- หน้าแรก
- หมอผีสายฮา ป่วนวิญญาณอลเวง
- บทที่ 6 รู้กันอยู่
บทที่ 6 รู้กันอยู่
บทที่ 6 รู้กันอยู่
คนที่อยากเลี้ยงดูหานหลินก็คือหัวหน้าแผนกจางนั่นแหละ ไอ้หัวหน้าแผนกจางคนนี้จะว่าไปก็ใจเย็นสุด ๆ แม้จะเล็งหานหลินมานาน แต่ก็ไม่เคยใช้วิธีข่มขู่ เอาแต่เปรยบ่อย ๆ ว่า “มาอยู่กับพี่สิ จะไม่ขาดเงินเลยซักบาท” ทว่าหานหลินก็ไม่เคยตอบตกลงเสียที
จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่ของหานหลินบุกมาถึงที่ทำงาน ด่ากราดว่าเธอเป็นลูกอกตัญญู ไม่สนใจใยดีครอบครัว ปล่อยให้พ่อแม่พี่น้องลำบากตัวเองสบายอยู่คนเดียว
หานหลินมาจากชนบท ครอบครัวก็มีแต่ปัญหา ขัดแย้งกันได้แม้กระทั่งเรื่องเงินเล็กน้อย เรื่องพวกนี้กลายเป็นหัวข้อเมาท์กันในออฟฟิศไปโดยปริยาย แน่นอนว่าเจ้าตัวอย่างหานหลินก็หนีไม่พ้นโดนซุบซิบนินทาอยู่บ่อย ๆ
หัวหน้าแผนกจางก็ไม่พลาดโอกาสนี้ รีบเข้ามาเล่นงานจุดอ่อนของเธอ เริ่มล้ำเส้นทีละนิด จากบันทึกในไดอารี่ดูเหมือนว่าช่วงนี้หานหลินจะเริ่มลังเลจริง ๆ
จะว่าไป ใครมันจะอยากก้มหน้าก้มตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ เงินเดือนก็ไม่เท่าไหร่ ในเมื่อแค่ขยับตัวนิดหน่อยไม่ต้องออกจากบ้านก็ได้เงินเยอะกว่าเป็นเท่าตัว ถ้าเป็นคนที่ไม่แคร์เรื่องศักดิ์ศรี คงตกลงไปตั้งนานแล้ว
แต่หานหลินน่ะเหรอ อย่าว่าแต่เป็นเมียน้อยเลย แฟนยังไม่เคยมีจริงจัง ถ้าไม่นับรักครั้งแรกสมัยมัธยมต้น
ก็เลยยิ่งรู้สึกลังเลไปกันใหญ่ ยิ่งคิดยิ่งสับสน หานหลินเป็นคนหัวอ่อน แทบไม่กล้าขัดขืนเวลาถูกแม่ขอเงิน มันอาจเป็นเพราะโตมากับค่านิยมโบราณ ถูกพ่อแม่ดุด่าตีสั่งสอนมาตลอด จนกลายเป็นคนเก็บกด ไม่กล้าแสดงออก ใกล้จะกลายเป็นทาสดี ๆ นี่เอง
เซี่ยหมิ่นปิดสมุดไดอารี่ที่เปิดไปหน้าสุดท้าย พลางถอนหายใจ
“ความอยากของคนมันขยายตัวได้เรื่อย ๆ เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าถ้ายอมให้เขาครั้งหนึ่งสองครั้งแล้วพวกมันจะสงสารเธอ เลิกรังแกเธอน่ะ? ฝันไปเถอะ คนพวกนี้มันเอาแต่ได้ จะรังแกแต่คนที่ยอมให้รังแกนั่นแหละ”
ดูเหมือนเซี่ยหมิ่นจะนึกถึงอดีตบางอย่างที่ไม่น่าจดจำ เธอแค่นหัวเราะเย็น ๆ ออกมา “การโดนรังแกไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก แต่การยอมให้รังแกอยู่เรื่อย ๆ นั่นแหละคือปัญหาใหญ่แล้ว”
“โห น้องสาว คำพูดแทงใจดำว่ะ คติประจำใจพี่เลยนะ ยอมไปทีไร ยิ่งคิดยิ่งเจ็บ ถอยไปทีไร ยิ่งคิดยิ่งแค้น!” คนขับแท็กซี่ที่กำลังพาเซี่ยหมิ่นไปทำงานหันมาพูดเห็นด้วยอย่างแรง พอเขาหันมา เซี่ยหมิ่นก็เพิ่งจะได้เห็นหน้าชัด ๆ
เขาเอาผ้าก๊อซพันหน้าครึ่งซีกไว้ เหลือแต่ช่วงหน้าผากลงมาเท่านั้นที่มองเห็น
“…พี่…นี่มัน…”
“เฮ้อ พี่ก็เล่าไปแล้วไง ว่าคติพี่คือ ‘ยอมทีไรยิ่งเจ็บ ถอยทีไรยิ่งแค้น’ ก็เมื่อคืนน่ะแหละ พี่ไปกินข้าวต้มดึก ๆ เจอคนโต๊ะข้าง ๆ ถ่ายคลิปลงโซเชียลแนวบ้าน ๆ เบียร์มันกระเด็นมาใส่พี่ทั้งตัว พี่ให้มันขอโทษ มันไม่ยอม พี่จะทนไหวเหรอ ก็เลยตีกันน่ะสิ”
“…พี่แม่งโคตรดุ แล้ว…ขับรถได้ปกติใช่มั้ย”
เห็นพี่คนขับยังฝืนทำงานทั้งที่เจ็บแบบนี้ เซี่ยหมิ่นก็ไม่รู้จะรู้สึกซึ้งหรือโทรแจ้งความดี
“ไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้เจอบ่อย ชีวิตคนเราน่ะ เจ็บตัวบ้างก็เรื่องธรรมดา”
พี่คนขับดูเป็นคนตรง ๆ เปิดเผย พูดจาเหมือนคนง่าย ๆ ไม่เหมือนพวกขี้โมโหเลย เซี่ยหมิ่นเลยคิดว่า คนผิดน่าจะเป็นพวกถ่ายคลิปนั่นแหละ เดี๋ยวนี้พวกนี้นอกจากจะทำให้บ้านเมืองรกแล้ว ยังรบกวนคนอื่นอีก ควรมีใครซักคนจัดการจริง ๆ
เธอกำลังอินไปกับความรู้สึกอยากช่วยพี่คนขับ แต่อยู่ดี ๆ พี่แกก็ลดกระจกลงแล้วตะโกนด่าเสียงดังลั่น
“มึงบีบแตรห่าอะไรของมึง รถมึงเป็นรถขนศพหรือไงเปิดเพลงปลุกผีเนี่ย ถนนกว้างจะตาย มึงจะเอาเลนกูไปทำอะไร แม่ง เก่งนักไปขับแบคโฮโน่นไป๊!!”
“เอ่อ พี่เค้าแค่บีบแตรทีเดียวนะ” เซี่ยหมิ่นอึ้ง แม่งนิสัยโคตรเดือด
“น้องยังไม่เข้าใจ มีคนแบบนี้เยอะแยะ วันนี้บีบแตร พรุ่งนี้เปิดไฟเลี้ยวตัดหน้า มะรืนก็ชนแล้วแกล้งเจ็บขึ้นมา พี่เจอมานักต่อนัก!”
เซี่ยหมิ่นอ้าปากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี ได้แต่พยายามปลอบเบา ๆ “มันไม่ได้เวอร์ขนาดนั้นหรอกพี่ ใจเย็น ๆ หน่อย”
“ยังจะกดอีก! ถนนนี่พ่อมึงสร้างเหรอ กดหาพ่อมึงเหรอ ไอ้เชี่ย เดี๋ยวกูให้กดจริง ๆ เลย”
ยังพูดไม่จบดี พี่คนขับก็เบิกตาโกรธจัดแล้วบิดพวงมาลัยสุดแรง
“เว้ยยย พี่ใจเย็นก่อนนนน
“โครม”
กว่าที่เซี่ยหมิ่นจะมาถึงบริษัทของหานหลินได้ ก็ล่วงเลยไปชั่วโมงหนึ่ง โชคดีที่ออกมาแต่เช้าเลยไม่สาย
“ไอ้พี่คนขับแม่งอย่างบ้า จริง ๆ เหมือนจะพูดดีนะ ถ้าไม่รำคาญแม้แต่คนหายใจอยู่ข้างหน้า”
เซี่ยหมิ่นลูบอกตัวเองเบา ๆ ยังรู้สึกใจสั่นอยู่เลย ยิ่งนึกก็ยิ่งแน่ใจว่า ตอนรถพุ่งเข้าใส่รถห้าล้อคันข้าง ๆ พี่คนขับแม่งมีหน้าที่ยิ้มด้วยความภูมิใจเต็มหน้าอีกต่างหาก โชคดีที่เธอนั่งหลังฝั่งขวา พอถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับพองออกมา เธอก็เปิดประตูออกมาได้ทัน ไม่งั้นเธอคงคิดว่าพี่คนขับนั่นแหละคือ “คนที่ขับรถเช้ามืดวันที่สิบแปด” ตัวจริง
“โอ๊ะ นั่นคุณหนูไป๋ไม่ใช่เหรอ วันนี้มาสายเชียวนะ ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กดีเอาใจหัวหน้าแล้วรึไง”
เซี่ยหมิ่นเพิ่งจะเดินมาถึงโต๊ะทำงาน ก็ได้ยินเสียงเหน็บแนมดังขึ้นจากด้านข้าง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากเพื่อนร่วมงานรอบข้างที่แกล้งทำเป็นยุ่งอยู่กับงาน
“คุณหนูไป๋” เป็นชื่อที่เพื่อนร่วมงานแอบเรียกหานหลินลับหลัง ตั้งแต่ตอนที่แม่ของเธอเคยมาด่าลูกตัวเองกลางบริษัทว่าอกตัญญู ไม่สนหัวนอนปลายเท้าของคนที่บ้าน เห็นแก่ตัวอยากสบายคนเดียว
ไม่มีใครกล้าพูดคำนี้ต่อหน้าเธอหรอก ยกเว้น คนเดียวเท่านั้น
“หวังหลิว” เซี่ยหมิ่นวางกระเป๋าลง แล้วหันไปมองหญิงสาวแต่งหน้าจัดในชุดยั่วยวนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ป้ายชื่อที่อกเขียนไว้ชัดเจนว่า “หวังหลิว”
เซี่ยหมิ่นยิ้มเย็นใส่พลางพูดลอย ๆ “อ้อ ว่าละ เข้ามาในออฟฟิศทีไรกลิ่นชาเขียวลอยมาเลย ที่แท้เธออยู่นี่เอง”
หวังหลิวยังไม่ทันจะตอบอะไร เสียงหัวเราะเบา ๆ ของคนที่ดูอยู่ก็เริ่มดังขึ้นอีกระลอก
ฟังดี ๆ นะ นี่มันด่ากันชัด ๆ ว่าเธอเป็น ชาเขียว เลยนี่หว่า
ใบหน้าหวังหลิวพลันเปลี่ยนสีจากยิ้มเป็นมืดหม่น เธอไม่คิดเลยว่าหานหลินจะกล้าตอกกลับ
เพราะปกติแล้ว ต่อให้โดนพูดยังไง หานหลินก็ไม่เคยปริปากเถียงหรือแสดงออกอะไรเลย
แน่นอนว่า ก็ไม่มีใครจะลุกขึ้นมาปกป้องเธอด้วยเหมือนกัน
ในออฟฟิศนี้ คนที่เกลียดหานหลินก็ไม่น้อย
ทำไมเธอต้องมาทำตัวเป็นแม่พระ ทำงานมาเช้าทุกวัน ไม่สุงสิงกับใคร ไม่เข้าร่วมกิจกรรม แล้วก็อยู่ทำโอที ทำแบบนี้จะอวดใคร? คนอื่นก็ทำงานเสร็จเหมือนกัน ทำไมพอเทียบกับเธอพวกเราถึงดูเหมือนพวกขี้โกงขี้เกียจไปเลย? จะให้เธอปรับตัวก็ไม่ฟัง จะทำตัวสูงส่งไปถึงไหน
ในหมู่คนที่ไม่ชอบเธอ หวังหลิวคือคนที่อิจฉาหานหลินที่สุด
ทำไมแต่งหน้าอ่อน ๆ ถึงยังดูสวยได้
ทำไมเราพยายามอ่อยหัวหน้าแผนกจางเท่าไหร่ก็ไม่ติด แต่หานหลินกลับทำให้เขาวิ่งตามได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้ง ๆ ที่เธอก็แค่คนโง่ ๆ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้จักหลบอยู่เงียบ ๆ บ้างรึไง
“เธอหมายความว่ายังไง” หวังหลิวเสียงแข็ง สีหน้าเหมือนจะกระโจนเข้าไปฉีกหานหลินเป็นชิ้น ๆ
“ก็ชมไง กลิ่นชาเขียวมันช่วยให้จิตใจสงบดีนะ”
เซี่ยหมิ่นพูดหน้าตาเฉย ก่อนจะนั่งลงอย่างสบาย พิงเก้าอี้เหยียดขาไปพาดกับโต๊ะ ทำตายียวนใส่เธอ
“แก!” หวังหลิวชี้หน้า จะพูดอะไรสักอย่าง
แต่เซี่ยหมิ่นกลับชิงพูดก่อน แถมยังทำหน้าตกใจเหมือนจับได้คาหนังคาเขา เธอลุกขึ้นนั่งตรง ขมวดคิ้ว มองหวังหลิวเหมือนเพิ่งสังเกตอะไรเข้า
“เมื่อคืนเธอไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม”
คำถามนั้นทำเอาหวังหลิวหน้าชา เพราะเมื่อคืนเธอไปค้างกับผู้จัดการจริง ๆ ไม่ได้กลับบ้าน
ถึงแม้จะมีคนในออฟฟิศรู้ว่าเธอถูกเลี้ยงดูอยู่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเปิดปากพูด เพราะเกรงใจหน้าผู้จัดการ
“เธอพูดอะไรของเธอ ถ้าฉันไม่กลับบ้าน แล้วฉันจะไปไหนได้”
เซี่ยหมิ่นเอามือแตะคาง ทำหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง “แปลกจังแฮะ… แล้วขนดำ ๆ ตรงมุมปากเธอมาจากไหนน่ะ”
หวังหลิวชะงักไปหนึ่งจังหวะ แล้วรีบยกมือปิดปาก ควักกระจกออกมาส่องหน้าตัวเองแบบร้อนรน มองซ้ายมองขวารัว ๆ
ระหว่างที่หวังหลิวกำลังหน้าเสียเต็มที่ เซี่ยหมิ่นกลับทำหน้าขอโทษ เหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“อุ๊ย ขอโทษนะ เราคงตาฝาดไปเองน่ะ จริง ๆ ไม่มีอะไรเลย”
พูดจบ เธอก็เอียงคอทำหน้าซื่อ ๆ เหมือนไม่เข้าใจ “อ้าว? แล้วเธอตกใจอะไรขนาดนั้นล่ะ”
ตอนนี้หวังหลิวมั่นใจสุดใจเลยว่า ที่เซี่ยหมิ่นยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพราะเธอใจดี
แต่เป็นเพราะกฎหมายคุ้มครองไว้ ไม่งั้นเธอคงได้ขึ้นข่าวข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาไปแล้วแน่
แต่ในตอนนี้ เธอได้แค่อยากขุดรูมุดลงไปให้พ้น ๆ
ขอแค่ไม่ต้องได้ยินเสียงหัวเราะกลั้นจากเพื่อนร่วมงาน ที่กำลังแกล้งทำงาน แต่ความสนใจทั้งหมดมันจ้องมาที่ฉากนี้กันหมด
หลังจากเสียงหัวเราะซาไป
ทุกคนก็เริ่มสังเกตว่า…
วันนี้หานหลิน ดูไม่เหมือนหานหลินคนเดิม
ส่วนเซี่ยหมิ่นนั่งมองหวังหลิวที่ตอนนี้ดูไม่ต่างจากไก่พ่ายศึก กัดฟันแน่นด้วยความโกรธ เธอรู้สึกสมเพชจับใจ
แค่นี้เหรอ
นี่เหรอ พลังของ “ชาเขียวตัวแม่” ที่ชอบทำตัวใส ๆ ใส่ผู้ชายน่ะ