- หน้าแรก
- หมอผีสายฮา ป่วนวิญญาณอลเวง
- ตอนที่ 22 กินได้ก็คือพร
ตอนที่ 22 กินได้ก็คือพร
ตอนที่ 22 กินได้ก็คือพร
เซี่ยหมิ่นเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า “การปฏิบัติจริง” คือวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ว่าอะไรคือความจริง เขาเดินออกจากบ้านหลังแรกที่ตรวจสอบ และลองมองไปรอบๆ อีกครั้ง หมู่บ้าน…ก็ยังคงเป็นหมู่บ้านเดิม ไม่มีอะไรผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่คิดอะไรมาก เซี่ยหมิ่นก็เดินเข้าไปยังบ้านหลังถัดไปที่อยู่ใกล้ที่สุด
บ้านหลังนี้ว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีคนอยู่ มีเพียง “ภาพถ่ายหน้าศพ” ใบเดียวเท่านั้น
จากนั้นเขาก็ไล่เข้าไปอีกหลายหลังติดต่อกันทุกหลัง…มีรูปหน้าศพเหมือนกันหมด
ที่น่าแปลกก็คือ ถึงหน้าตาในภาพจะแตกต่างกันไป แต่ “สีหน้า” ของทุกคนกลับแทบจะเหมือนกันหมดทุกคนล้วนมีสีหน้าที่ดูหวาดหวั่น ไม่สงบเลยแม้แต่นิดเดียว เซี่ยหมิ่นเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ
หรือว่าหมู่บ้านนี้ถูกทิ้งร้างเพราะชาวบ้านทั้งหมด…ตายหมดแล้วแต่เขาก็ต้องล้มล้างความคิดนี้ทันที เมื่อไปเจอสิ่งหนึ่งเข้า“สัญญาจ้างงาน”
เป็นเอกสารที่บอกว่าเจ้าของบ้านหลังนี้เป็น “คนงานรับจ้าง” ที่ทำงานให้กับตระกูลเจ้าของที่ดินในหมู่บ้าน สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเซี่ยหมิ่นคือชื่อของคนงานคนนั้น“หานซาน” เขายังค้นพบหลักฐานอื่น ๆ ที่ช่วยยืนยันตัวตนของเจ้าของบ้านแต่ละหลัง และยิ่งหาข้อมูลไปมากขึ้น เขาก็เริ่มสังเกตเห็นว่า…เกือบทุกบ้าน คนในบ้านล้วนเป็นคนแซ่หาน
ในยุคนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติลูกหลานของคนงานก็มักจะโตมาเป็นคนงานของเจ้าที่คนเดิม เหมือนกับ “อั้งลิ้ม” ที่ทำงานให้เศรษฐีในสมัยก่อน
พ่อแม่มีลูกหลายคน ลูกพวกนั้นโตขึ้นมาก็แต่งงานมีลูกอีก เป็นวัฏจักรซ้ำ ๆ แบบนี้ต่อเนื่องไปหลายรุ่น สุดท้าย…ทั้งหมู่บ้านก็กลายเป็นญาติกันหมดโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็ทำให้เซี่ยหมิ่นนึกถึง หานหลิน ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพราะเธอก็แซ่หานเหมือนกัน และบ้านเกิดของเธอก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไร
ที่นี่ก็แค่ลึกเข้าไปในป่ามากกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง
งั้นแซ่หานของหมู่บ้านนี้…กับหมู่บ้านของเธอ…จะเป็นตระกูลเดียวกันรึเปล่า หรือสองหมู่บ้านนี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันอยู่ เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ แต่เซี่ยหมิ่นกลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึก “แปลก” ก็คือ…
เขาตรวจสอบบ้านไปตั้งมากมายแล้ว แต่กลับไม่เจอวิญญาณสักตนเดียว แม้แต่เด็กชายหน้าซื่อที่เป็นคนล่อเขาเข้ามาตั้งแต่ต้น ก็ยังไม่โผล่มาอีกเลย
ตามปกติ ถ้ามีอะไรจะเกิด…มันก็น่าจะเกิดไปตั้งนานแล้ว ความเงียบสงบแบบนี้ ทำให้เซี่ยหมิ่นรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เขาไม่ชอบการถูกดึงเข้าเกมโดยที่ไม่สามารถควบคุมเกมได้เอง
มันให้ความรู้สึกเหมือน…โดนงูพิษจ้องเขมือบจากในเงามืดยังไงยังงั้น แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสำรวจหมู่บ้าน
เขายังคงไล่ตรวจตามแนวรอบนอกของหมู่บ้านทีละจุด แล้วค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปยังใจกลาง
ตอนนี้เซี่ยหมิ่นมั่นใจได้อย่างหนึ่งแล้ว
ในทุกบ้านของหมู่บ้านนี้ มีเพียงรูปถ่ายหน้าศพแค่รูปเดียวเท่านั้นไม่มีของใช้ ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีสิ่งของของสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆราวกับว่าคนในแต่ละบ้านเป็น โสด กันหมด ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีลูก ไม่มีญาติจนกระทั่ง…เขาเดินมาถึงคฤหาสน์ใหญ่ที่สุดในใจกลางหมู่บ้านสิ่งแรกที่เห็นคือ “บ่อน้ำ” ใกล้ ๆ บ้านหลังนั้นตอนอยู่ที่ปากหมู่บ้าน บ่อน้ำนี้ถูกบังด้วยบ้านฟางรอบนอกเลยมองไม่เห็นแต่พอเข้ามาใกล้ถึงตรงนี้ถึงได้เห็นชัดปากบ่อกว้างมาประมาณสองเมตร มีเครื่องมือไม้สำหรับตักน้ำติดอยู่ด้านบน แม้จะผุพังจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเต็มไปด้วยรูที่โดนแมลงแทะไม่รู้กี่จุดรอบ ๆ ปากบ่อมีรอยแยกและหลุมบ่อขนาดเล็กกระจายไปทั่วดูแล้วไม่น่าใช่ฝีมือมนุษย์ และที่แปลกที่สุดก็คือ บ่อน้ำนี้ถูก “ปิดผนึก” เอาไว้ มีแผ่นหินขนาดใหญ่ปิดทับอยู่บนปากบ่อด้านบนมี “ก้อนหินกลมยักษ์” ถ่วงน้ำหนักเอาไว้ รอบก้อนหินถูกมัดด้วย “โซ่เหล็ก” หนาเท่าท่อนแขนอย่างน้อยสี่ถึงห้าเส้น ปลายโซ่ถูกตอกด้วยตะปูเหล็กลงพื้นแต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ บนโซ่พวกนั้น…แขวนเต็มไปด้วย “ยันต์”บางใบใหม่ บางใบเก่า ยับยู่ยี่และขาดเป็นริ้ว ๆเซี่ยหมิ่นแม้จะไม่เชี่ยวชาญเรื่องยันต์เลย แต่เขาก็ยังอ่านออกคำหนึ่งที่ปรากฏชัดบนยันต์เกือบทุกใบนั่นหมายความว่า…มีบางอย่าง “ถูกผนึก” ไว้ในบ่อนี้
เซี่ยหมิ่นไม่ได้โง่กล้าบ้าระห่ำถึงขั้นจะไปดึงยันต์พวกนั้นออก ถึงแม้เขาจะเดาว่ายันต์พวกนั้นอาจไม่ได้มีพลังอะไรพิเศษขนาดนั้นก็ตาม
แต่เขายังไม่ทันได้แตะอะไร…ยันต์กลับสั่นเอง
ทั้งที่ไม่มีลมเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ยันต์กลับสั่นพรืดเหมือนกระดิ่งลมที่มีพายุพัดใส่
เสียงกระซิบกระซาบเหมือนงูเลื้อยก็พลันดังขึ้นมาในอากาศิเซี่ยหมิ่นไม่แม้แต่จะคิด เขาหลบฉากทันที พุ่งไปยังจุดหลบภัยที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
มันเป็นร่องเล็ก ๆ ระหว่างบ้านสองหลังที่ปลูกติดกัน เขาไต่ขึ้นตามร่องผนังที่สึกกร่อนเพราะกาลเวลา จนเข้าไปซุกอยู่ในช่องระหว่างหลังคากับผนังบ้าน
ทั้งตัวเขาถูกซ่อนอยู่ในนั้น เหลือแค่ครึ่งหน้าที่โผล่จากใต้ชายคาฟางเพื่อแอบสังเกต “บ่อน้ำต้องสาป” ที่กำลังเกิดเรื่องแปลกขึ้นยันต์พวกนั้นสั่นอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ สงบลงแต่สายตาอันเฉียบคมของเซี่ยหมิ่นกลับจับสังเกตได้ มีของบางอย่างไหลซึมออกมาจากรอยรั่วใต้แผ่นหินที่ปิดบ่อไว้
มันแวววาวเป็นประกาย“น้ำ” เซี่ยหมิ่นหรี่ตา มองด้วยความงุนงงมันเป็นน้ำจริงๆ ตอนแรกยังใสแจ๋วเหมือนน้ำสะอาดแต่พอไหลผ่านขอบบ่อ กลับค่อยๆ เปลี่ยนสี…จากใสเป็นขุ่น จากขุ่นเป็นเหลืองเหมือนน้ำโคลนและมันก็เริ่มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายกลายเป็นของเหลวหนืด ๆ สีแดงคล้ำราวกับเลือดเน่าเจ้าของเหลวสีแดงข้นนี้ไหลลงไปกองในร่องลึกข้างบ่อ ราวกับมันรอที่จะต้อนรับอะไรบางอย่าง
แล้วเรื่องประหลาดก็บังเกิดขึ้นอีก
เสียงฝีเท้า เซี่ยหมิ่นก้มหน้าทันที มองลอดช่องใต้เขาไปยังพื้นด้านล่างก็เห็นคนคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังที่เขาซ่อนอยู่สภาพของหมอนั่น…แทบไม่ต่างจากซากศพเดินได้เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ตัวทั้งตัวเปรอะเปื้อนจนดูไม่ออกว่าเคยเป็นคน หรือขุดมาจากดินสีผิวเหลืองคล้ำเหมือนคนตายมานาน แถมการเดินก็แข็ง ๆ ฝืด ๆ เหมือนข้อต่อจะขึ้นสนิม
เขายืนอยู่หน้าบ้านไม่ถึงสองเมตรจากเซี่ยหมิ่น ทำเอาเจ้าตัวใจเต้นวาบ แต่โชคดีที่ศพเดินได้ตัวนี้ไม่หันกลับมา มันค่อย ๆ เดินลากขาเซถลาไปทางใจกลางหมู่บ้านและนั่น…ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
เสียงฝีเท้าเริ่มมากขึ้น…ดังขึ้น…จนไม่นาน ทั้งหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยเสียงลากเท้า พื้นดินที่แห้งกรังถูกถลกด้วยส้นรองเท้าที่เดินไม่เป็นจังหวะ
ซากศพเดินได้พวกนี้ หลั่งไหลออกมาจากทุกบ้าน…เหมือนโดนปลุกให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
พวกมันเดินเซ ๆ ตรงไปยังบ่อน้ำ เหมือนรู้หน้าที่ตัวเองแล้วศพแรกก็มาถึงมันคุกเข่าลงหน้าบ่อ ทั้งสองมือยันพื้นไว้ แล้ว…แลบลิ้นสีม่วงคล้ำยาวผิดมนุษย์ออกมา…เลียของข้น ๆ สีแดงจากร่องลึกอย่างบ้าคลั่งมันกินทั้งน้ำ ทั้งดิน ทั้งเลือด ทั้งโคลน…เหมือนหมาป่าหิวโหย เหมือนหมูที่ไม่เคยได้แดกของดีมานานเซี่ยหมิ่นมองแล้วแทบอ้วก…แต่สิ่งที่ทำให้เขาแทบขย้อนอีกรอบก็คือศพพวกนี้มันแห่กันมากิน
พวกมันทยอยมาคุกเข่ารอบบ่อ เหมือนหมู่บ้านทำพิธีอะไรสักอย่างแล้วก็ก้มหัวลง…กินพร้อมกัน!
บ่อน้ำกลายเป็นหม้อซุปนรก ศพนับสิบคุกเข่ากินเลือดโคลนพร้อมกันรอบๆ เป็นภาพที่เหมือนฉากในฝันร้ายชัดๆ“เหี้ย…ร่องใหญ่เบ้อเริ่มนี่…มึงขุดเองไม่พอ ใส่ปากแดกด้วยเหรอวะ ไอ้พวกแดกไม่เลือกนี่โคตรเหี้ยเลย”เซี่ยหมิ่นสบถเบา ๆ ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวสุดขีด เขาทั้งคลื่นไส้ ทั้งขนลุก
แต่มากกว่าความสยอง…เขาเริ่มสงสัยว่า“พวกนี้มันออกมาจากไหนกันแน่”เขาหันไปมองร่องลึกตรงบ่อ ของเหลวสีแดงยังมีอีกเพียบเขาค่อย ๆ เลื่อนตัวลงจากช่องหลังคาแบบเงียบที่สุด แล้ววิ่งหลบเข้าไปในบ้านพอเข้าไปถึงในบ้าน เขาก็รีบหันไปมองโต๊ะไม้…ภาพถ่ายหน้าศพ…หายไปแล้วกรอบรูปยังอยู่ตรงนั้น แต่ข้างในว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาคน
เซี่ยหมิ่นขมวดคิ้วทันที ในหัวเริ่มปะติดปะต่อภาพใหญ่ขึ้นมาหรือว่าคนในหมู่บ้านนี้…มันไม่ได้ “ตาย” จริงๆพวกเขาเหมือนสัตว์ในกรง ถูกกักไว้…รอเวลาให้ออกมากินพวกมันไม่ได้อยู่ตลอดเวลา แต่มาแค่ตอน “ให้อาหาร”เซี่ยหมิ่นหันมองไปรอบบ้านอีกครั้ง แล้วรีบพุ่งตัวเข้าไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าข้างผนัง
เขาจะจับตาดูให้ได้ ไอ้พวกนี้มันเข้ารูปถ่ายกลับไปได้ยังไง
“นิยายเรื่องนี้เค้ายกให้ นามปากกาเสวียนอิ๋น แปลต่อน้า”