม้จะเกินขีดจำกัดของพละกำลังไปแล้ว เด็กสาวผมทองก็ยังคงพึมพำคำสาปแช่งใส่ข้าต่อไป
“โอเค เจ้าพักผ่อนพอแล้ว มาเริ่มรอบต่อไปกันเถอะ!”
เป๊าะ! เพียงดีดนิ้ว หนวดระยางสีดำนับไม่ถ้วนก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง อสูรเหล่านี้ที่ถูกอัญเชิญมาจากตำราสีชมพูไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของการได้อยู่ใกล้ชิดกับสตรีเพศได้อีกต่อไป
“ไม่! ...ข้าร้องขอล่ะ! ปล่อยข้าไป!”
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเหตุผลใดที่อสูรอัญเชิญของข้าจะต้องฟังคำวิงวอนของนักโทษ
“ข้าทนความจักจี้นี่ไม่ไหวแล้ว!!”
ใช่ มันก็แค่การจี้เท่านั้น ข้าเป็นคนดีนะจะบอกให้ ข้าไม่ทำอะไรผิดกฎหมายหรอก
“มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า พวกหนวดระยาง ลงทัณฑ์หนักๆ ที่เอวกับคอของนางซะ! นั่นคือจุดอ่อนของนาง!”
“ฮะ... ฮิฮิ... ฆ่าข้าสิ ไอ้สารเลว! ...ฮ่าฮ่า!”
สมกับเป็นการลงทัณฑ์ที่เหล่านักผจญภัยหญิงต่างหวาดกลัว ภายใต้การจู่โจมของหนวดระยางมากมาย ในไม่ช้านางก็ลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น พลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“บา! สมน้ำหน้า! เจ้าบุกรุกเข้ามาในบ้านข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่มันเป็นการกระทำผิดอาญาชัดๆ ถ้าข้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ใครๆ ก็คงเห็นข้าเป็นเป้านิ่งกันหมด!”
แน่นอน ข้าไม่ทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์หรอก การสิ้นเปลืองมานาเพียงเพื่อจะลงโทษนาง—จะเป็นไปได้อย่างไร?
“ข้าร้องขอ ท่าน ข้ายอมแพ้แล้ว ข้ายอม... ข้าจะยอมทำตามคำขอของท่านทุกอย่าง!”
“ไม่จำเป็น การได้เห็นเจ้าทุรนทุรายคือวิธีที่ดีที่สุดที่เจ้าจะอุทิศตนได้แล้ว”
เมื่อมองดูตัวเลขบนหน้าจอที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ข้าก็อดถอนหายใจไม่ได้
“เฮ้อ ผ่านมาสามวันแล้ว แต่ข้าเพิ่งได้มาแค่สองแต้มความชั่ว อีกนานแค่ไหนกว่าข้าจะได้ครบหนึ่งแสนแต้มความชั่วเพื่อฟื้นคืนร่างกายของข้ากันนะ?”
ด้วยความปรารถนาในชีวิตรักอันแสนสุข [3] ที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน ข้ามองลงไปยังร่างกายของตัวเองที่เหลือเพียงโครงกระดูก ทว่าในไม่ช้า สายตาของข้าก็หันไปทางผู้โชคร้ายคนอื่นๆ ในห้องขัง
“การลงทัณฑ์คนชั่วก็เป็นการกระทำอันดีงามเช่นกัน เพื่อแต้มของข้า—ไม่สิ เพื่อความยุติธรรม เพื่อชีวิตรักอันแสนสุขของข้า—ไม่สิ เพื่อการเป็นคนดี ความทุกข์ทรมานของพวกเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสุขของข้า! ฉะนั้นก็จงยอมรับชะตากรรมซะ!”
ในแต่ละกรงขังมีนักโทษจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ กันไป เช่น ทอเรน เอลฟ์ และเผ่าพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ มนุษย์
“ปล่อยข้าไป!” “ข้าบริสุทธิ์!” “อย่าเข้ามานะ!” เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดและเสียงร้องขอชีวิตดังระงม แต่ลิชเพียงแค่เพิกเฉยต่อพวกเขาทั้งหมด อันที่จริง พวกที่ปากดีหน่อยก็จะถูกทหารโครงกระดูกที่เฝ้ายามอยู่ฟาดด้วยแส้จนเงียบไป
“รูห์; มนุษย์, นักข่มขืน, มีความผิด 6 กระทงและเคยถูกจับกุม 3 ครั้ง ทว่าเนื่องจากพี่ชายของเขาซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งในย่านท่าเรือได้ข่มขู่เหยื่อ จึงไม่มีใครกล้าแจ้งความ ในท้ายที่สุด ศาลสูงแห่งเมืองภูเขากำมะถันจึงจำต้องปล่อยตัวเขาไปเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ”
เพียงแต่ในขณะนี้ นายน้อยของแก๊งผู้นั้นกลับเป็นฝ่ายกรีดร้องอย่างน่าสังเวช
“ในเมื่อเจ้าชื่นชอบการผสมพันธุ์นัก ข้าก็จะอนุญาตให้เจ้าผสมพันธุ์ให้สมใจอยาก”
ดังนั้น ข้าจึงหาโอเกอร์สูงสามเมตรสองสามตนมาเล่นกับเขาทุกวัน... ทว่าพวกมันล้วนเป็นตัวผู้ และ ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ของพวกมันก็หนากว่าขาของมนุษย์เสียอีก...
เอาล่ะ ในเมื่อสภาพปัจจุบันของเขาในกรงขังมันช่างน่าสังเวชจนแม้แต่ข้ายังรู้สึกขยะแขยงที่จะพูดถึง งั้นเรามาพูดถึงเพื่อนบ้านของเขากันดีกว่า
“ไดอา โกลด์; ก๊อบลิน, นักต้มตุ๋นมืออาชีพ แม้ว่าเขาจะมีคดีฟ้องร้องหลายสิบคดี แต่วิธีการจัดการของเขานั้นยอดเยี่ยมเสียจนเหยื่อมักขาดหลักฐานมัดตัวที่ชัดเจน อีกทั้งเจ้าหมอนี่ยังยอมจ่ายเงินจ้างทนายที่เก่งที่สุดในเมืองภูเขากำมะถัน ดังนั้นเขาจึงรอดพ้นเงื้อมมือของกระบวนการยุติธรรมมาได้จนถึงทุกวันนี้”
ในขณะนี้ นักพนันผู้นี้กำลังนั่งตาแดงก่ำ จดจ่ออยู่กับการดวลของเขาอย่างเต็มที่
“ข้า—ข้าชนะแล้ว!! เงินของแกเป็นของข้าแล้ว! แกต้องรักษาสัญญาปล่อยข้าไป! ข้ามีคิงสี่ใบ!”
ทว่านักเล่นไพ่โครงกระดูกที่อยู่ตรงข้ามเขากลับหัวเราะออกมาและเปิดไพ่ของตน เอซสี่ใบ เป็นไพ่ที่เหนือกว่าของไดอาเพียงเล็กน้อย
“ไม่—ไม่—ไม่—เป็นไปไม่ได้! แกชนะติดต่อกันมาเจ็ดร้อยหกสิบเจ็ดตาแล้ว! ไอ้ขี้โกง!”
“วิธีการโกงที่ยังไม่ถูกจับได้ถือว่าถูกกฎหมาย; นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าพูดบ่อยๆ รึ? เอาล่ะ งั้นเจ้าบอกข้ามาดีกว่าว่าเจ้าซ่อนทรัพย์สมบัติและความลับของเจ้าไว้ที่ไหน!”
“ข้า—ข้าจะเอาคืนในตาหน้า!”
แน่นอนว่านักเล่นไพ่โครงกระดูกกำลังโกงด้วยสำรับไพ่พิเศษที่ข้าได้ใส่เวทมนตร์เข้าไป นักเล่นไพ่โครงกระดูกสามารถควบคุมไพ่ได้โดยตรง ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่ไดอาจะชนะ
ถ้าเป็นคนปกติคนอื่น พวกเขาก็คงยอมแพ้ไปนานแล้วหลังจากแพ้ไปหลายร้อยรอบ ทว่าไดอาผู้ซึ่งตาแดงก่ำจากการพนันอยู่ห่างจากอิสรภาพและทรัพย์สมบัติของเขาเพียงแค่เอื้อม—เขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร?
นักเล่นไพ่โครงกระดูกไม่จำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ เพื่อล่อให้ไดอามาเล่นเกมของเขา เขาเพียงแค่เปิดไพ่เพื่อดึงดูดไดอาผู้ว่างงานซึ่งโลภเข้ากระดูกดำ ให้เข้ามาร่วมวงด้วยความสมัครใจของเขาเอง
“ถ้า—ถ้าข้าชนะแค่ตาเดียว ข้าก็จะเอาคืนได้ทั้งหมด”
ดังนั้น เช่นเดียวกับเหยื่อที่เขาเคยหลอกลวงมาก่อน ความโลภของเขาได้ดึงเขาลงสู่ห้วงอเวจี ทำให้เขาสูญเสียเงินออมทั้งชีวิตไปในชั่วพริบตา
ตามจริงแล้ว ข้าไม่ได้สนใจกลโกงหรือความลับของเขาเลย แต่ทุกครั้งที่เขาแพ้ ความโกรธและความเจ็บใจจากก้นบึ้งของหัวใจจะนำแต้มความชั่วมาให้ข้ามากขึ้น ในขณะที่เพื่อนบ้านของเขาซึ่งตอนนี้ด้านชาไปแล้ว กลับให้แต้มความชั่วแก่ข้าน้อยลงเรื่อยๆ
นี่คือนรก—นรกที่เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว มันคือคุกที่คุมขังเหล่าผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง แต่ด้วยเหตุผลนานัปการ ผู้พิพากษาแห่งเมืองภูเขากำมะถันไม่สามารถตัดสินโทษที่เหมาะสมแก่พวกเขาได้
ระบบที่พึ่งพาไม่ได้ของข้าสามารถสกัดพลังงานจากความเจ็บปวดหรือความโชคร้ายของผู้อื่นได้ และในฐานะคนดี ข้าทำได้เพียงเลือกเส้นทางของการลงทัณฑ์คนชั่วเพื่อส่งเสริมคนดีเท่านั้น
ดังนั้น โดยอาศัยเส้นสายบางอย่าง ข้าจึงได้ไอ้พวกสารเลวเหล่านี้มาเป็นอาหารให้กับ ‘ระบบลิชผู้ชั่วร้าย’ ของข้า
นักผจญภัย ‘ผู้บุกตะลนรกเดียวดาย’ อาจกล่าวได้ว่าได้รับการปฏิบัติที่ดีที่สุดที่นี่แล้ว อย่างไรก็ตาม นางก็แค่ทำกระถางดอกไม้แตกไปสองสามใบและทำลายคนสวนโครงกระดูกไปไม่กี่ตน หลังจากเล่นกับนางอีกสักสองสามวัน ข้าก็จะปล่อยนางเป็นอิสระ
ส่วนคนอื่นๆ นั้น ล้วนเป็นเหล่าคนชั่วที่สมควรได้รับโทษประหาร ข้าจะทำให้พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานให้มากเท่ากับที่พวกเขาได้ทำไว้กับผู้อื่น
ตัวอย่างเช่น ทำให้นักข่มขืนได้รู้สึกว่าการถูกข่มขืนเป็นอย่างไร, ให้นักต้มตุ๋นได้เพลิดเพลินกับความรู้สึกของการถูกหลอกจนหมดตัว, ทำให้โจรและขโมยได้รู้สึกว่าการถูกขโมยของเป็นอย่างไร, และทำให้พวกค้ากำไรเกินควรที่จงใจกักตุนสินค้าเพื่อสร้างภาวะข้าวยากหมากแพงได้รู้ว่าการนอนบนกองทองแต่ไม่สามารถซื้อขนมปังได้แม้แต่แผ่นเดียวนั้นรู้สึกอย่างไร
“ไอ้บ้า! แกมันบ้าไปแล้ว!”
“ได้โปรด! ปล่อยข้าไป!”
การทำสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ นั้นไม่มีความหมาย ความเจ็บปวดของพวกเขา จะผ่านระบบไร้นามของข้า กลายเป็นพลังของข้า และวางรากฐานสำหรับการฟื้นคืนชีพของข้า
“ข้าไม่ได้บ้า—พวกแกต่างหากที่บ้า!”
“เจ้าลิชบ้า! ข้าร้องขอเจ้าล่ะ ปล่อยข้าไปเถอะ ข้ายอมทำทุกอย่าง!”
ลิชบ้า? มีคนไม่น้อยที่อ้างว่าข้าเสียสติไปแล้ว แต่คนแรกที่พูดเช่นนั้นคือคนผู้นั้น
ข้าใช้นิ้วชี้ลูบคางขณะพยายามนึกย้อน
“มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ที่ข้าเริ่มบ้า? เป็นตอนชาติที่แล้ว ตอนที่ข้ายืนกรานจะเป็นผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรมและชอบธรรม แต่กลับลงเอยด้วยการถูกปลดจากตำแหน่งและถูกเนรเทศออกจากวงการ จนไม่สามารถแม้แต่จะเป็นทนายได้งั้นรึ?”
“เป็นตอนที่ข้ากลับชาติมาเกิดในโลกนี้พร้อมกับระบบประหลาดนี่ คิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกของโลกและให้คำมั่นว่าจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวและประชาชนของข้า แต่กลับพบว่าชะตากรรมอันโหดร้ายที่ถูกวางไว้ให้ข้านั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และข้าต้องสูญเสียประเทศ ครอบครัว และญาติพี่น้องไปงั้นรึ?”
“หรือเป็นตอนที่ข้าสาบานว่าจะแก้แค้นเหล่าทวยเทพและพวกหน้าซื่อใจคด ขณะที่ข้าลากสังขารที่ไม่สมประกอบและสร้างกองทัพอันเดดที่ยิ่งใหญ่ แต่บนเส้นทางแห่งการล้างแค้นนั้น ข้ากลับตระหนักได้ว่าเบื้องหลังของข้าเต็มไปด้วยภูเขาซากศพและซากปรักหักพัง และข้าก็ไม่ต่างอะไรจากพวกหน้าซื่อใจคดและผู้ทะเยอทะยานเหล่านั้น ที่สวมหน้ากากแห่งความชอบธรรมแต่กลับนำมาซึ่งหายนะและโศกนาฏกรรม?”
“ฮิฮิ หรือบางที ตั้งแต่แรกเริ่ม หลังจากที่ตระหนักถึงความจริงของโลกนี้ ตัวข้าที่มีความทรงจำจากสองชาติภพก็อาจจะบ้าไปแล้วก็ได้”
(จบตอน)
คำแปลหมายเหตุ:
1. อ้างอิงจากวิกิพีเดีย ในกายวิภาคของมนุษย์ กระดูกหน้าแข้ง เป็นกระดูกที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกระดูกต้นขา เช่นเดียวกับในสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ กระดูกหน้าแข้งเป็นหนึ่งในสองของกระดูกบริเวณขาส่วนล่าง อีกชิ้นคือกระดูกน่อง และเป็นส่วนประกอบของข้อเข่าและข้อเท้า
2. โครแมกกัส -> เป็นการอ้างอิงถึงเกม Hearthstone
3. ชีวิตรักอันแสนสุข -> เป็นการเล่นคำพ้องเสียงในภาษาจีน โดยคำนี้มีเสียงอ่านเหมือนกับคำว่า ‘ความสุข’