- หน้าแรก
- ข้าคือราชาแห่งเทคโนโลยี
- บทที่ 1597 [ตอนพิเศษ] สิ่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
บทที่ 1597 [ตอนพิเศษ] สิ่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
บทที่ 1597 [ตอนพิเศษ] สิ่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
ทะเลค่อนข้างสงบ แต่อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย
สัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายนเพิ่งจะมาถึง แม้ว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นแล้ว แต่ก็เห็นได้ว่าผืนดินและท้องทะเลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับฤดูใบไม้ร่วง เพราะสายลมที่พัดผ่านไม่ใช่ลมร้อนอีกต่อไป แต่เป็นอากาศที่เย็นลงเล็กน้อยแทน
ฝูงปลาและสัตว์ทะเลมากมายกระโดดขึ้นจากผิวน้ำเป็นครั้งคราว และท้องทะเลโดยรอบก็ให้ความรู้สึกสงบ ยกเว้นเพียงเสียงคลื่นที่ซัดสาดกระทบกราบเรือ
ติ๊ง. ติ๊ง. ติ๊ง. ติ๊ง~
ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกจากห้องพักอย่างใจเย็น มุ่งหน้าลงไปพบลูกเรือของเขา ซึ่งทุกคนก็ยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือทั้งสองลำเช่นกัน
พวกเขาปฏิบัติตามคำแนะนำของเพื่อนใหม่ โดยเดินเรือไปตามเส้นทางในเวลาที่กำหนดไว้ และจะว่าอย่างไรได้ล่ะ? เพื่อนตัวน้อยของพวกเขาพูดถูกเผง!
ตั้งแต่ออกเดินทาง พวกเขาก็ยังไม่เจอกับพวกมอร์กที่สร้างปัญหาอีกเลย
แน่นอนว่าพวกเขาเห็นเรือหลายลำที่แล่นผ่านไปมาพร้อมกับนักเดินทางบนเรือ เรือเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้าที่หารายได้เสริมด้วยการเก็บเงินจากชาวบ้านทุกคนที่ประสงค์จะขึ้นเรือมาด้วย
พวกเขาเห็นเรือบางลำที่เป็นของกลุ่มอำนาจต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครมายุ่งกับพวกเขา เพื่อเป็นการป้องกันตัว เรือเหล่านั้นจะเข้าเทียบท่าหรือหันเรือกลับ หลีกเลี่ยงพวกเขาเหมือนโรคระบาด
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกดีใจคือการที่พวกเขาไม่เจอโจรสลัดบ้าๆ เลย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็เดินเรืออย่างปลอดภัยมุ่งหน้าไปยังเบย์มาร์ด และความหวังของพวกเขาก็ยังคงลุกโชน โดยเฉพาะหลังจากที่ได้เห็นว่าคำแนะนำของยามปริศนาคนนั้นแม่นยำอย่างยิ่ง
และตอนนี้ ดูเหมือนว่าการเดินทางของพวกเขากำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
"ฝ่าบาท! นั่นต้องเป็นเรือของเบย์มาร์ดแน่!" ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเรือยักษ์กำลังใกล้เข้ามา
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเรือลำนั้นเป็นฝูงบ็อกเกิ้ลยักษ์ที่กำลังว่ายมาหาพวกเขาด้วยความเร็วที่เป็นอันตราย
จากเส้นขอบฟ้าอันเลือนรางไกลลิบ ภาพแรกที่พวกเขาเห็นนั้นเล็กเสียยิ่งกว่านิ้วก้อย แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มคนก็บอกให้พวกคนพายเรือหยุด และตอนนี้ทุกคนก็ออกมายืนอยู่ข้างนอก เฝ้ามองความงดงามมากมายเหล่านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้
เพยน์เดาะลิ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
บ้าเอ๊ย!
นี่ต้องเป็นเรือที่สูงที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาเลยใช่ไหม?
ไม่ได้ล้อเล่นเลยนะ ต้องเอาเรือของพวกเขาสามลำมาวางซ้อนกันถึงจะสูงเท่าเรือลำนี้
แล้วต้องเข้าใจนะว่านี่คือเรือของกองทัพเรือที่ควรจะมีขนาดปานกลางเท่านั้น
แล้วถ้าพวกเขาได้เห็นเรือสำราญล่ะ พวกเขาจะทำยังไง?
นี่มันเกินจริงไปแล้วใช่ไหม?
ทั้งกลุ่มจ้องมองเรือที่สูงตระหง่านด้วยอาการอ้าปากค้างจนคางแทบจะจรดพื้น
เหงื่อตกเลย, แม่เจ้าโว้ย!
แม้ว่าตอนแรกพวกเขาจะเคยเห็นแล้วว่าเรือลำนี้ทำจากโลหะ แต่การได้เห็นมันลอยลำอยู่จริงๆ ต่อหน้าต่อตานั้นแตกต่างจากการเห็นในนิตยสารอย่างสิ้นเชิง
"ให้ตายสิ... มันเป็นเรื่องจริง" เพยน์เอ่ยขึ้น รู้สึกยากที่จะละสายตาไปจากมัน และในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่พูดน่าจะใช้โทรโข่ง แต่โทรโข่งแบบไหนกันถึงได้ทรงพลังขนาดนี้?
คุณภาพเสียงที่ส่งออกมานั้นชัดเจนและสงบ แสดงให้เห็นว่าคนพูดไม่ได้ตะโกน
แต่นี่มันไม่ถูกต้อง เวลาใช้โทรโข่ง เราต้องตะโกนเพื่อให้เสียงส่งไปถึง
และแล้ว พวกเขาก็เห็นใบหน้าสองใบหน้าที่เคยเห็นมาแล้วหลายครั้งในนิตยสารของเบย์มาร์ด
นั่นคือฝ่าบาทแลนดอนและราชบิดาลูเซียส
พวกเขาอยู่ที่นี่จริงๆ!!!
แลนดอนจ้องมองกลุ่มคนที่อยู่เบื้องล่าง แสดงออกถึงความเป็นมิตร
"เราไม่มีเจตนาร้าย เราได้ยินเกี่ยวกับสถานการณ์ของท่านและมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือ หากท่านอนุญาต"
ใช่แล้ว 'หาก' พวกเขาจะอนุญาต การตัดสินใจขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว
อาร์เทมิสพยักหน้าและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับแลนดอนและลูเซียส
ในที่สุด ทางเดินเชื่อมก็ถูกเปิดออกจากด้านข้างเรือของแลนดอน และเหล่ายักษ์ทั้งหมดก็ก้าวเข้าไป
**ตกตะลึง**
พวกเขาสูดอากาศหายใจเข้าอย่างแรงขณะมองดูภายในเรือ
จริงอยู่ที่ตรงนี้ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก เนื่องจากพื้นที่แรกที่พวกเขาเข้ามานั้นเป็นทางที่นำไปสู่ลิฟต์และบันไดโดยตรง
แต่ใครใช้ให้พวกเขาไม่เคยเห็นลิฟต์มาก่อนกันล่ะ?
ติ๊ง!~
เสียงและประตูที่เปิดออกเองโดยอัตโนมัติทำให้พวกเขาสะดุ้งโหยง
ไม่มีใครอยู่ในลิฟต์เพื่อเปิดประตู แล้วนี่มันคาถาอะไรกัน?
พวกเขาคิดว่าประตูข้างเรือที่ยื่นทางเชื่อมออกมานั้นน่าจะใช้คนหย่อนลงมาด้วยเชือก นี่คือความคิดดั้งเดิมของพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาคอยมองหาเชือกตอนที่เดินผ่าน แต่พวกเขาก็ไม่เห็นอะไรเลย และตอนนี้ ประตูลิฟต์ก็เปิดออกเอง
หรือว่าชาวเบย์มาร์ดเหล่านี้จะเชี่ยวชาญเวทมนตร์บางอย่างจนทำแบบนี้ได้? อาจจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่ควบคุมประตูงั้นหรือ?
เอ๊ะ? พวกเขาใช้ผู้มีพรสวรรค์เป็นคนเปิดประตูเหรอ?
ถ้าอย่างนั้นแล้ว ชาวเบย์มาร์ดเหล่านี้ทรงพลังขนาดไหนกันแน่?
('0')
ด้วยเหตุนี้ เหล่ายักษ์จึงมีความคิดที่น่าขันเกี่ยวกับเรื่องนี้
"ยินดีต้อนรับสู่เรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทอาร์เทมิส"
ทันทีที่พวกเขาก้าวเข้ามาในเรือ ก็มีกลุ่มคนรอพาพวกเขาขึ้นไปอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือคนที่กดปุ่มลิฟต์
"ฝ่าบาทอาร์เทมิส เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ"
"อืม..." อาร์เทมิส เพยน์ และอีกคนหนึ่งขึ้นลิฟต์ไปยังดาดฟ้าเรือ ในขณะที่คนอื่นๆ ใช้บันได
แน่นอนว่าด้วยขนาดตัวที่ใหญ่และทรงพลังของเหล่ายักษ์ที่ตามมา การให้พวกเขาจำนวนมากเกินไปขึ้นลิฟต์พร้อมกันย่อมเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน
พวกเขายังไม่ได้ชั่งน้ำหนักตัวเองด้วยเครื่องชั่ง แต่ก็อย่าลืมว่าลิฟต์มีขีดจำกัดน้ำหนัก
นี่คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่แลนดอนต้องการจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเทคโนโลยีต่างดาวถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมาก
ลิฟต์ทั้งหมดและสายเคเบิลที่ดึงและยึดมันไว้จะต้องถูกเปลี่ยน
ด้วยตัวเสริมความแกร่งของโลหะ ลิฟต์และสายเคเบิลโลหะถักที่ยึดมันไว้จะแข็งแรงกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังจะรู้สึกเบากว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย
แข็งแรงขึ้นและเบาลง? ใครบ้างจะไม่อยากได้? ก่อนที่ท่าเรือใดๆ จะถูกสร้างขึ้นในโอมาเนีย เรือ ลิฟต์ และอุปกรณ์หลักอื่นๆ ทั้งหมดจะต้องถูกเปลี่ยน/สลับเป็นแบบที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว
แลนดอนไม่ต้องการให้สายเคเบิลขาดและคร่าชีวิตผู้คนไปทั่ว
สิ่งเดียวที่ดีที่เขาพอใจคือของส่วนใหญ่ในเบย์มาร์ดถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความสูงของพวกเขา
เขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมระบบถึงสร้างของต่างๆ ให้สูงขนาดนี้ จนกระทั่งเขาได้เห็นโอมาเนีย
พวกเขาจะไม่มีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับความสูงของตัวเอง
"โปรดวางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท... ทุกคนจะได้พบกันบนดาดฟ้าด้านบน"
ภายในลิฟต์ อาร์เทมิส เพยน์ และอีกคนต่างกลอกตาไปมาเหมือนไก่ตาแตก บางครั้งดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้างและริมฝีปากก็สั่นระริก
นี่มันอะไรกัน? แสงในลิฟต์มาจากไหน? แล้วทำไมปุ่มถึงสว่างขึ้นหลังจากถูกกด?
เอ๊ะ?
อาร์เทมิสยื่นมือออกไปจับผนังลิฟต์เมื่อรู้สึกถึงแรงประหลาดที่ดึงเขาลงยิ่งขึ้นเมื่อลิฟต์เคลื่อนที่สูงขึ้น
เขาไม่เคยขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วขนาดนี้มาก่อน แน่นอนว่าเขาย่อมสั่นสะท้าน คนอีกสองคนที่มากับเขาก็ไม่ต่างกัน
ให้ตายสิ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนเราขึ้นที่สูงเร็วขึ้นเหรอ? และแรงประหลาดเมื่อกี้นี้คืออะไรกัน?
แรงโน้มถ่วง!
เขาและคนอื่นๆ เคยกระโดดลงมาด้านล่างโดยไม่เคยรู้สึกถึงน้ำหนักมากขนาดนี้ แต่เมื่อคุณขึ้นไปด้านบนด้วยความเร็วระดับนี้ ร่างกายของคุณจะเริ่มรู้สึกหนักกว่าปกติ
จิตใจของอาร์เทมิสกำลังคิดวนเวียนอยู่ในหัวขณะที่เขาต้องการสำรวจและทำความเข้าใจแรงประหลาดนี้ให้ดีขึ้น
สำหรับเขาแล้ว มันเป็นเรื่องที่ท้าทายสวรรค์ซึ่งนักปราชญ์ชาวโอมาเนียหลายคนควรศึกษา
กลุ่มของพวกเขายังคงจมอยู่กับความคิดมากมายจนกระทั่งการเดินทางด้วยลิฟต์สิ้นสุดลง
~ติ๊ง!
แรงกดดันที่มองไม่เห็นหายไป และในที่สุดประตูก็เปิดออก
ใหญ่มาก!!!!
นั่นคือความคิดแรกของทุกคนที่ไม่เคยเห็นดาดฟ้าเรือที่ทั้งยาวและกว้างขนาดนี้มาก่อน
.... ของแบบนี้จะใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร?
พวกเขาเก็บอะไรไว้ข้างล่างนี้กัน? เรือดำน้ำขนาดเล็ก รถบรรทุกทหาร รถถัง... ก็ จะว่าอย่างไรได้ล่ะ?
เรือรบของพวกเขาที่นี่ก็ใหญ่กว่าเรือในโลกเก่าของแลนดอนเล็กน้อย
ทำไมน่ะหรือ? เพราะพวกเขาต้องเดินทางพร้อมกับยานพาหนะและปืนใหญ่หนักอื่นๆ อยู่เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น โลกใบนี้ไม่ได้ปลอดภัยเหมือนโลกเก่าของเขาเลย ดังนั้นการเดินทางพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงเวชภัณฑ์จึงรู้สึกดีกว่า
เรือขนาดเล็กส่วนใหญ่ถูกใช้โดยยามชายฝั่ง ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและลาดตระเวนในน่านน้ำและชายฝั่งของเบย์มาร์ด
ส่วนเรือลำใหญ่ๆ แบบนี้เป็นของกองทัพเรือ
อาร์เทมิสก้าวออกมา เห็นแลนดอนและลูเซียสยืนอยู่ตรงข้ามเขา
ลูเซียสยังคงตกตะลึงกับความสูงที่แท้จริงของผู้คนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขายืนอยู่ใกล้เขาขนาดนี้
บ้าเอ๊ย!
ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านแม่คิมถึงชอบกล่าวหาว่าเขาทำให้เธอต้องปวดคออยู่เรื่อย
แค่การเงยหน้ามองคนเหล่านี้ก็ทำให้คอของเขาเจ็บปวดเช่นกัน
แลนดอนมีรอยยิ้มที่อบอุ่น
"ฝ่าบาทอาร์เทมิส... ยินดีต้อนรับสู่เรือของเรา เราตั้งตารอที่จะได้พบท่าน"
หัวใจที่ตึงเครียดของอาร์เทมิสสงบลงเมื่อเห็นสายตาอันอบอุ่นของแลนดอน เขาไม่รู้สึกถึงความมุ่งร้ายใดๆ จากคนเหล่านี้
"ดีเหลือเกิน..."
อาร์เทมิสมองขึ้นไปบนท้องฟ้า รู้สึกว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว
เทพเถาวัลย์... นี่คือความช่วยเหลือที่ท่านต้องการให้เราได้พบเจอใช่หรือไม่?
เอาล่ะ
ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาที่จะช่วยเหลือผู้คนของข้าแล้ว!