เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 20 บอกว่าสองตอนก็คือสองตอน (วันนี้ก็เป็นหนุ่มยุคใหม่ที่รักษาคำพูดอีกวัน)

ตอนที่ 20 บอกว่าสองตอนก็คือสองตอน (วันนี้ก็เป็นหนุ่มยุคใหม่ที่รักษาคำพูดอีกวัน)

ตอนที่ 20 บอกว่าสองตอนก็คือสองตอน (วันนี้ก็เป็นหนุ่มยุคใหม่ที่รักษาคำพูดอีกวัน)


รอยยิ้มของเด็กน้อยเหมือนค้างอยู่บนหน้าซีดๆ ของเขา มองชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังยิ้มตาหยีไม่ไว้ใจ ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“…พะ…พี่ครับ”สุดท้าย เขาก็ยอมแพ้ เซี่ยหมิ่นพยักหน้าอย่างพอใจ ตบไหล่เด็กน้อยเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าชื่นชม“ดีมาก เด็กดี ว่าง่ายแบบนี้น่ารักเชียว” “งั้นบอกพี่หน่อยได้ไหม ว่าทำไมพวกพี่ถึงหลงทางขึ้นมาซะเฉยๆ หนูรู้รึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ารู้นะ บอกพี่หน่อยได้ไหมเอ่ย”น้ำเสียงของเซี่ยหมิ่นอ่อนโยนมาก ราวกับพวกแก๊งลักเด็กยังไงยังงั้น แม้ท่าทางของเซี่ยหมิ่นจะดูใจดี แต่เด็กน้อยก็ไม่สงสัยเลยสักนิดว่าเขา จะไม่ ทุบหัวตัวเองให้แหลกจริง ๆ  ถึงกับรู้สึกว่าถ้าพูดผิดแค่ประโยคเดียว อาจจะโดนฆ่าทิ้งกลางทางก็ได้ความคิดแบบนี้ทำเอาเด็กน้อยรู้สึกน้อยใจขึ้นมาอย่างประหลาด

มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ ไม่ควรเลย เราเป็นผีนะ! แล้วทำไมถึงต้องกลัวคนด้วยวะ… ไม่ได้ เที่ยวจู่ นายห้ามกลัวเด็ดขาด! คนแบบนี้ สุดท้ายก็ต้องโดนเรากินอยู่ดีหลังจากรวบรวมความกล้าอยู่นาน เด็กน้อยก็กัดฟันเงยหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น มองตาเซี่ยหมิ่นตรงๆ…แล้วก็ยอมแพ้ในสองวินาทีถัดมา แต่เขาน่ากลัวจริง ๆ อ่ะ…ความกลัวปะปนกับความอับอายแล่นเข้ามาในใจของเที่ยวจู่ จนเขาก้มหน้าลงอีกครั้ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี บรรยากาศเงียบไปพักหนึ่ง

เซี่ยหมิ่นเลิกคิ้วอย่างสงสัย  เขาไม่เคยมองเด็กคนนี้เป็น “มนุษย์” เลยสักครั้ง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่จู่ ๆ เขาก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ถามออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจแบบแกล้งๆ

“เฮ้ เด็กน้อย หรือว่าเธอรู้ทางออกเหรอ แค่พวกพี่เดินตามเธอไปก็ออกจากที่นี่ได้แล้วใช่มั้ย”

เที่ยวจู่เงยหน้าขึ้นอย่างมึน ๆ กลอกตาไปมา ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ใช่เลย หนูรู้ทาง เดินตามหนูมาเลย”พูดจบ เขาก็โยกก้นกลมๆ นั้นกระโดดดึ๋งๆ นำทางไปข้างหน้า เซี่ยหมิ่นมองแผ่นหลังเจ้าหนูน้อยอย่างภาคภูมิใจ แล้วหันไปพยักหน้าเรียกหานหลินให้ตามมา พร้อมพูดอย่างไม่แคร์โลกว่า

“น่ารักใช่ไหมล่ะ ใช้ไอคิวแลกมานะนั่น”

ระหว่างทาง ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอเจ้าต้นไม้คอตกต้นเดิมอีกแล้ว บรรยากาศรอบๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่ทางเดิมที่เคยเดินผ่าน แต่… ถึงจะไม่หลงวนแล้วก็เถอะ แต่ทิศทางที่พวกเขากำลังไป ไม่ใช่ทางกลับถนนใหญ่เลยซักนิด หานหลินเอาศอกสะกิดเซี่ยหมิ่น “ไอ้เด็กนี่มันไม่ใช่คนแน่นอน”

เซี่ยหมิ่นพยักหน้า “รู้สิ แล้วก็รู้อีกว่ามันตายไปไม่รู้กี่ปีแล้วด้วย” “รู้ได้ไงอะ” หานหลินขมวดคิ้ว

เซี่ยหมิ่นพูดหน้าตาเฉย “สมัยนี้จะไปหาจากไหนเด็กใสซื่อขนาดนี้ เด็กสมัยนี้แม่งเก่งจะตาย”

หานหลินฟังแล้วก็แอบคิดตาม… เออ จริงด้วย

“แล้ว… ทำไมยังจะเดินตามมันอีกอะ” หานหลินถามอย่างไม่เข้าใจ เซี่ยหมิ่นมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจ“แล้วจะให้ทำอะไร ไม่เดินตามมันแล้วจะยืนวนอยู่ตรงนั้นรอแอปนับก้าวใน WeChat เหรอ” “ฉันหมายถึง… ไม่กลัวมันพาไปเจออะไรประหลาด ๆ เหรอ” หานหลินเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี

เซี่ยหมิ่นตบไหล่เธอ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

(แต่กวนตีนมาก)“เธอเป็นวิญญาณที่โตแล้วนะ ควรเรียนรู้การเข้าสังคมได้แล้ว”…ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย…“”อ้อ ใช่ๆ“เซี่ยหมิ่นนึกขึ้นได้”วิญญาณนี่ มองไม่ออกเหรอว่าอีกฝ่ายก็เป็นวิญญาณ หรือว่าเด็กนี่โง่จริง“หานหลินส่ายหน้า สีหน้าลังเล”โดยทั่วไป วิญญาณควรรู้สึกได้ถึงกันนะ… แต่ตอนนี้ร่างของฉันแปลก ๆ ฉันไม่ได้ใช้พลังจากความแค้นแล้ว พลังของฉันตอนนี้ใกล้เคียงมนุษย์มากกว่า ถ้าฉันไม่อยากให้คนธรรมดาเห็น เขาก็จะมองไม่เห็น… แต่ถ้าเป็นวิญญาณ ก็อาจจะมองเห็นฉันได้ และเขาอาจจะคิดว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ก็ได้มั้ง”

เซี่ยหมิ่นพยักหน้าคล้ายจะเข้าใจ แต่ไม่นานก็ทำหน้าครุ่นคิดแล้วจ้องหน้าหานหลินไม่วางตา

หานหลินเริ่มหน้าแดง “มองอะไร”เซี่ยหมิ่นเบนสายตาไป พูดเสียงเบาอย่างแง่ง ๆ ว่า “แล้วทำไมเขาไม่เรียกเธอว่าป้าล่ะ” หานหลิน: “…ห๊ะ”

“ก็ดูเธอสิ แก่กว่าฉันอีกอะ” “หาาาาาาา”

“วันนี้ยังไม่ได้ติดสติกเกอร์ตาสองชั้นเลยนะ”

“ไอ้เด็กเปรตนี่ น่ารักบ้านพ่อมันสิ…”

ทั้งสามคนเดินลากกันไปเรื่อย ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลังจากเดินทะลุป่าละเมาะเล็ก ๆ ไป ก็เจอกับ…อีกหมู่บ้าน “น้องงง”เซี่ยหมิ่นสูดหายใจลึก เดินเข้าไปช้าๆ แล้วโน้มตัวลงพูดกับเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม “นี่ล้อพี่เล่นอยู่ใช่ม้าย หืม”

เที่ยวจู่ถอยหลังสองก้าว ฝืนยิ้มแหยๆ แบบโคตรแปลกใส่เซี่ยหมิ่น แล้วก็หมุนตัววิ่งหนีแทบไม่ทัน หายวับไปในพริบตา

หมู่บ้านที่เจอใหม่นี่ ดูเก่ากว่าหมู่บ้านของหานหลินอีก สถาปัตยกรรมโบราณแบบนี้ เซี่ยหมิ่นเคยเห็นแต่ในหนังพีเรียดโคตรเก่า เป็นแนวบ้านชาวนาในยุคก่อนปฏิวัติที่นี่น่าจะเป็นหมู่บ้านร้างแล้ว เพราะไม่เห็นวี่แววของผู้คนเลย เศษซากกำแพงพัง ๆ มีอยู่เต็มไปหมด หลายจุดบนกำแพงก็โหว่เป็นรูประหลาด ประตูไม้ผุจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า บ้านบางหลังเหมือนจะถล่มอยู่แล้ว แค่แตะนิดเดียวคงพังยับ

แมลงหน้าตาประหลาดไม่รู้จักชื่อ กับใยแมงมุมหนาๆ พันกันเป็นชั้น ๆ อยู่ตามซอกมุมของบ้านเป็นสิบๆ หลังกลางหมู่บ้านมีแม่น้ำสายหนึ่ง  แต่แห้งขอดมานานแล้ว เหลือแต่ดินโคลนตม ส่วนสะพานหินก็พังตรงกลาง แถมตรงที่หักยังมีรอยผุพังจากกาลเวลาเต็มไปหมด เซี่ยหมิ่นมองตามทางที่เที่ยวจู่วิ่งหายไป ลูบคางแล้วขมวดคิ้วเงียบๆ ส่วนหานหลิน สีหน้าเริ่มแปลกๆ เหมือนเห็นอะไรไม่คุ้น

เซี่ยหมิ่นสังเกตได้ ถามขึ้นด้วยความสงสัย

“เป็นไรไป”ทำไม…ถึงเป็นที่นี่ล่ะ“เซี่ยหมิ่นแปลกใจ”เธอเคยมาเหรอ“หานหลินส่ายหน้า”เปล่า ฉันไม่เคยมา แต่รู้จักที่นี่…เด็กทุกคนในหมู่บ้านฉันรู้จักที่นี่“”งั้น…“เซี่ยหมิ่นเริ่มไม่แน่ใจ”เด็กเมื่อกี้นี่ เป็นคนในหมู่บ้านเธอ”เดิมทีเขากะจะเล่นมุก แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของหานหลิน ก็เปลี่ยนใจทันที

หานหลินพยักหน้าเบา ๆ “บางที…เขาอาจเคยเป็นคนในหมู่บ้านฉันจริงๆ ดูจากเสื้อผ้าเขาแล้ว น่าจะยุค 90”เซี่ยหมิ่นพอเห็นท่าทางแบบนั้นก็หยุดเล่น หันมาฟังอย่างตั้งใจ“ตอนฉันเด็ก ๆ คนหายบ่อยมาก พวกแก๊งลักเด็กชุกชุม แทบทุกปีต้องมีเด็กหายไปอย่างไร้ร่องรอย”บางครั้งโชคดีก็จับคนร้ายได้ ตอนนั้นคนที่ลักเด็กคือพวกที่ชาวบ้านเกลียดที่สุด ถ้าหมู่บ้านไหนจับได้ จะรุมกระทืบให้ตายเลย ตำรวจยังไม่อยากยุ่ง“”แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยได้ทุกคน  เด็กบางคนโชคร้าย ก็ไม่เคยได้กลับมาอีกเลย”

“แม้ว่าตอนนั้นจะมีนโยบายลูกคนเดียวมาเกิบสิบปีแล้ว แต่ในชนบท หลายบ้านก็ยังอยากมีลูกชาย ถ้าคนแรกเป็นลูกสาว ก็จะมีต่อ ลูกชายได้จดทะเบียน ส่วนลูกสาวถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ต้องไปอยู่ทะเบียนบ้านญาติ มีบ่อยที่ลูกสาวต้องเรียกพ่อแม่ตัวเองว่า ลุงกับป้า” “เด็กเยอะ พ่อแม่ก็เลี้ยงลำบาก ก็เลยชอบขู่ลูกว่า อย่าไปไหนมั่วนะ เดี๋ยวโดนลักไป แล้วก็บอกด้วยว่ามีหมู่บ้านร้างอยู่ไม่ไกล ที่นั่นมีผีผู้หญิงคอยล่อลวงเด็กดื้อ ถ้าใครตามไปก็จะไม่ได้กลับมาอีกเลย” “สมัยเด็ก ๆ เราได้ยินเรื่องนี้กันหมด แล้วก็กลัวอยู่พักนึง เชื่อฟังกันอยู่ช่วงนึง พอโตขึ้นก็คิดว่ามันแค่เรื่องหลอกเด็ก…จนกระทั่งเพื่อนสนิทฉันหายไป” “หายไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยนะ ครอบครัวก็มั่นใจว่าไม่ใช่คนร้ายพาไปด้วย เพราะแก๊งลักเด็กส่วนใหญ่จะจับแต่เด็กที่ยังพูดไม่ได้ ไม่ใช่เด็ก 11–12 ขวบแบบเขา”

“ก่อนหน้านั้นเขายังบอกว่าจะออกไปตักน้ำมาทำกับข้าวอยู่เลย แป๊บเดียว เจอแค่ถังน้ำตกอยู่ที่พื้น…”

“ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว ครอบครัวเขากับเพื่อนบ้านช่วยกันตามรอยเท้า เดินตามกันไปเรื่อย ๆ จนไปถึงหมู่บ้านร้างนี่แหละ เดินหาทั้งหมู่บ้านก็ไม่เจอใคร แล้วรอยเท้าก็หายไปตรงกลางหมู่บ้านเลย”

“พวกผู้เฒ่าในหมู่บ้านเลยเชิญหมอผีมากัน เขาบอกว่าผีผู้หญิงที่นั่นเริ่มอาละวาดอีกแล้ว ถ้าไม่สะกดวิญญาณให้สงบ ก็จะมีคนตายเพิ่มอีก”

“ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็ได้ไปเรียนมัธยมในเมือง แล้วก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย”หานหลินพูดจบ สายตาก็เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและกลัวแฝง

“ดูเหมือนว่า…เด็ก ๆ ที่หายไปพวกนั้น กลายเป็น…อีกอย่างนึงแล้วสินะ”เซี่ยหมิ่นเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถาม“ที่ผ่านมา…หมู่บ้านเธอ เด็กหายเยอะเหรอ”

หานหลินพยักหน้า “เยอะ…แล้วหมู่บ้านนี้ก็อยู่มานานมากแล้วด้วย…”เซี่ยหมิ่นหันกลับไปมองหมู่บ้านร้างตรงหน้า ความเงียบสงัดเหมือนจะกลืนกินทุกอย่าง ทันใดนั้น ลมแรงก็พัดวูบมา ทำให้ผ้าที่แขวนอยู่หน้าบ้านแต่ละหลัง  ซึ่งซีดเหลืองจนเป็นสีดำคล้ำ  พริ้วสะบัดขึ้นพร้อมกัน เหมือนขบวนแห่ศพที่เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ…

จบบทที่ ตอนที่ 20 บอกว่าสองตอนก็คือสองตอน (วันนี้ก็เป็นหนุ่มยุคใหม่ที่รักษาคำพูดอีกวัน)

คัดลอกลิงก์แล้ว