- หน้าแรก
- เย่เฉียว ศิษย์น้องเล็กสายบริหารบัดเจ็ด
- บทที่ 3 ราวกับมีบางสิ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า
บทที่ 3 ราวกับมีบางสิ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า
บทที่ 3 ราวกับมีบางสิ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า
“สำนักเวิ่นเจี้ยนหรือ?” มู่ฉงซีมองนางด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้ายังคิดจะนอนในสำนักเวิ่นเจี้ยนอีกหรือ? ยังไม่ทันรุ่งสางก็ต้องนั่งสมาธิ แล้วก็ฝึกกระบี่”
“ตอนเที่ยงมีเรียนวิชาฝึกจิต ตอนเย็นยังต้องฝึกต่อสู้จริงแบบตัวต่อตัวอีก”
“สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า พวกเขาไม่พากเพียรก็จะถูกแซงหน้าไป”
เย่เฉียว: นี่มันก็ขยันเกินไปแล้ว!
นางทำสีหน้าแบบคุณปู่มองมือถือ “แล้วสำนักเฉิงเฟิงกับสำนักปี้สุ่ยล่ะ?”
มู่ฉงซีใช้นิ้วนับ “สำนักเฉิงเฟิงล้วนแต่เป็นพวกแปลงกาย วันๆ เอาแต่ยึดมั่นในความคิดที่ว่าคนหน้าตาอัปลักษณ์ไม่สมควรเข้าสำนักพวกเขาเข้มงวดเรื่องหน้าตามาก”
เขาสำรวจเย่เฉียว “เจ้าหน้าตาดีทีเดียว แต่พวกเขาจะรับแต่ศิษย์ชายเท่านั้น”
“นี่มันยังมีการเลือกปฏิบัติตามเพศอีกหรือ?”
นี่มันโลกบำเพ็ญเซียนแล้วนะเว้ย!
“ก็ไม่เชิงหรอก เพียงแต่เคล็ดวิชาของสำนักนั้นพิเศษ ศิษย์หญิงไม่เหมาะ”
“ส่วนเรื่องอาหาร สำนักปี้สุ่ยไม่กินข้าว พวกเขามีศิษย์ปรุงโอสถเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องเตรียมตัวสำหรับการประลองใหญ่ ในยามปกติย่อมต้องเน้นการบำเพ็ญเพียรเป็นหลัก ดังนั้นแค่ยาเซียนบำรุงกายก็พอแล้ว”
เย่เฉียว: “...”
โลกบำเพ็ญเซียนนี่มันบ้าไปแล้วหรือไร?
นางสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง จึงถามคำถามที่สำคัญที่สุด “แล้วสำนักไหนที่กินอิ่มนอนหลับได้บ้าง?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ มู่ฉงซีก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “ก็ต้องเป็นสำนักฉางหมิงของเราสิ! อาหารการกินของเราดีที่สุดแล้ว”
“ทุกมื้อมีซาลาเปาห้าลูกเลยนะ!”
สำนักของพวกเขาสิ่งอื่นอาจไม่มากนัก แต่ซาลาเปามีเยอะแยะไปหมด ตอนที่มู่ฉงซีเพิ่งเข้าสำนักใหม่ ๆ ในตอนนั้น เขาก็กินซาลาเปาจนสิ้นหวังนั่นแหละ ถึงได้ยุยงศิษย์พี่รองและศิษย์พี่สามให้คิดหนีออกจากสำนัก
เย่เฉียวตบมือ แล้วตัดสินใจ “ข้าจะไปสำนักฉางหมิงนี่แหละ!”
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องซาลาเปาห้าลูกหรอกนะ หลักๆ คือนางเป็นคนชอบไปสำนักฉางหมิงแบบนี้ ที่วุ่นวาย... เอ๊ย! สำนักที่คึกคักต่างหาก
“สำนักของพวกท่านรับสมัครเมื่อไหร่?”
มู่ฉงซีเกาหลังศีรษะ ยังจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนที่ลงจากเขา เจ้าสำนักยังถอนหายใจพลางพูดว่า หวังว่าวันนี้การรับศิษย์นอกจะเจอต้นกล้าดีๆ สักสองสามต้น
“วันนี้เลย”
“การสมัครน่าจะปิดรับในคืนนี้”
สีหน้าของเขาแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าไม่รู้หรือ?”
สำนักฉางหมิงก็เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่แห่งโลกบำเพ็ญเซียนนะ เรื่องใหญ่ขนาดการรับศิษย์นอก แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่โดดเดี่ยวที่สุดก็น่าจะรู้เรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?
เย่เฉียวไม่รู้จริงๆ นางเงียบไปสองสามวินาทีแล้วถาม “แล้วตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
นางยังมีโอกาสไหม?
มู่ฉงซีก็พลันคิดขึ้นได้ เขากระชากเสียงร้องดังลั่น “เหลืออีกครึ่งชั่วยามก็จะปิดรับสมัครแล้ว เจ้าช้าอีกนิดเดียวก็ไม่ทันแล้ว!”
กระบี่ในมือถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนฟ้า แล้วพลันขยายใหญ่ขึ้นต่อหน้าต่อตา เขาก้าวขึ้นไปบนกระบี่ก่อน แล้วยื่นมือมาทางเย่เฉียว:
“ขึ้นมาสิ”
ผู้ที่สามารถควบคุมกระบี่ได้ การบำเพ็ญเพียรต้องอยู่เหนือขั้นสร้างฐาน
แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าดูอายุพอๆ กับนาง แต่กลับสร้างฐานสำเร็จแล้ว
นางไม่เสแสร้ง ยื่นมือออกไปแล้วถูกเขาดึงขึ้นไปบนกระบี่
กระบี่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วหายวับไปในเมฆา เย่เฉียวได้สัมผัสประสบการณ์การลอยฟ้าอย่างราบรื่น ทิวทัศน์รอบข้างมองไม่เห็นเลย ความเร็วทำให้คนเวียนหัว
มู่ฉงซีต้องกลับสำนักก่อนที่ประตูจะปิด มิฉะนั้นจะต้องถูกผู้อาวุโสจ้าวซ้อมอย่างแน่นอน เมื่อเห็นว่ากำลังจะสาย เขาจึงรีบเร่งเคล็ดกระบี่เพื่อเร่งความเร็วอีกครั้ง
เย่เฉียวกลัวความสูงเล็กน้อย กลัวว่าจะตกไปตาย นางจึงคว้าผมของมู่ฉงซีไว้แน่น แล้วก็กรีดร้อง “อ๊าาาา! เจ้ามีใบขับขี่ไหมเนี่ย!”
นางแทบจะอาเจียนออกมา
มู่ฉงซีร้องโอย “อย่าดึงผมของข้าน้อยสิ!”
ทั้งสองคนดึงกันไปมา ทำให้ตัวกระบี่เสียการทรงตัวเริ่มแกว่งไปมา พอดีกับเวลานั้นมีเรือเหาะลำหนึ่งแล่นผ่านมา
“โว้ยยยย! หลบเร็ววววววว!!”
...
สำนักฉางหมิง
“เหลืออีกครึ่งชั่วยามก็จะสิ้นสุดแล้ว” เด็กหนุ่มถอนหายใจเบาๆ “จะไปหาอัจฉริยะจากที่ไหนให้ท่านได้เล่า ผู้อาวุโสจ้าว”
“ปีนี้ใครที่มีพรสวรรค์ดีๆ ก็ไปสำนักอื่นกันหมดแล้วไม่ใช่หรือ?”
สำนักฉางหมิงอยู่ในอันดับรั้งท้ายของการประลองใหญ่มาตลอดร้อยปี ทรัพยากรไม่เพียงพอ จึงได้รับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ เท่านั้น
แต่ก็ไม่มีทางเลือกแล้ว การคัดเลือกใหญ่ทุกสิบปี ก็ต้องมีเลือดใหม่เข้ามาบ้าง
ผู้อาวุโสจ้าวไม่ได้มีความหวังอะไรมากนัก เพียงแต่เห็นว่าการประลองใหญ่เหลือไม่ถึงปี จึงคิดจะลองเสี่ยงโชคในการรับศิษย์นอก เผื่อว่าจะได้เจอคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นบ้าง
“ไอ้เจ้ามู่ฉงซีตัวเหม็นนั่นยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า “เขาคงไปตลาดมืดอีกแล้วกระมัง”
“วันๆ ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน” ผู้อาวุโสจ้าวฮึมฮำเย็นชา ด้วยศิษย์สายตรงที่เกเรเหล่านี้ หวังพึ่งพวกเขาให้คว้าชัยในการประลองใหญ่ของสำนักปีหน้า สู้หวังให้มีต้นกล้าดีๆ ตกลงมาจากฟ้ายังจะง่ายกว่า
เห็นท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ และไม่มีศิษย์มาสมัครอีก ผู้อาวุโสจ้าวโบกมือ กำลังจะพาศิษย์นอกเหล่านี้กลับไปแล้ว ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ดูเหมือนจะมีบางอย่างตกลงมาจากฟ้า?”
ผู้อาวุโสจ้าว: “หือ?”
เขาตะลึงงันเล็กน้อย ในชั่วพริบตาต่อมาก็เห็นคนสองคนร่วงลงมาจากฟ้า พร้อมกับเสียงกรีดร้องและเสียง “โว้ยยย!”
ความรู้สึกไร้น้ำหนักทำให้เย่เฉียวเมื่อใกล้ถึงพื้นดินก็พลิกตัวอย่างรวดเร็ว แล้วร่อนลงสู่พื้นดินอย่างสง่างาม
มู่ฉงซีก็ปรับท่าทางได้หนึ่งวินาทีก่อนถึงพื้นดินเช่นกัน
การลงพื้นของทั้งสองคนสร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้พื้นดินยุบเป็นหลุมขนาดใหญ่
มู่ฉงซีค่อยๆ ลุกขึ้นจากหลุม เขายังคงดื่มด่ำกับอารมณ์เมื่อครู่ด้วยความตื่นเต้น “โว้ยยย! สุดยอดเลย เจ้าเห็นท่าลงพื้นที่สง่างามของข้าเมื่อครู่หรือไม่? ข้าตั้งชื่อให้มันว่าไก้ยืนขาเดียวเป็นอย่างไรบ้าง?”
เย่เฉียวชมเชยอย่างจริงใจ “ยอดเยี่ยมเลย!”
ทั้งสองคนคลานขึ้นมาจากหลุมทีละคน ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับสายตาที่มองราวกับจะฆ่าคนตายของชายชราผู้มีกระดูกเซียนและลมปราณเซียน
ผู้อาวุโสจ้าวมองหลุมรูปคนที่อยู่บนพื้น อัตราการเต้นของหัวใจก็เร่งเร็วขึ้น เขาชี้ไปที่คนทั้งสองด้วยมือที่สั่นเทิ้ม แล้วระเบิดความโกรธออกมา “ใครให้พวกเจ้าทุบหลังเขาให้เป็นหลุม! พวกเจ้ารู้ไหมว่าการซ่อมพื้นมันแพงแค่ไหน?!”
เย่เฉียวลังเลเล็กน้อย “...ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยถมหลุมให้ท่าน?”
มู่ฉงซีโอบไหล่เย่เฉียว “ไม่เป็นไร แค่หลุมเดียวเอง ผู้อาวุโสจ้าวไม่ใช่คนขี้เหนียวขนาดนั้นหรอก”
ผู้อาวุโสจ้าวสูดหายใจลึกๆ ไม่อยากจะมองไอ้เจ้ามู่ฉงซีตัวแสบนี้ แล้วหันไปถามเย่เฉียว “เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
เย่เฉียวตอบอย่างจริงใจ “อยากจะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักฉางหมิง”
ผู้อาวุโสจ้าว: “...” ข้าว่าเจ้าจงใจทำให้ข้าโมโหมากกว่านะ
เหล่าศิษย์นอกที่เพิ่งสมัครเข้าสำนักต่างมองเย่เฉียวด้วยความเกรงขาม
สุดยอดจริงๆ
สำนักใหญ่ทั้งห้า เพียงแค่ศิษย์นอกก็มีศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเป็นพันคนแล้ว
การที่จะทำให้ผู้อาวุโสในจำได้ในบรรดาคนกว่าพันคนนั้นมันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด?
แต่เย่เฉียวทำได้!
ในวันแรกของการรายงานตัวศิษย์ใหม่ ด้วยวิธีที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร นางก็มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้อาวุโสจ้าวจดจำชื่อของเย่เฉียวได้อย่างลึกซึ้ง
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งเงียบมาตลอดก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ นี่มันตัวป่วนมาจากไหนกันเนี่ย?
ด้วยความกลัวว่าผู้อาวุโสจ้าวจะโมโหจนป่วยเป็นอะไรไป เขาจึงเก็บสีหน้าดูการแสดงลง แล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายตามองเย่เฉียวเล็กน้อย “ชื่ออะไร?”
“เย่เฉียว”
เด็กหนุ่มพยักหน้า แล้วสลักชื่อนางลงบนหยกขาว “เก็บไว้ให้ดี หนึ่งเดือนหลังจากนี้จะมีการทดสอบพรสวรรค์”
เย่เฉียวกล่าวขอบคุณ ก่อนหน้านี้นางไม่มีเวลาสังเกตสถาปัตยกรรมของโลกบำเพ็ญเซียนในสำนักเยวี่ยชิง อาจจะเป็นเพราะนิสัยของนักออกแบบที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง นางจึงสำรวจรอบๆ แล้วถอนหายใจ “ที่นี่สวยงามจริงๆ”
ที่นี่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน หรือมองจากมุมมองของการพัฒนาของมนุษย์ ก็ไม่สามารถหาข้อบกพร่องใดๆ ได้เลย
“ข้าชื่อ เซวียอวี๋” เซวียอวี๋เห็นว่านางน่าสนใจ เขายิ้มเล็กน้อย “หนึ่งในศิษย์สายตรงของสำนักฉางหมิง”
เย่เฉียวผงะเล็กน้อย
...เซวียอวี๋?
นั่นไม่ใช่ตัวสำรองชายผู้อบอุ่นในนิยายหรอกหรือ?
นางยังคงไม่ตอบอะไร เซวียอวี๋ก็ไม่ได้ใส่ใจ เขากลบยิ้ม แล้วชายตามองศิษย์น้องของตน “เจ้าไปเก็บศิษย์มาจากที่ไหนกัน?”
มู่ฉงซีไม่ได้ฟังออกว่าเขาเยาะเย้ยอะไร จึงเกาหลังศีรษะ “เจอที่ตลาดมืด นางบอกว่าอยากมาสำนักฉางหมิงของเรา ข้าก็เลยพานางมา”
เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง มองเย่เฉียว แล้วจึงส่งเสียงกระซิบในใจ “เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ถูกใครหลอกใช้?”
เสื้อคลุมของศิษย์สายตรงมู่ฉงซีมันโดดเด่นขนาดไหน
แม้เขาจะไม่อยากใช้เจตนาร้ายคาดเดาเด็กสาวตัวเล็กๆ แต่ใครจะรู้ว่านางไม่ได้หมายตาตำแหน่งศิษย์สายตรงของมู่ฉงซี แล้วใช้ศิษย์น้องผู้ใสซื่อผู้นี้เป็นเครื่องมือ?
มู่ฉงซีไม่พอใจ “นี่เจ้าเองต่างหากที่จิตใจมืดบอด แล้วยังมองคนอื่นมืดบอดเหมือนเจ้าอีกหรือ?”
เซวียอวี๋: “...” ไอ้ท่อนไม้นี่!
ทั้งสองคนส่งเสียงกระซิบกันเอง เย่เฉียวไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
หลังจากนางได้สติกลับคืนมาก็มองมู่ฉงซี อยากจะขอบคุณอีกฝ่าย “เมื่อครู่ขอบคุณที่พาข้ามาตลอดทาง พามาร่วมสำนักฉางหมิง”
คำพูดของนางยืนยันความคิดของเซวียอวี๋พอดี เขามองมู่ฉงซีด้วยสีหน้า “สมแล้วที่คิดไว้”
...นี่ไม่ใช่มาผูกสัมพันธ์แล้วหรือ?
เย่เฉียวมาขอบคุณมู่ฉงซีจริงๆ แต่ว่านางเป็นคนจนที่ไม่มีอะไรเลย ก็เลยหน้าหนาแล้วพูดว่า “บุญคุณใหญ่หลวงนัก ไม่ต้องพูดคำขอบคุณ ข้าก็ไม่ขอบคุณแล้วกัน”
“ศิษย์พี่มู่ พบกันใหม่”
พูดจบก็รีบวิ่งหนีไป ทิ้งมู่ฉงซีผู้ยืนงงกลางลม
เขาได้สติกลับมา คว้าแขนเย่เฉียวไว้ “เจ้าไม่ได้เงินมาจากตลาดมืดบ้างหรือ? เห็นว่าเจ้าจนขนาดนี้ เงินที่ได้มาข้าสามเจ้าเจ็ดแล้วกัน”
ดวงตาของเย่เฉียวเบิกกว้าง ไม่คาดคิดว่าเขาจะโลภแม้แต่เงินเพียงเล็กน้อย นางส่ายหน้า “ข้าจน ท่านสองข้าแปด”
มู่ฉงซีก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน “เจ้าโลภแม้แต่เงินเพียงน้อยนิดขนาดนี้เลยหรือ?”
เย่เฉียวกล่าวอย่างจริงจัง “นี่ไม่ใช่เรื่องเงิน”
สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย แล้วได้ยินเย่เฉียวพูดต่อว่า “นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของข้า”
มุมปากของมู่ฉงซีกระตุกอย่างรุนแรง “ช่างเถอะ ข้าไม่เอาแล้ว” เขาเองก็ไม่ถึงกับต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเงินเพียงเล็กน้อย
ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นคงรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งแล้ว แต่เย่เฉียวหน้าไม่อาย “อ้อ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ให้แล้ว”
นางกล่าวอย่างจริงใจ “เพราะกระดาษอักขระก็แพงมากเช่นกัน”
มู่ฉงซี: “...” เซวียอวี๋: “...”
พัฒนาการนี้เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ