เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 น่าสมเพชจนเสือยังน้ำตาไหล

บทที่ 5 น่าสมเพชจนเสือยังน้ำตาไหล

บทที่ 5 น่าสมเพชจนเสือยังน้ำตาไหล


“แวมไพร์เหรอ คำว่า แวมไพร์ ที่โน้ตไว้ตรงนี้ เป็นแฟนของหานหลินงั้นเหรอ หรือว่านี่คือรสนิยมของพวกคนเก่งๆ เขาชอบอะไรแบบนี้”

เซี่ยหมิ่นนั่งคิดอยู่นิดหน่อย ก่อนจะสรุปเอาเองตามสไตล์

เพื่อไม่ให้โดนจับได้ว่าไม่ใช่เจ้าของเครื่องจริงๆ เขาจึงกระแอมเบาๆ แล้วกดรับสาย

“ฮัลโหล”

เซี่ยหมิ่นพยายามทำเสียงให้นุ่มๆ อ่อนๆ แบบสาวหวาน

แต่ที่ผิดคาดคือ เสียงที่ดังมาจากปลายสายกลับเป็นเสียงของหญิงวัยกลางคน สำเนียงจัดจ้านแทบฟังไม่ทัน

“ทำไมเพิ่งรับสายล่ะ ยังไม่ตื่นอีกเหรอ อยู่ในเมืองตั้งสองปี กลายเป็นคนขี้เกียจไปแล้วเหรอ พวกเราทั้งบ้านยังรอพึ่งเธออยู่นะ”

เซี่ยหมิ่นอึ้งไปแวบหนึ่ง

ทั้งบ้านรอพึ่งฉัน อะไรของเธอวะ หรือหานหลินไปเก็บบ้านเด็กกำพร้าไว้เงียบๆ

ด้วยความงงจัด เซี่ยหมิ่นจึงลองหยั่งเชิงตอบไปว่า

“เอ่อ คือเมื่อกี้หนู หนูกำลังล้างหน้าอยู่น่ะค่ะ มีอะไรหรือเปล่า”

“ล้างหน้า ฟังเสียงก็รู้เลยนะว่าอยู่เมืองกรุง กลิ่นคนเมืองลอยมาเลย”

อะไรวะ พูดจาแดกดันประชดประชันตลอดเลย คนแบบนี้ไม่มีใครสอนเรื่องมารยาทเหรอไงเนี่ย

เซี่ยหมิ่นเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่เขายังไม่ทันได้ตัดสาย คำพูดต่อมาก็ทำเอาเลือดขึ้นหน้าเลยทีเดียว

“สิ้นเดือนจะมาถึงแล้วนะ เงินค่าใช้จ่ายบ้านเราจะโอนมาตอนไหน ฉันคำนวณไว้หมดแล้ว หลังหักค่าเช่าเธอน่าจะเหลืออยู่สามพัน ส่งมาสักสองพันห้าก็พอ มื้อละข้าวกล่องยังไงห้าร้อยก็อยู่ได้น่า”

เซี่ยหมิ่นฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก

นี่มันปี 2019 แล้วนะ ยังมีพวกแก่แดดแก่ลมเกาะลูกกินอยู่จริงเหรอวะ

ยังไม่ทันโต้กลับ ปลายสายก็พูดต่อแบบไม่พักหายใจ แถมฟังแล้วอยากจะปารองเท้าใส่โทรศัพท์

“แล้วอีกอย่างนะ ฉันฝากคนไปขอผู้หญิงให้กับน้องชายเธอแล้ว ทางนั้นเขาขอค่าสินสอดแปดหมื่น บ้านเราก็ไม่มี เธออยู่ในเมืองมาตั้งหลายปี จะบอกว่าเงินแค่นี้ไม่มีเหรอ”

เซี่ยหมิ่นแทบร้องอุทานว่า “เอาอะไรคิดเนี่ยป้า”

นี่มันคนหรือแมลงสาบกันแน่ จิตสำนึกไม่มีซักนิด

แต่ตอนนี้เขาก็พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว

คนในสายคือแม่ของหานหลินแน่นอน และหานหลินคงเป็นเด็กบ้านนอกที่ดิ้นรนเข้ามาในเมือง

แค่ฟังแม่พูดก็เข้าใจทันทีว่า ทำไมชื่อในมือถือถึงถูกเซฟไว้ว่า “แวมไพร์”

ดูดเลือดจริง ไม่ได้พูดเล่น

พอเห็นว่าเขาเงียบไป ฝั่งนั้นก็เริ่มฉุน

“พูดไม่ออกเหรอ น้องจะแต่งงาน พี่สาวอย่างเธอไม่ช่วยหน่อยเลยหรือไง”

เซี่ยหมิ่นสูดลมหายใจยาว พยายามระงับอารมณ์ แล้วพูดเสียงเรียบ

น้องชายไม่มีเงินเดือนเหรอคะ

เงินเดือน

แม่หานหลินหัวเราะเหมือนฟังตลกคาเฟ่

“เขาเพิ่งเรียนจบมาแค่สองปีเอง ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย! เธอจะใจดำให้เขาไปทำงานจริงๆ เหรอ ถ้าไม่อยากให้เงินก็บอกมาตรงๆ อย่าเสแสร้งแกล้งโง่แบบนี้”

แม่งเอ๊ย เล่นบทนางเอกน้ำเน่าใส่ฉันเหรอ พูดไม่กี่คำก็กดฉันให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้ขนาดนี้ นี่มันโคตรฝีมือเลยว่ะ

เซี่ยหมิ่นถึงกับอึ้งในสกิล “ดัดจริตบีบน้ำตา” ของแม่หานหลิน

ก่อนจะหัวเราะเย็นๆ แล้วตอบกลับเสียงแข็ง

“เรียนจบสองปีแล้วแต่ยังไม่ทำงาน เขาเจ็บหนักเหรอ หรือเป็นพวกไร้ประโยชน์ทแล้วพวกคุณมีหน้ามาขอเงินฉัน เขาเป็นผู้ชายตัวเป็นๆ จะให้ไปทำงานแบกอิฐในไซต์ก่อสร้างยังได้เลย แต่นี่เสือกนอนตีพุงอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำห่าอะไร แล้วหวังจะได้เมีย ได้เมียไปก็ไม่ใช่ฉันที่ต้องเลี้ยงเรอะ จะให้ฉันหาเงิน ทำงาน แล้วเขานอนเฉยๆ รอไปนอนกับเมีย ถ้าเป็นแบบนั้น เอามันมาแต่งกับฉันดีกว่าไหม อย่างน้อยวางไว้ที่บ้านฉันยังไม่ต้องเห็นมันนั่งแดกฟรีแบบขยะไร้ประโยชน์แบบนี้”

ปลายสายถึงกับเงียบไปพักหนึ่ง

เหมือนไม่คิดว่า ลูกสาวที่ดีแต่ยอมๆ จะกล้าสวนกลับแรงขนาดนี้

แต่สุดท้ายเสียงก็ดังกลับมาอีกครั้ง พร้อมอารมณ์เดือดปุดๆ

“แก แกกล้าว่ามันแบบนี้เหรอ”

เซี่ยหมิ่นหัวเราะหยัน

“น้องชายเหรอ แน่ใจนะว่าเลี้ยงลูก ไม่ใช่เลี้ยงพ่อ ถามดูเลยว่ามันอยากได้อะไรอีกไหม ฉันจะซื้อโลงศพให้เป็นของขวัญวันเกิดเลยดีไหม เอ๊ะ เดี๋ยวนี้เขาไม่ฝังกันแล้วนี่นา งั้นส่งโกศไปแทนแล้วกัน แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเผาออกมาจะเหลืออะไรให้ใส่บ้างมั้ย”

“แก แกกล้าขัดคำฉันงั้นเหรอ”

“ฉันต้องไปทำงานแล้ว ไม่มีเงินให้หรอก ถ้าอยากได้เงินนักก็ไปหาเอาเองเถอะ ไม่อยากเสียเวลาฟังเรื่องไร้สาระแล้ว ถ้ามีหน้าสักนิด จะไม่พูดเรื่องแบบนี้ออกมาด้วยซ้ำ”

ยังไม่ทันปลายสายจะพูดอะไร เซี่ยหมิ่นก็กดวางสายไปก่อนทันที

“อะไรมันจะมีคนแบบนี้อยู่จริงวะ โทรมาแต่เช้าเพื่อทำให้คนหงุดหงิด ชีวิตฉันพังเพราะมารแบบนี้แหละ ยังจะอาบน้ำต่ออีกเหรอ ใครจะมีอารมณ์!”

เขาบ่นอุบอิบแล้วทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะ หยิบไดอารี่ของหานหลินขึ้นมาเปิดอ่านต่อ

แต่ยิ่งอ่าน หน้าเขาก็ยิ่งแปลกขึ้นเรื่อยๆ

“หานหลิน แกนี่มันน่าสงสารเกินไปแล้วนะ ขนาดฉันยังรู้สึกได้ว่า เสือยังต้องหลั่งน้ำตาให้แกเลย”

บันทึกแทบทุกหน้า ล้วนเป็นการระบายความทุกข์ใจ และไม่ใช่ทุกข์ใจธรรมดา แต่ละเรื่องไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง

“แวมไพร์โทรมาอีกแล้ว คราวนี้ก็ขอเงินอีก ถ้าไม่ให้ก็ต้องไปพูดใส่ร้ายฉันว่าอกตัญญูแน่ๆ แถมอาจจะบุกมาที่บริษัทอีกเหมือนคราวก่อน”

“หวังหลิวอาศัยว่าตัวเองเป็นเมียน้อยของหัวหน้า แกล้งฉันไม่เว้นวัน”

“หัวหน้าก็มาเปรยๆ ว่าอยากให้ฉันไปเป็นเมียน้อยอีกคน”

“ค่าเช่าห้องก็ขึ้นอีกแล้ว”

เซี่ยหมิ่นอ่านไปพลางถอนหายใจไป

ชีวิตหานหลินแม่งเหมือนเดินอยู่ในดงซวย เจอแต่เรื่องซ้ำซ้อน วันดีคืนดีต้องเจอคนเลว วันร้ายๆ ต้องมีใครมาจิกหัวใช้ หรือไม่ก็พังทลายกลางวันแสกๆ

ห้าเรื่องเครียดภายในสามวัน เจ็ดวันเป็นบ้าไปหนึ่งรอบ

เขานึกถึงคำพูดของออสเตรอฟสกี้

“บ้านคือท่าเรืออันแสนอบอุ่น”

แต่สำหรับหานหลิน ไม่มีอะไรที่เรียกว่าความอบอุ่นเลย

บ้านที่ควรเป็นที่พักใจ กลับกลายเป็นหลุมลึกที่ค่อยๆ กลืนกินเธอลงไปวันละนิด

“โชคดีที่ฉันไม่มีแม่” เซี่ยหมิ่นพูดออกมาเบาๆ

แต่พอคิดอีกทีเขาก็ชะงัก

เฮ้ย นี่ฉันดีใจกับเรื่องแบบนี้อยู่เหรอ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีแม่แบบนั้นนี่นา คิดแบบนี้มันก็แปลกๆ ว่ะ

จากไดอารี่ เขาสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า หานหลินเคยคิดสั้นหลายครั้ง

แต่ทุกครั้งก็เหมือนจะตัดใจได้ก่อนที่จะลงมือจริง

เซี่ยหมิ่นลูบคาง พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด

“ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็ตาม มันจะมีบางอย่างที่เป็นจุดตายตัว เหมือนสายเมื่อกี้ ต่อให้ฉันเปลี่ยนอะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่หักซิมทิ้ง ฉันก็ต้องรับสายอยู่ดี

แบบนี้ก็แปลว่า หลังจากนี้ จะต้องมีบางเหตุการณ์ตามมาแน่ๆ แล้วสุดท้ายมันจะนำไปสู่ความตายของหานหลิน”

“ฉันจำได้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุรถชน แต่ที่ไหนไม่รู้ รายงานไม่ได้ระบุไว้

แล้วฉันควรจะปล่อยให้เนื้อเรื่องมันเป็นไปตามเดิม หรือฉันควรจะพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความตายของเธอ”

คำถามชวนปวดหัว ตอบยากจริงๆ

“แต่ที่สำคัญตอนนี้คือ ฉันต้องรู้ก่อนว่าฉันทะลุมิติมา หรือที่ฉันมาอยู่ในร่างหานหลินตอนนี้ เป็นเพราะของแปลกๆ ที่เจอตอนอยู่ตรงทางแยกนั่น”

“ถ้าหานหลินตาย ฉันจะตายตามไปด้วยหรือเปล่า”

เซี่ยหมิ่นครุ่นคิดอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้

“ไม่ว่าไงก็ต้องเดินตามบทเดิมก่อนละกัน จะให้เปิดฉากมาก็ป่วนเลยคงไม่ได้”

งั้นขั้นต่อไปต้องทำอะไรก่อนดีล่ะ

ง่ายมาก  ไปทำงาน

เพราะถ้าเอาแต่เก็บตัวอยู่บ้าน ก็ไม่มีทางรู้แน่ว่าในชีวิตหานหลิน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง

แต่พอพูดถึงเรื่องไปทำงาน เซี่ยหมิ่นก็นิ่งไปแป๊บหนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะเรียบสนิท หยิบมือถือขึ้นมา แล้วเปิดแชตของ “หัวหน้าแผนกจาง”

เขาพิมพ์ไปแค่คำว่า “อยู่ไหม”

อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ไง ในที่สุดก็คิดได้แล้วเหรอ”

เซี่ยหมิ่นส่งสติกเกอร์ตัวการ์ตูนส่ายหัวแรงๆ ไปให้ พร้อมกับพิมพ์เพิ่ม

“ว่าแต่ บริษัทเราชื่ออะไรนะ”

จบบทที่ บทที่ 5 น่าสมเพชจนเสือยังน้ำตาไหล

คัดลอกลิงก์แล้ว