- หน้าแรก
- ข้าคือราชาแห่งเทคโนโลยี
- บทที่ 1512: อสูรเหล็กเคลื่อนทัพ!
บทที่ 1512: อสูรเหล็กเคลื่อนทัพ!
บทที่ 1512: อสูรเหล็กเคลื่อนทัพ!
'ต้องไปรายงาน... ต้องไปรายงาน...'
สมาชิก T.O.E.P. คนหนึ่งลากสังขารของเขา พยายามหาทางออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบากในปัจจุบัน
แต่สำหรับบรรดาผู้ที่อยู่ในโถงสูงตระหง่าน ในที่สุดพวกเขาก็ตื่นจากหายนะ เพียงเพื่อที่จะพบกับความโกลาหลรอบตัว
เลือดในกายของเคลตัสพลันแห้งเหือด
นี่... นี่... นี่มันคือวันสิ้นโลกหรือ?
เขายกเท้าและก้าวผ่านอัศวินที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากรอบบริเวณนั้น
เขาและสมาชิก T.O.E.P. เพียงคนเดียวที่รอดชีวิตในพื้นที่นั้นต่างพากันก้าวเท้าอันหนักอึ้งไปยังระเบียงในสภาพที่เหมือนคนเหม่อลอย
พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ เพราะจากราวระเบียงเหล็กขนาดมหึมา พวกเขาก็สามารถมองเห็นกลุ่มควันรูปดอกเห็ดยักษ์ที่เกิดจากไฟและการระเบิดลอยขึ้นไปในอากาศ
ก่อนหน้านี้ หากเคลตัสไม่แน่ใจนักว่าพลังของเทพธิดามีอยู่จริงหรือไม่ มาวันนี้ เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพวกเขาที่เป็นเพียงมนุษย์นั้นต่ำต้อยเพียงใด
สวรรค์... นี่เป็นสัญญาณว่าจุดจบใกล้เข้ามาแล้วใช่หรือไม่?
บนระเบียง เหล่าขุนนางจำนวนมากยังคงคุกเข่าอยู่ ไม่กล้าขยับแม้แต่นิ้วเดียว เกรงว่าจะไปเรียกความสนใจจากสวรรค์
เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากวันนี้ โบสถ์ของเทพธิดาจะต้องเต็มไปด้วยผู้ศรัทธาอย่างไม่ต้องสงสัยที่จะมาอ่านพระวจนะของพระนางเกี่ยวกับการปกป้องดินแดนทิทาเรียนอันศักดิ์สิทธิ์
ปกป้องดินแดน..
อีกครั้งที่หลายคนคิดว่านี่เป็นคำเตือนถึงผู้ที่มีเจตนาร้ายที่กล้าเข้ามารบกวนพิธีราชาภิเษกของเกรกอรี่
ร่างของเคลตัสสั่นเทา
'ข้าคิดว่าการโจมตีก่อนพิธีสาบานตนจะทำให้สวรรค์สงบนิ่ง... แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเราคิดผิด? สวรรค์กำลังบอกว่าเมื่อพิธีราชาภิเษกโดยรวมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ก็ห้ามมีผู้ใดหยุดยั้งมันใช่หรือไม่?'
บูม!
เสียงระเบิดดังขึ้นในระยะที่ไม่ไกลนัก ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสยดสยองของผู้คนจำนวนมาก
และในไม่ช้า เคลตัสก็เริ่มจินตนาการว่าตัวเองนอนอยู่ในกลุ่มควัน ถูกสังหารโดยสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่ซุ่มซ่อนอยู่ภายในนั้น
วิถีของมนุษย์ไม่ใช่วิถีของสวรรค์
ถ้าเช่นนั้น... ถ้าเช่นนั้น... เมื่อรู้ว่าตนได้ล่วงเกินพวกเขาแล้ว การหนีไปจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือ?
คนที่เขาต้องการฆ่าตอนนี้ก็มองไม่เห็นแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดที่เขาจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ก่อน!!!
เขากำลังจะวิ่งหนีอยู่แล้ว ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงสมาชิก T.O.E.P. ที่อยู่ข้างๆ พึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ไม่ ไม่ ไม่... มันเป็นไปไม่ได้ เราวางแผนเรื่องนี้มานานแล้ว แล้วมันจะล้มเหลวได้อย่างไร? กองกำลังพันธมิตรของเราส่วนใหญ่ไม่บาดเจ็บก็ล้มตาย แต่จะให้มอร์กานีพ่ายแพ้ได้อย่างไร? เราไม่เคยแพ้ใครหรืออะไรมาก่อน!... ไม่ ไม่ ทั้งหมดนี่เป็นของปลอม... เป็นเรื่องโกหก... เรายังมีโอกาส"
โอกาสงั้นหรือ?
เคลตัสแค่นหัวเราะขณะฟังคำพูดเพ้อเจ้อของชายสวมหน้ากากที่กำลังเหม่อลอย
ก่อนหน้านี้ เขาถึงกับยอมเลียเท้าคนพวกนี้ ด้วยคิดว่าพวกเขาเก่งกาจและเหนือกว่าจนเกือบจะเกินระดับมนุษย์
แต่หลังจากที่ได้เห็นสวรรค์ลงทัณฑ์ เขาก็ตระหนักได้ว่าพวกมันก็เป็นเพียงมนุษย์เช่นกัน ดูสิ! ในโถงนั่น สมาชิก T.O.E.P. อีก 2 คนไม่ได้ตายไปแล้วหรือ?
พวกเขาคงตายไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร
สำหรับเขาแล้ว สิ่งเดียวที่พูดได้ก็คือเขาถูกทำให้ตาบอดและหูหนวกอยู่ตลอดเวลาด้วยแสงประหลาดที่ระเบิดออกมา
ณ จุดนั้น มันสายเกินไปแล้วที่เขาจะทันได้ตั้งตัว
ทุกครั้งที่การมองเห็นของเขาฟื้นตัวกลับมาได้เพียงเล็กน้อย ก็จะมีแสงวาบและเสียงระเบิดดังกระหึ่มเข้ามาในหูของเขาอีกครั้ง
ใครๆ ก็ไม่สามารถแม้แต่จะเอามืออุดหูได้ เพราะกลัวว่าคนรอบข้างจะเผลอแทงเอาได้
ใช่แล้ว!
แม้จะอยู่ในสภาพหูหนวกตาบอด เขาก็ยังต้องต่อสู้กับคนรอบข้างเพื่อพยายามเอาชีวิตรอด
ในท้ายที่สุด จะเห็นได้ว่าพวกเขาต่างฆ่าฟันกันเองในขณะที่ปล่อยให้เป้าหมายหลบหนีไป
และในห้องนั้น อย่างน้อย 7 ใน 10 ส่วนของพวกเขาเสียชีวิต ส่วนที่เหลือไม่บาดเจ็บก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์โดยไม่มีรอยขีดข่วน
โถงนั้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียนผสมกับกลิ่นเหงื่ออับชื้น
เลือด เลือด... เลือดสาดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง!
โถงที่เคยเป็นสีทองและสง่างาม บัดนี้กลับมีรอยเลือดกระเซ็นและหกเจิ่งนองไปทั่ว
'ข้าเกรงว่าแม้แต่ในเรื่องเล่า ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าพวกเราจะสามารถสังหารกันเองอย่างมืดบอดได้ถึงเพียงนี้!'
ความมั่นใจของเคลตัสแตกสลาย
นี่ไม่ใช่วิธีที่เขาต้องการให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
บุคคลที่เทพธิดาไม่โปรดปรานจะต้องถูกเกลียดชังและสาปแช่งอย่างไม่ต้องสงสัยไม่ว่าจะไปที่ใด
แต่ทำไมกัน? ทำไมเขาถึงเป็นกษัตริย์ไม่ได้?
ย้อนกลับไปในตอนนั้น บัลลังก์ถูกส่งต่อไปยังพี่ชายของเขาทั้งที่มันควรจะเป็นของเขา!
เขามีความสามารถมากกว่าพี่ชายในทุกๆ ด้านมาโดยตลอด แล้วทำไมพ่อของเขาถึงได้ดื้อรั้นที่จะแต่งตั้งพี่ชายของเขาเป็นกษัตริย์?
หลายปีต่อมา เขาก็สังหารไอ้พี่ชายสารเลวของเขาได้สำเร็จ
แต่ถึงกระนั้น เขากลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับลูกชายของมันอีกครั้งงั้นหรือ?
มันไม่ยุติธรรมเลย!!!
เคลตัสรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ
'ไม่! นี่ไม่ใช่เวลามาจมอยู่กับความโศกเศร้า หากโชคชะตาไม่ต้องการเปิดทางให้ข้า ข้าก็จะขอท้าทายสวรรค์เอง!'
ในไม่ช้า เคลตัสก็กลับมาตั้งสติได้
'สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือการหลบหนี'
ว่าแล้วเขาก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในโถงและตัดสินใจหาทางออกจากความโกลาหลนี้!
'ข้าเป็นส่วนหนึ่งของ T.O.E.P. แล้ว... แม้ว่าวันนี้พวกเขาจะไร้ประโยชน์ แต่การอยู่กับพวกเขาก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของข้า... การแก้แค้นของสุภาพบุรุษ สิบปีก็ยังไม่สาย'
ด้วยเหตุนี้ เคลตัสและสมาชิก T.O.E.P. เพียงคนเดียวที่รอดชีวิตอยู่ใกล้ๆ จึงหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปด้วยกัน
ใช่แล้ว ชายจาก T.O.E.P. ก็กลับมาเป็นคนเดิมได้เช่นกัน โดยรู้ดีว่าวันนี้พวกเขาไม่สามารถสร้างความคืบหน้าใดๆ ได้อีก
'ล้มเลิกภารกิจ! ล้มเลิกภารกิจ!'
สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในใจของพวกเขา
และด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุร่วมกัน โดยรู้ว่าตอนนี้พวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้ว
ใช่..
แม้ว่าหนึ่งในนั้นจะชอบยกตนข่มท่าน แต่ในยามคับขัน ความคิดของพวกเขากลับเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันในตอนนี้
"เราต้องออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด!"
อืม..
เคลตัสเห็นด้วย และในไม่ช้า ทั้งคู่ก็หายไปจากที่เกิดเหตุ ด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างน่าจะง่ายดายสำหรับพวกเขาผู้ซึ่งเชี่ยวชาญเส้นทางและมีพันธมิตรอยู่ตามกำแพงเมือง
น่าเสียดายที่พวกเขาประเมิน 'พระพิโรธของสวรรค์' ต่ำเกินไป
วรรรรรรร่ม!
บริเวณรอบประตูเมือง ยานพาหนะของเบย์มาร์ดจำนวนมากได้บุกเข้ามาในที่เกิดเหตุนานแล้วและกำลังสร้างความหายนะ
"หนีเร็ว! หนีเร็ว! สัตว์ประหลาดเหล็กประหลาดแทรกซึมเข้ามาในเมืองแล้ว!"
"พลธนูไป! ยิง! ยิงสุดกำลังไปเลย!!"
~ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ชั่วครู่หนึ่ง ห่าธนูอันตรายก็พุ่งขึ้นไปในอากาศ พยายามจะยิงใส่เจ้าอสูรเหล็กที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งราวกับเต้นรำ
ช่างเร็วอะไรเช่นนี้!
พวกเขาคิดว่าอสูรเหล็กพวกนี้ทำได้แค่หลบหลีก แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัว ท่อยาวอันหนึ่งก็โผล่ออกมาจากมุมของเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้น
และในไม่ช้า ลูกบอลเล็กๆ ก็ตกลงไปในช่องหน้าต่างตามแนวกำแพงเมือง
ที่ส่วนหนึ่งของกำแพงหิน ลูกบอลประหลาดได้ตกลงไปในช่องนั้น
ฟู่~~~
ควันพิษประหลาดที่ทำให้แสบตาก็พวยพุ่งออกมาในทันใด
"อ๊าาา~... มีไฟอยู่ในลูกบอล!"
"เจ็บปวดเหลือเกิน! เจ็บปวดเหลือเกิน!... ตาข้า... ตาข้า!"
หลายคนรู้สึกเจ็บปวดแสบสันกัดกร่อนดวงตา ราวกับมีคนเอาเครื่องเทศ (พริก) ทั้งโลกมาขยี้ใส่ตาพวกเขา
น้ำตาไหลอาบใบหน้าอย่างควบคุมไม่ได้
ได้โปรดหยุดมันที..
ดวงตาของพวกเขาบวมแดงและคันมาก จนไม่สามารถคิดเรื่องอื่นใดได้นอกจากทำให้ตาของตนสงบลง
ตุบ
หลายคนล้มลงกับพื้น ทำอาวุธหลุดมือและขยี้ตาเพื่อบรรเทาอาการ
ควันลอยเข้าลำคอโดยตรง ทำให้พวกเขาไอจน 'ไส้แทบทะลัก'
ก็... มันให้ความรู้สึกเช่นนั้นเพราะพวกเขาไอหนักมากจนอวัยวะภายในเริ่มเจ็บปวด
"หายใจไม่ออก... ข้าหายใจไม่ออก... ข้าหายใจไม่ออก..."
ในไม่ช้า หลายคนก็เลือกที่จะวิ่งออกจากกำแพง โดยลืมไปว่ามีอสูรเหล็กอยู่ข้างนอก
สายเกินไป!
ฟุ่บ ฟุ่บ!
ลูกดอกยาสลบชุดหนึ่งถูกยิงเข้าที่ร่างกายของพวกเขา
และในไม่ช้า พวกเขาก็ร่วงลงมาราวกับแมลงวัน
ปัง!
มีคนล้ม!!
"ทุกคน บุกเข้าไป!"
"รับทราบ!"
ชาวเบย์มาร์ดที่ลงมาจากยานพาหนะพยักหน้าให้กันอย่างรู้งานก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปในกำแพงเมือง
ในตอนนี้ พวกเขายังไม่รู้ว่าใครคือศัตรูหรือผู้สนับสนุนของเกรกอรี่
แต่พวกเขารู้ดีว่าก่อนที่ละครฉากนี้จะจบลง เหล่าคนทรยศจะถูกคัดแยกออกจากคนดีๆ จนได้
ตูม! ตูม! ตูม!
ยานพาหนะยังคงยิงระเบิดเข้าไปในกำแพงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ชาวเบย์มาร์ดสวมหน้ากากกันแก๊สก็เริ่มเคลื่อนไหว
แน่นอนว่า ยานพาหนะบางคันได้มุ่งหน้าลึกเข้าไปในเมือง กระจายตัวออกไปในทิศทางต่างๆ ตามคำสั่งจากหน่วยกองทัพอากาศ
[นี่คือกองบินตะวันออก-18 ถึงทีมบราโว่... ผู้สนับสนุนถูกล้อมและต้องการความช่วยเหลือ การปะทะได้เริ่มขึ้นแล้วที่เขตตะวันออกของเมือง]
"รับทราบ กำลังไปเดี๋ยวนี้ เปลี่ยน"
วรื้นนน!!!
ยานพาหนะเคลื่อนตัวไปตามถนนบนเนินเขาที่พลุกพล่านพร้อมกับแสงไฟอันดุดัน
เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย!
(°Д°)
หลายคนเอามือกุมหัวด้วยความตกใจ
"แกเห็นนั่นไหม?"
"ข้าเหมือนจะเห็นภาพนิมิตเลย ว่าสักวันหนึ่งข้าจะต้องได้เป็นเจ้าของและขี่อสูรเหล็กพวกนี้ให้ได้"
"พ่องสิ! ถ้าจะมีใครได้ขี่ไอ้สัตว์ประหลาดนั่น มันต้องเป็นข้า!"
"ข้าเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน?... นี่มันยังใช่เมืองหลวงอยู่รึเปล่าเนี่ย?"
วรื้นนนน!!!
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความโกลาหล!
ส่วนทางด้านตัวเอกผู้เป็นบุตรแห่งโชคชะตานั้น เขาก็เพิ่งจะตื่นขึ้นมาในตอนนี้นี่เอง
[เกรกอรี่]: (!..!)
ใครก็ได้ช่วยบอกเขาทีว่าทำไมโลกมันถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้?