เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: สมาคมปลดปล่อยวิญญาณ

บทที่ 2: สมาคมปลดปล่อยวิญญาณ

บทที่ 2: สมาคมปลดปล่อยวิญญาณ


หลังจากที่เซี่ยหมิ่นพูดจบทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเงียบอยู่พักใหญ่ชายใส่หน้ากากถึงได้เปิดปากพูดเบาๆ ว่า“เด็กคนนั้นไม่ใช่คน”รู้แล้ว“เซี่ยหมิ่นตอบแบบนิ่งๆ”รู้แล้ว“ชายใส่หน้ากากดูจะแปลกใจ”ก็แน่นอนดิ มึงเล่นจับเธอยัดเข้ากล่องเรียบร้อยถ้ายังเป็นคนอยู่ก็เหี้ยละมั้ย”

เสียงของเซี่ยหมิ่นยังคงเรียบเฉยแต่ในมือที่กำมีดอยู่นั้นกลับแน่นขึ้นกว่าเดิมจริงๆ แล้วการทำงานในห้องเก็บศพ ทำให้เขาเจออะไรแปลกๆ มาเยอะ

เรื่องลึกลับ เรื่องผี เรื่องวิญญาณ บอกตรงๆ ก็พอจะชินแต่สิ่งที่เขาไม่เคยชินเลยคือ “คนประหลาด” ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้ชายใส่หน้ากากไม่ได้ตอบอะไรเดินเข้ามาหยิบกล่องสองกล่องที่ตกอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง สายตาเขามองเข้าไปในห้องของเซี่ยหมิ่น เห็นสภาพบ้านที่เต็มไปด้วย “หนังคน” ปูพื้นอยู่ชายคนนั้นชะงักไปนิด แล้วหันมามอง

เซี่ยหมิ่นด้วยน้ำเสียงจริงจัง“หวังว่านายจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้นะ”เซี่ยหมิ่นยกมือเกาหัวแกรกๆ

“เอ่อ…อันนี้น่าจะยากหน่อยว่ะพี่”ชายใส่หน้ากากเลิกคิ้ว “ทำไมล่ะ”คือแบบ คนทั่วไปแค่เจอผีก็ลืมไม่ได้แล้วป่ะ นี่กูเจอแบบจัดเต็มเลยนะ”

ชายใส่หน้ากากขมวดคิ้ว คิดเงียบๆ อยู่สักพัก

บางทีก็มองหน้าเสี่ยหมิ่น บางทีก็มองมีดในมือเขา

สีหน้าเริ่มลังเลเซี่ยหมิ่นรู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง

รีบแถแบบเซี่ยหมิ่นสไตล์“เอ่อ จริงๆ ผมขี้ลืมมากเลยนะพี่บางทีนอนตื่นขึ้นมาก็ลืมทุกอย่างแล้ว”

ชายใส่หน้ากากถอนหายใจเบาๆ เหมือนเพิ่งคลายใจแล้วพยักหน้า เดินเข้าไปในบ้านของเซี่ยหมิ่นเฉย“งั้นฉันจะเฝ้านายจนกว่าจะหลับ” “หา”

เซี่ยหมิ่นยังไม่ทันตั้งตัว ชายคนนั้นก็เดินดุ่มๆ เข้าไป หยิบเก้าอี้มานั่งข้างเตียง

ตบที่นอนเบาๆ แล้วพยักหน้าให้เขาขึ้นไปนอน

ถ้าเป็นผู้หญิงสวยๆ แต่งตัวเซ็กซี่มาทำแบบนี้นะ

โอเคเลย บรรยากาศแบบนี้อย่างน้อยก็จะมีอะไรชวนฝันแต่ปัจจุบันคือ ผู้ชายใส่ดำทั้งตัว

หน้ากากคลุมหน้า เพิ่งจับผียัดกล่องไปหยกๆ

แม่งไม่โรแมนติกเลยแม้แต่นิดเดียว

เซี่ยหมิ่นปากกระตุกเบาๆ“เอ่อ ผมไม่ได้หมายความว่าให้พี่อยู่ดูผมนอนนะ” “หรือว่า จะไปล้างหน้า”

“ไม่ใช่เรื่องล้างหน้าเฟ้ย”ห้านาทีต่อมา

เซี่ยหมิ่นถอดหน้ากากออกอย่างว่าง่ายนอนอยู่ใต้ผ้าห่มเหมือนลูกแมวหันหน้าไปพูดเบาๆ กับชายคนนั้น“พี่…กลับไปได้รึยัง”ไม่ได้“ชายใส่หน้ากากส่ายหัวเบาๆ”ฉันต้องเฝ้านายจนกว่าจะหลับจริงๆ”

เซี่ยหมิ่นถอนหายใจตอนนี้เขายอมรับความจริงแล้วว่า ไม่มีทางชนะผู้ชายคนนี้ได้หลังจากเห็นพลังเขาจับผีไปอย่างง่ายๆอย่างน้อย…เขายังไม่ฆ่ากู

งั้นก็เล่นตามน้ำไปก่อน หวังว่าเขาจะรีบไปซะที

แต่ปัญหาคือ…เซี่ยหมิ่นชินกับการอยู่คนเดียว

ไอ้การที่มีใครสักคนมานั่งจ้องตอนตัวเองจะนอนนี่ มันน่ากระอักกระอวนฉิบหายครั้งสุดท้ายที่มีคน “ดู” ตัวเองนอนก็คือตอนยายยังมีชีวิตอยู่

ซึ่ง ยายตาบอดด้วยซ้ำ จะเรียกว่าดูยังไม่ได้เลย นั่นมันคือ “รับรู้” ด้วยใจต่างหาก

ตอนนี้ ชายใส่หน้ากากนั่งจ้องเขาไม่ละสายตา

เซี่ยหมิ่นแทบอยากมุดผ้าห่มหนีความอึดอัดนี่แม่งเหมือนมดไต่จากปลายเท้าไล่ขึ้นหน้าผากวนไปวนมาแล้วไต่กลับลงไปใหม่แต่เขาก็ยังต้องทำเป็นหลับตานิ่งๆหวังว่าฝ่ายนั้นจะคิดว่าเขาหลับแล้วแล้วเดินออกไปซะในใจบ่น“ไปยังวะ ไปแล้วมั้ง เงียบไปตั้งนาน”น่าจะให้ช่วยเอาขยะไปทิ้งด้วยเลย เสียดายว่ะ พลาดโอกาสทอง“ขอแอบลืมตาดูแป๊บ ว่าไอ้บ้านี่ไปยัง”เซี่ยหมิ่นแง้มเปลือกตาออกนิดเดียวแล้วเกือบช็อกตายชายคนนั้นยังอยู่ ไม่ได้ไปไหน

แถมยังนั่งยองๆ ข้างเตียงสองมือเท้าคาง จ้องหน้าเขาในระยะไม่ถึง 20 เซนต์ เซี่ยหมิ่นเกือบกระโดดขึ้นเตียงแล้วจับล็อกคอแม่งด้วยสกิลคอมโบคาราเต้แต่ยังพอมีสติเลยเปิดปากถามเบาๆ

“พี่…ทำอะไรอยู่”รอให้นายหลับไง“ ”แล้วจะยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนี้ทำไมวะ“ ”ฉันสายตาสั้น“แล้วแว่นล่ะ” “พังแล้ว…คืนนี้กะจะออกไปตัดแว่นพอดี

“ดึกป่านนี้แล้ว พี่คิดว่าจะหาร้านแว่นเปิดอยู่เหรอ”

ก็แค่ลองเสี่ยงดู เผื่อเจออะไรมหัศจรรย์

“แต่พี่มองอะไรเห็นเหรอ ข้างนอกก็ไม่ใช่สว่างๆ นะ”ก็จริงๆ แล้ว ฉันใส่คอนแทคเลนส์”

“งั้นแล้วจะยื่นหน้ามาใกล้ทำไมอีก”ฉันสายตาสั้น”

เซี่ยหมิ่นถอนหายใจ เขาเข้าใจแล้ว คนๆ นี้ ไม่แกล้งโง่ ก็โง่จริงเขาคิดอยู่แป๊บ แล้วก็เริ่มพูดแบบหยั่งเชิง“เอ่อ…คือนะ ผมหลับไม่ค่อยลงจริงๆ ว่ะ จริงๆ ก็แค่อยากรู้ว่าพี่เป็นใครกันแน่”

ชายใส่หน้ากากขมวดคิ้ว ดูไม่ค่อยอยากตอบ

เซี่ยหมิ่นรีบอธิบาย“ไม่ๆ ผมไม่ได้จะสืบเรื่องส่วนตัวหรืออะไร แค่สงสัยเฉยๆ อะ

ก็พี่ดูดิ พรุ่งนี้ผมตื่นมาก็ลืมหมดอยู่ดีอะพี่ พูดมาเหอะ ไม่เป็นไรหรอก แล้วอีกอย่าง ก่อนนอนผม ต้องฟังเรื่องเล่าอะ ถึงจะหลับ

พี่ก็รีบจะไปตัดแว่นใช่มะ งั้นเล่าให้ผมฟังก่อน เดี๋ยวผมอาจจะหลับเร็วขึ้นไง”พูดจบก็กะพริบตาแป๋วๆ ทำหน้าใสซื่อใส่อีกฝ่ายอย่างสุดฝีมือ

ชายใส่หน้ากากนั่งกลับไปที่เก้าอี้ เงียบไปพักนึง เหมือนกำลังคิดหนัก

สุดท้ายก็พยักหน้าแบบจำใจ“นายจะลืมจริงๆ ใช่มั้ย” “จริงแท้แน่นอน!” เซี่ยหมิ่นยกสองนิ้วตั้งตรง ทำท่าปฏิญาณ“ถ้าผมพูดโกหกขอให้ผมต้องอยู่เฝ้าห้องเก็บศพไปตลอดชีวิต”ชายใส่หน้ากากได้ยินถึงกับสูดลมหายใจเสียงดัง  แม่ง คนจริง!

“…งั้นก็ได้ ฉันเป็นสมาชิกของ สมาคมปลดปล่อยวิญญาณ”สมาคมปลดปล่อยวิญญาณ อืม เหมือนผมก็เคยอยู่สมาคมคล้ายๆ กันนะ”

“นายก็มีสมาคมคล้ายๆ กัน” ชายหน้ากากดูจะตกใจนิดๆ เซี่ยหมิ่นพยักหน้าอย่างภาคภูมิ

“เวลามีงานศพ สมาคมเราจะออกไปช่วยงานกัน ผมรับหน้าที่เป่าโซน่า”ชายใส่หน้ากากเงียบไปทันที

“แล้วไงต่ออะ” เสี่ยหมิ่นหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบถามต่อกลบเกลื่อนชายหน้ากากสูดหายใจแล้วเริ่มเล่าด้วยเสียงนุ่มลึก“สมาคมปลดปล่อยวิญญาณมีประวัติยาวนานมากจนไม่มีใครจำได้แล้วว่าใครคือหัวหน้าคนแรก หรือเริ่มมาตั้งแต่ยุคไหน

หน้าที่หลักของเราคือการต่อสู้กับ ‘วิญญาณ’ เพื่อรักษาสมดุลของโลกนี้”

“วิญญาณ” ในที่นี้หมายถึงอะไรบ้าง

“ก็คือพวกผี พวกวัตถุตายแล้วที่เกิดสำนึก หรืออะไรที่ไม่ใช่คนแต่ยังมีจิตสำนึก

สรุปง่ายๆ คือสิ่งที่เป็น ‘ตรงข้ามกับคนเป็น’”

“พวกที่ฉันจับได้เมื่อกี้ก็แค่เล็กน้อย ไม่มีพิษภัย

วิญญาณแบบนี้เราจับมาแล้วทำพิธีชำระ ก็จะกลับไปสู่สภาพบริสุทธิ์ ไม่อันตราย”

เซี่ยหมิ่นพยักหน้า งึกๆ ทำหน้าเครียดเหมือนคนเข้าใจโลก“อืมๆ เด็กตัวแค่นั้น กลางคืนยังเคาะประตูบ้านคน ถ้าปล่อยโตไปไม่กลายเป็นโจรหมดเหรอต้องอบรมหน่อย เดี๋ยวจะเสียคน เสียดายดอกไม้ของชาติ”…ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น…“ไม่เป็นไรๆ พี่เป็นสมาชิกสมาคม พี่พูดอะไรก็ถูกอยู่แล้วผมแค่พล่ามเล่นไปงั้น พี่เล่าต่อเถอะๆ”

ชายหน้ากากเกาหัวอย่างจนปัญญา แต่ก็ยังเล่าต่อ

“ที่จริงพวกวิญญาณที่เกิดจากวัตถุไร้ชีวิต มักจะไม่อันตราย แต่พวกที่เป็นคนมาก่อน แล้วตายไปด้วยความแค้นหรืออารมณ์รุนแรง

มักจะกลายเป็นพวก อสุรกาย หรือ วิญญาณร้าย

คนพวกนี้ อันตรายจริง ต้องกำจัดให้สิ้น”

“ส่วนงานหลักของพวกเราก็คือ กำจัดวิญญาณร้าย ชำระวิญญาณธรรมดาแต่ถ้าวิญญาณไหนไม่เป็นอันตราย ก็ปล่อยเขาไปก็ได้”

เซี่ยหมิ่นนั่งฟังพลางประเมินอีกฝ่ายด้วยสายตา

“ถ้าพวกพี่กำจัดวิญญาณได้ แบบนี้พี่ก็ต้องโหดมากดิ ใช้วิชาได้”ชายหน้ากากส่ายหัว“ไม่มีวิชาหรอก เราพึ่งพาแค่ เครื่องมืออาคม ที่ได้รับการเสริมพลัง

บางคนเก่งหน่อยก็ใช้วิชาตัวเปล่าได้บ้าง

เวทมนตร์จริงๆ น่ะ หายไปตั้งแต่ยุคกาฬโรค

พอแม่มดสูญพันธุ์ ศาสตร์พวกนั้นก็หายตามไปหมดแล้ว“ ”อ๋อ…” เซี่ยหมิ่นพยักหน้าเข้าใจ แล้วทำหน้าเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้

“แล้ว…พี่เคยคิดมั้ยว่า ใช้ไอ้กล่องนั่นจับวิญญาณ

แล้วเอาวิญญาณไปสู้กับวิญญาณอีกทีอะ

หลูซวิ่นเคยพูดไว้นะ ‘มีเพียงเวทมนตร์เท่านั้น ที่ชนะเวทมนตร์ได้’”ชายหน้ากากเงียบอีกครั้ง ไม่รู้เพราะคิดไม่ออกหรือรับไม่ไหว

เซี่ยหมิ่นเห็นอีกฝ่ายเงียบ เลยลองเปลี่ยนเรื่อง

“พี่รู้จักปิกาจูมั้ย” สายตาของชายหน้ากากเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เซี่ยหมิ่นรีบโบกมือ

“อย่าเข้าใจผิดนะ ความจริงผมชอบ โคดักมากกว่า”

จบบทที่ บทที่ 2: สมาคมปลดปล่อยวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว