- หน้าแรก
- หมอผีสายฮา ป่วนวิญญาณอลเวง
- บทที่ 1: ตัวหนังสือสวย ปากแม่งโคตรหวาน
บทที่ 1: ตัวหนังสือสวย ปากแม่งโคตรหวาน
บทที่ 1: ตัวหนังสือสวย ปากแม่งโคตรหวาน
ฝั่งนู้นของแม่น้ำคือเมืองที่คึกคัก สว่างไสวไปด้วยไฟนีออนแต่ฝั่งนี้…เงียบฉิบหาย มีแค่ไฟถนนสลัว ๆ กระพริบเหมือนจะดับก็ไม่ดับบางครั้งมีเสียงหมาจรจัดเห่าให้พอรู้ว่ายังมีของมีสิ่งมีชีวิตอยู่บ้าง
ตอนนี้ดึกแล้ว เกือบเที่ยงคืน ย่านชานเมืองเงียบเหมือนป่าช้าความมืดกลืนกินทุกอย่าง เหลือแค่แสงไฟเหลืองๆ ที่พอจะเห็นบ้านเก่าๆ ซอมซ่อสองชั้นเรียงติดกัน ขยะก็เยอะ น้ำเน่าก็ไหลย้อยๆ ติ๋งๆ
ต่างจากเมืองฝั่งนู้นที่แม่งดูไฮโซไปเลย
ในบ้านไม้สองชั้นโทรมๆ หลังหนึ่ง ยังมีไฟเปิดอยู่
มีเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดดัง “แปะ แปะ แปะ” แบบไม่หยุด“แค่นี้เองเหรอวะ”ครูภาษาไทยแม่งไม่สอนคำใหม่ให้บ้างเหรอ”
“โคตรขำ”พอเหอะๆ รู้แล้วว่าแกโง่“ ”ตามสายแลนมาหากูสิ บางทีอาจได้ถือกระดูกตัวเองกลับไปก็ได้ หึๆ ”พิมพ์จบ เซี่ยหมิ่นก็จัดการบล็อกอีกฝ่ายทันที
“ถ้ากูไม่ติดว่าในเกมแม่งพิมพ์ได้แค่สามบรรทัดต่อรอบ แกได้ตายคาเกมไปนานแล้ว”
เขาส่ายหัว ปิดเกม แล้วลุกไปเตรียมอุปกรณ์แต่งหน้า“ตั้งใจจะเล่นเกมคลายเครียดนะ ทำไมยิ่งเล่นยิ่งหัวร้อนวะ”เขาหยิบช็อกโกแลตมากัดแบบเซ็งๆ
มือก็แต่งหน้าตุ๊กตาไปเรื่อยๆแม่ง…มาว่ากูแต่งหน้าไม่สวย คือกูไม่ได้แต่งหน้าให้มึงนะ มึงเป็นไอ้อ้วนวัยกลางคนที่เมียหนีไปกับคนอื่นรู้เหรอว่าเมคอัพคืออะไร ตอนสโมกกี้อายออกมา มึงควรเอาหมวกเขียวไปเผาแทนแล้วป่ะ”พ่อของ เซี่ยหมิ่นติดคุกเพราะขโมยของ ตอนหลังตายอยู่ในนั้นแม่ก็ช็อกจนล้มป่วยตายตามไปเขาถูกส่งให้ยายที่ตาบอดเลี้ยงเเ ต่พอโตขึ้นเขาก็เป็นฝ่ายต้องดูแลยายแทน
วัยเด็กแม่งไม่มีอะไรดีเลยเขาเคยคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของตัวเองเลยไม่ค่อยกล้าเข้าสังคม รู้สึกต่ำต้อยจนกระทั่งตอนมัธยม ยายเสีย
เขายังไม่มีเพื่อนเลยสักคนน้ำตาที่ไหลครั้งแรกในรอบหลายปีก็เกิดตอนยายจับมือเขาก่อนตาย
แม้เขาจะเรียนเก่ง แต่กลับเลือกเรียนแค่ ปวส.
แถมยังเลือกเรียน “สาขางานศพ”
เขาบอกว่า ทำงานกับคนตายยังจะง่ายกว่าคนเป็นอีกเพราะคนเรียนสายนี้มีน้อยเลยได้เข้าทำงานในบ้านงานศพชื่อดังทันทีหน้าที่หลักคือแต่งหน้าให้ศพ ชีวิตเขาเลยวนลูปแบบง่ายๆ
ทำงาน เล่นเกม มีแฟนก็ดี ไม่มีก็ไม่ตายถ้าไม่มีที่ไปจริงๆ กะจะเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แม่งเลย“โอ้ยยย คิ้วนี้มันอะไรเนี่ย สวยสัสใครเป็นคนวาดวะ
เอ้า! กูนี่เอง! เก่งฉิบหาย”เขามองหน้ากากซิลิโคนที่ใช้ฝึกแต่งหน้าอย่างภูมิใจในห้องมีหน้ากากเต็มไปหมดบางอันแขวนบนผนัง บางอันเกลื่อนพื้น
แต่ละหน้าตาไม่เหมือนกัน สีหน้าแตกต่างกัน
มองเผิน ๆ แม่งเหมือนมีคนหลายร้อยซ่อนอยู่ในบ้านเห็นแค่หน้าพ้นออกมานิดเดียว
คนทั่วไปคงร้องกรี๊ดวิ่งหนีไปแล้ว
แต่ เซี่ยหมิ่นไม่รู้สึกอะไรเลย
เคยมีอยู่ครั้งนึง พาแฟนใหม่มาบ้าน
แฟนแม่งกลายเป็นแฟนเก่าแทบจะทันที
เขาเกือบจับแฟนมาแต่งหน้าเป็นศพแล้วด้วยซ้ำ
ตั้งแต่นั้นมา เขาไม่พาใครมาบ้านอีกกลัวคนอื่นจะขวัญกระเจิง มองนาฬิกา ตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืน
เก็บอุปกรณ์เสร็จ เขาก็ชมตัวเองเรื่องความขยัน
แล้วเตรียมเปิดเกมอีกตา เป็นรางวัลให้ตัวเอง
แต่พอดีนั้นเอง…ตึง ตึง ตึงเสียงเคาะประตูแม่งดังลั่นขึ้นมา“ใครวะ ดึกดื่นเคาะซะบ้านแทบพัง มึงผีสิงเหรอ”
เซี่ยหมิ่นตะโกนอย่างหัวเสียออกไปนอกรั้วประตู
แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับมา ไม่ใช่เสียงทักทายสุภาพจากเพื่อนบ้านที่คุ้นเคย…กลับเป็นเสียงร้องไห้ของทารกแทน เซี่ยหมิ่นขมวดคิ้วทันที รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเขานึกถึงข่าวที่เคยดูมา ไอ้พวกเลวๆ มันมักใช้เสียงเด็กร้องไห้ล่อให้สาวๆ ที่อยู่คนเดียวตายใจ เพื่อจะได้หลอกให้เปิดประตู แล้วก็…ทำเรื่องเลวๆ ตามแผน
คิดถึงตรงนี้ เสี่ยวหมิ่นถึงกับสะดุ้งเฮือก
เขารู้สึกเหมือนตัวเองโดนดูถูกยังไงไม่รู้
ว่าแล้วก็คว้าหน้ากากมาปิดหน้าทันที คว้ามีดทำครัวอีกเล่มติดมือไว้แล้วแอบส่องผ่านช่องตาแมวไม่มีผู้ชายล่ำๆ ยืนอยู่หน้าประตู…เขาจึงค่อยๆ เปิดประตูออกด้วยความระวัง
แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก…เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสารด้วยใบหน้าก้มต่ำทั้งๆ ที่เมื่อกี้ส่องผ่านช่องตาแมวยังไม่มีใครอยู่ตรงนี้เลยแท้ๆทางเดินในตึกเป็นแบบปิด เเสงไฟส่องทางแบบเซนเซอร์ติดๆ ดับๆ
แสงสลัวๆ ทำให้บรรยากาศดูหลอน
มีแมลงบินมาชนหลอดไฟดังแปะๆ เป็นพักๆ
อากาศก็ชื้นๆ หนาวๆ เหมือนลอยมาจากแม่น้ำข้างๆ ตึกเซี่ยหมิ่นที่ยังอยู่ในเสื้อคลุมบ้านถึงกับขนลุกวาบ รู้สึกหนาวจับใจทันทีที่เดินออกจากห้อง
แต่ว่า…เด็กผู้หญิงร้องไห้อยู่กลางดึกแบบนี้ก็ดูน่าสงสารอยู่เหมือนกัน
เซี่ยหมิ่นเลยวางมีดลง แล้วค่อยๆ นั่งยองๆ ลงข้างๆเธอ พร้อมพูดกับน้ำเสียงใจดี“น้องหนูร้องไห้ซะขนาดนี้…ชื่อในทะเบียนบ้านเหลืออยู่ชื่อเดียวแล้วรึเปล่า”เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงหยุดลงทันที
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงพูดแปลกประหลาด“หนู…หาบ้าน…ไม่เจอ…อ่ะ…”
แล้วในวินาทีนั้นเอง พอเด็กหญิงเงยหน้าขึ้นจนสุด
ทั้งคู่ก็สบตากันแต่เสียงกรีดร้องอย่างตื่นกลัวที่คาดว่าจะออกจากปากเด็กหญิงกลับไม่เกิดขึ้น
สิ่งที่เธอเห็นคือ ใบหน้าซีดขาวผิดมนุษย์ พร้อมรอยยิ้มแสยะเย็นน่าขนลุก รอยยิ้มนั้น…บิดเบี้ยวจนเกือบไม่ใช่ของคน เด็กหญิงถึงกับนิ่งค้าง สายตามองผ่านเสี่ยวหมิ่นไปที่ด้านในของห้อง
ตรงนั้น…เต็มไปด้วย “หนังคน” และบนหนังพวกนั้น…ยังมีสีหน้าประหลาดๆ ประทับอยู่
“หาไม่เจอเหรอ งั้นมากับพี่ก่อนนะ เดี๋ยวพี่โทรแจ้งตำรวจให้”เซี่ยหมิ่นพูดแบบปลงๆ ในใจก็เริ่มฉุนแล้ว
พ่อแม่แบบไหนวะ ปล่อยให้ลูกมาทำไรตอนกลางดึกแบบนี้เขามองตาเด็กหญิงแวบหนึ่งแล้วคิด
เด็กสมัยนี้โตไวแฮะ ใส่คอนแทคเลนส์กันตั้งแต่เล็กเลยเหรอ
แถมทั้งตาดำล้วน มองตอนกลางคืนโคตรหลอน
พอได้ยินว่าเสี่ยวหมิ่นจะให้เข้าไปในห้อง เด็กหญิงถึงกับรีบโบกไม้โบกมือ
“ไม่เป็นไรพี่ หนู…หนูไปถามบ้านอื่นดีกว่า ไม่อยากรบกวน…”จะเกรงใจอะไรนักหนา บ้านอื่นเค้าหลับกันหมดแล้วตอนนี้ถ้าไปเคาะประตูเรียก ก็คือรบกวนคนอื่นเข้าใจมั้ยรู้จักมารยาทบ้างเถอะ เด็กอะไรไม่มีสัมมาคารวะเลย รู้มั้ย การรบกวนเวลานอนคนอื่นนี่ บาปพอๆ กับฆ่าพ่อฆ่าแม่เลยนะเว้ย”
เสี่ยวหมิ่นขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“เด็กสมัยนี้เป็นอะไรกันหมดวะ ไม่มีใครสอนมารยาทเลยเหรอ”เด็กหญิงแทบจะร้องไห้จริงๆ แล้วแค่ออกมาหลอกคนเล่นๆ กลับเจอโรคจิตตัวจริงเข้าให้“ไม่เป็นไรพี่ หนู…หนูนึกออกแล้วว่าบ้านอยู่ไหน”เธอรีบถอยหลังสองก้าว แล้วยิ้มแห้งๆ กลบเกลื่อนแต่เซี่ยหมิ่นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงจะปล่อยให้เด็กหญิงไปเดินเพ่นพ่านตอนกลางดึกได้ยังไงเขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเธอ
“ไม่ได้! มันอันตรายนะกลางดึก เดี๋ยวพี่โทรหาพ่อแม่หนูให้มารับดีกว่า”ก่อนที่เด็กหญิงจะได้อ้าปากพูดอะไรอีก เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากทางบันไดที่ปลายตึกชายคนหนึ่งสวมหน้ากากและสะพายกระเป๋า เดินตรงมาหาอย่างเงียบๆทันทีที่เด็กหญิงเห็นเขา เธอก็แทบกระโดดตัวลอยเหมือนแมวโดนเหยียบหางเธอตะโกนเสียงดังลั่น “หนูยังไม่ได้ทำอะไรใครเลย! มาหาหนูทำไม”แต่ชายคนนั้นไม่ตอบ
เขาเพียงหยิบกล่องเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า แล้วโยนมันใส่เธอเซี่ยหมิ่นตาโตอ้าปากค้าง
เพราะทันทีที่กล่องนั้นลอยกลางอากาศ มันก็เปิดออกปล่อยแสงบางอย่างออกมาใส่ตัวเด็กหญิ
แล้วเพียงเสี้ยววินาทีเด็กหญิง…ก็หายวับเข้าไปในกล่องนั้นชายหน้ากากหันมามองเสี่ยวหมิ่น
เห็นอีกฝ่ายยืนหน้าซีด มือถือมีดอยู่ในท่าพร้อมสู้
เลยหยิบกล่องอีกใบออกมา แล้วโยนไปให้
“แปะ แปะ”กล่องกระแทกหัวเซี่ยหมิ่นก่อนจะตกลงพื้น พร้อมเสียงกริ๊กเบาๆบรรยากาศเงียบสนิท…
นานหลายนาทีเสียงของเซี่ยหมิ่นก็ดังขึ้นเบาๆ
“…พี่…นี่มันเรื่องอะไรวะเนี่ย…”